ทิศทางการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในประเทศไทย

แนบบุญ หุนเจริญ กุลยศ อุดมวงศ์เสรี และสมบูรณ์ แสงวงค์วาณิชย์
ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330โทรศัพท์ : 0-2218-6528 E-mail: naebboon.h@chula.ac.th
บทคัดย่อ
บทความนี้นา เสนอทิศทางการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะ
(Smart Grids) ในประเทศไทย ทั้งในส่วนของการจัดทา นโยบายภาพรวม
ของประเทศซึ่งอยู่ระหว่างการดา เนินการโดยกระทรวงพลังงาน และการ
จัดทาแผนที่นาทางของการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง เพื่อแสดงให้เห็นถึง
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ ที่จะ
พัฒนาไปอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลาประมาณ 20 ปี นับจากนี้ไป
คา สาคัญ : ระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะ แผนที่นา ทางระบบโครงข่าย
ไฟฟ้าอัจฉริยะ
Abstract
This article presents the directions of Smart Grid development in
Thailand, including the national policy preparation being undertaken by
the Ministry of Energy and the roadmaps of all three electricity utilities.
It aims at revealing the trends of continued development on the
electrical power network of the country, tentatively over the next 20
years from now.
Keywords: Smart Grids, Smart Grid Roadmap
1. บทนา
ความจา เป็นของการศึกษาวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับ “ระบบโครงข่าย
ไฟฟ้ าอัจฉริยะ” หรือ Smart Grids เกิดจากปัญหาวิกฤตพลังงาน ผนวกกับ
ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็ นปัญหาใน
ระดับโลก และคาดว่าจะเป็นปัญหาที่สาคัญของประเทศไทยในอนาคต
อันใกล้ องค์ความรู้ตลอดจนถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและการใช้งาน
เทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมคุ้มค่า เป็นประเด็นที่หน่วยงานการ
ไฟฟ้ าทั้งสามแห่งของประเทศให้ความสนใจเป็ นอย่างมาก การ
ตระเตรียมองค์ความรู้เพื่อสังคมโดยรวม และการเตรียมความพร้อมของ
บุคลากรในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่กา ลังได้รับความสนใจในวงกว้าง
แรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะทั่ว
โลก สรุปได้เป็น 4 ประเด็น ดังนี้
ประการที่หนึ่ง ต้องการรักษาหรือเพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบ
โครงข่ายไฟฟ้า (System Reliability) เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่
เพิ่มสูงขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการส่งกา ลังไฟฟ้ าให้กับโครงข่ายที่ใช้
งานมานานระยะหนึ่งแล้ว หรื อเพื่อการเชื่อมโยงเป็ นโครงข่ายไฟฟ้ า
ขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนในการดูแลจัดการ รวมถึงผลกระทบต่อความ
เชื่อถือได้ของระบบอันเนื่องมาจากการผลิตไฟฟ้ าจากพลังงานหมุนเวียน
ประเภทที่มีความแปรปรวนไม่แน่นอนสูง (Intermittent Generation)
ประการที่สอง ต้องการรองรับการเชื่อมโยงและสามารถพึ่งพา
ปริมาณพลังงานไฟฟ้าและกาลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
(Renewable Energy) ในระบบโครงข่ายไฟฟ้ า ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น
อย่างต่อเนื่องไปในอนาคต
ประการที่สาม ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต ส่ง จา หน่าย
และการใช้พลังงานไฟฟ้ า (Energy Efficiency) โดยรวมของทั้งระบบ
ประการสุดท้าย ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green
House Gas Emission) อันเนื่องมาจากการผลิตไฟฟ้ าแบบดั้งเดิมที่ใช้
เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็ นหลัก เพื่อบรรเทาปัญหาสภาวะภูมิอากาศโลก
เปลี่ยนแปลง
ในประเทศไทย ความสนใจในการศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบ
โครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะอย่างเด่นชัด เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 และดา เนินมา
อย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะได้นา เสนอประมวลทิศทางการพัฒนาระบบ
โครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะในประเทศไทย ทั้งในส่วนของการจัดทา นโยบาย
ในภาพรวมของประเทศซึ่งอยู่ระหว่างการดาเนินการโดยกระทรวง
พลังงาน และการจัดทาแผนที่นาทางระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะของ
การไฟฟ้ าทั้งสามแห่ง เพื่อแสดงให้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของ
ระบบโครงข่ายไฟฟ้ าของประเทศ ที่คาดว่าจะพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องใน
ระยะเวลาประมาณ 20 ปี นับจากนี้ไป
2. นโยบายของภาครัฐ
จากอนุสนธิการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน
(กบง.) เพื่อให้การจัดทา ร่างแผนการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะ
ของประเทศไทยสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาพลังงานของประเทศ มี
การดาเนินการที่มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธาน กบง. ได้ลงนาม
IP-PW2
การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมไฟฟ้า ครัง้ ที่ 35 (EECON-35) 12 – 14 ธันวาคม 2555 มหาวิทยาลัยกรุงเทพและศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
7
คา สั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบ
โครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2555
ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะของ
ประเทศไทยอยู่ระหว่างการศึกษาของสานักงานนโยบายและแผน
พลังงาน (สนพ.) แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ (1) ประเด็นยุทธศาสตร์ด้าน
การพัฒนาความเชื่อถือได้และคุณภาพของไฟฟ้ า (2) ประเด็นยุทธศาสตร์
ด้านความยั่งยืนและประสิทธิภาพของการผลิตและใช้พลังงาน (3)
ประเด็นยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการทางานและการให้บริการของ
หน่วยงานการไฟฟ้า (4) ประเด็นยุทธศาสตร์ด้านการกาหนดมาตรฐาน
ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ในระบบ และ (5) ประเด็นยุทธศาสตร์ด้าน
การกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม [1]
รูปที่ 1 แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานทั้งการไฟฟ้ าฝ่ ายผลิต (กฟผ.) การ
ไฟฟ้ าฝ่ ายจา หน่าย (กฟน. และ กฟภ.) และภาคเอกชน ต่างมีบทบาทใน
การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะ หากแต่มุมมองการพัฒนานั้น
อาจให้ความสา คัญในแต่ละประเด็นที่แตกต่างกันไปบ้าง ตามภารกิจของ
แต่ละหน่วยงาน ดังนั้น ภาครัฐโดย สนพ. จึงจา เป็ นต้องวางกรอบการ
พัฒนาในเชิงนโยบายเพื่อให้แต่ละหน่วยงานซึ่งมีงบประมาณในการ
พัฒนาของตนเอง มีทิศทางที่สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาตามนโยบาย
ของประเทศ อันจะส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มี
ความน่าเชื่อถือ มีความปลอดภัย มีความยั่งยืน และเป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม ได้อย่างสัมฤทธิผลต่อไป
รูปที่ 1 บทบาทการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะของแต่ละ
ภาคส่วนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาโดยรวมของประเทศ [1]
3. แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กาหนดวิสัยทัศน์ระบบโครงข่าย
ไฟฟ้าอัจฉริยะขององค์กรไว้เป็น “โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อคุณภาพ
ชีวิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” มีกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน แสดงในรูปที่ 2
รูปที่ 2 กรอบแนวคิดโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะของ กฟภ. [2]
Smart Energy มีคุณลักษณะที่สาคัญคือ ระบบจะทางานได้โดย
อัตโนมัติทั้งในภาวะปรกติและภาวะฉุกเฉิน สามารถตรวจวัดและเฝ้ า
สังเกตสภาวะการทา งานของโรงไฟฟ้ าของผู้ผลิตไฟรายเล็กมาก (VSPP)
ในเชิงเวลาจริง จัดการการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณการ
ใช้ไฟฟ้าสูงสุด รองรับการใช้แหล่งกักเก็บพลังงาน สื่อสารข้อมูลกับ
อุปกรณ์ไฟฟ้ าอัจฉริยะ สนับสนุนการซื้อขายไฟกับคู่สัญญาซึ่งอาจเป็ น
ผู้ผลิตไฟรายเล็กและเล็กมากได้ รองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รองรับ
บ้านเรือนที่พักอาศัย สา นักงาน และอาคารอัจฉริยะ
Smart Life หมายถึง ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะจะรองรับวิถี
ชิวิตที่ผู้ใช้ไฟสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้ าได้มาก
ขึ้น และเหมาะกับตนเอง กฟภ. ได้กา หนดนโยบาย Smart and Green
Office สาหรับสานักงานเพื่อบริการลูกค้า เพื่อให้เป็นสานักงานที่ทันสมัย
ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ มีการใช้พลังงาน
อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พนักงานมีความพึง
พอใจในคุณภาพชีวิตการทา งาน
Smart Community หมายถึง ชุมชนหรือสังคมที่มีระบบบริหาร
จัดการสภาพแวดล้อมที่ดี จา กัดการก่อมลภาวะ กา จัดสิ่งเหลือใช้อย่างมี
ประสิทธิภาพ มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ระบบขนส่งที่ใช้
พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีสถานีบริการอัดประจุ
ไฟฟ้ า (Charging Station) ให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ า เป็นต้น
ในการจัดทา แผนที่นา ทางระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะของ กฟภ.
ได้แบ่งแผนการพัฒนาออกเป็น 4 ระยะ ดังแสดงในรูปที่ 3 โดยใน
ระยะแรก จะมีโครงการนา ร่องติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ โครงการปรับปรุง
ไฟถนนเป็น LED และโครงการทดลองจัดตั้งสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้ า
ที่สานักงานของ กฟภ.
โดยรวมแล้ว กฟภ. มองเทคโนโลยีระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะว่า
เป็นจุดเปลี่ยนที่สาคัญของธุรกิจไฟฟ้า ในอนาคตโครงข่ายไฟฟ้าขนาด
เล็กมาก (Microgrids) จะมีบทบาทสาคัญในประเทศไทย ทา ให้ผู้ใช้ไฟ
เปลี่ยนบทบาทเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิต (Prosumers) รวมทั้งการเข้ามาของ
รถยนต์ไฟฟ้าก็จะทาให้รูปแบบความต้องการไฟฟ้าเปลี่ยนไป กฟภ.
อาจจะต้องริเริ่มพัฒนาบทบาทในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้ าด้วยในอนาคต
การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมไฟฟ้า ครัง้ ที่ 35 (EECON-35) 12 – 14 ธันวาคม 2555 มหาวิทยาลัยกรุงเทพและศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
8
Pilot Projects
· Substation Automation
· Micro Grids
· Distributed Generation
Stage 1 Laying the Foundations
(2555-2559)
Stage 4 Ultimate Stage
(2570-2574)
Stage 3 Optimal Stage
(2565-2569)
Stage 2 Large Scale Integration
(2560-2564)
· Self Healing Grid
· Full Automation
· Pervasive Cyber Security
· Large Scale Renewables
· Urban Smart Micro Grids
· Optimized Asset
Management
· Optimized Mobile
Workforce
· Fully Substation
Automation
Smart
Energy
Smart
Life
Smart
Community
Pilot Projects
· Advanced Metering
Infrastructure
· Energy Storage
· Wide Spread Renewables
· Intelligent Buildings
· Smart Appliances
· Real-time Pricing
· Self Generation
· Demand Reduction
· Full Customer Choice
· Competitive Market
· Demand Side
Management
Pilot Projects
· Electric Vehicles
· Intelligent Street-lights
· Electric Vehicles as a
distributed resource (V2G
VPP)
· Optimized Charging
Infrastructure
· Development of
Renewables
· Hybrids and Full EV’s
Start Finish
2555 2560 2565 2570
รูปที่ 3 แผนที่นา ทางการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะของ กฟภ. [2]
4. แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาของการไฟฟ้านครหลวง
ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะของการไฟฟ้ า
นครหลวง (กฟน.) จะม่งุ เน้นที่การบูรณาการระหว่างโครงข่ายส่ง
กา ลังไฟฟ้ ากับโครงข่ายด้านการสื่อสาร เพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านการ
เพิ่มความเชื่อถือได้ให้กับระบบไฟฟ้ า เพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้ า
เพิ่มความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล เพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้ไฟฟ้ า
ตลอดจนเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
กฟน. ได้จัดทา แผนที่นา ทางการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ า
อัจฉริยะขององค์กร ในช่วงปี พ.ศ. 2555 – 2594 โดยแบ่งการพัฒนา
ออกเป็น 2 ส่วนคือ แผนงานส่วนการพัฒนาระบบจา หน่ายไฟฟ้ า และ
แผนงานส่วนการให้บริการลูกค้า
แผนงานส่วนการพัฒนาระบบจา หน่ายไฟฟ้ า ในช่วงสามปี แรก
(พ.ศ. 2555 – 2557) จะมุ่งเน้นการดา เนินการพัฒนาสถานีไฟฟ้ าย่อย
อัตโนมัติ (Substation Automation) ระบบจัดการด้านระบบจา หน่าย
ไฟฟ้ า (Distribution Management System) ระบบจัดการด้านพลังงาน
ไฟฟ้ า (Energy Management System) และโดยเฉพาะการพัฒนาระบบ
โครงสร้างพื้นฐานการตรวจวัดขั้นสูง (Advanced Metering
Infrastructure) หรือ AMI ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อการ
สื่อสารแบบสองทางกับผู้ใช้ไฟฟ้ าจา นวนมาก ในอนาคตได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ (ปัจจุบัน กฟน. มีลูกค้าผู้ใช้ไฟประมาณ 3 ล้านราย)
การพัฒนาในส่วนของ AMI นี้ ถือเป็นรากฐานที่สา คัญต่อการพัฒนาส่วน
อื่นๆ ในลา ดับถัดไป ซึ่งสอดคล้องกับในหลายประเทศ ที่เห็นว่าระบบ
AMI ควรจะเป็นระบบแรกๆ ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การทา งานตาม
แนวคิดของระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
ในส่วนของแผนงานการให้บริการลูกค้า กฟน. มุ่งเน้นที่การ
ศึกษาวิจัย และพัฒนารูปแบบสถานีอัดประจุไฟฟ้ า และการใช้งาน
รถยนต์ไฟฟ้ าในรูปแบบต่างๆ ซึ่งรวมถึงการใช้แบตเตอรี่ของรถยนต์
ไฟฟ้ าเพื่อการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และโหมดการทา งานที่
เชื่อมต่อเพื่อจ่ายไฟฟ้ าจากรถยนต์เข้าไปสู่กริด (V2G) ในระยะยาวด้วย
5. แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
ปัจจุบันการไฟฟ้ าฝ่ ายผลิต (กฟผ.) ยังอยู่ระหว่างการดา เนินการ
จัดทา ยุทธศาสตร์และแผนที่นา ทางระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะของ
องค์กร ระยะเวลาในช่วง พ.ศ. 2556 – 2575 [3] ใช้แนวคิดในการพัฒนา
คือ การออกแบบระบบ และการประยุกต์เทคโนโลยีหลัก 3 ด้าน ได้แก่
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า
จากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Generation) และตัวเก็บ
พลังงาน (Energy Storage) และเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation)
นา มาปรับปรุงเพื่อเพิ่มสมรรถนะให้กับโครงข่ายระบบผลิตและส่งไฟฟ้ า
ที่ดูแลรับผิดชอบโดย กฟผ. เพื่อให้ได้คุณลักษณะสา คัญ 5 ประการ ดังนี้
การประชุมวิชาการทางวิศวกรรมไฟฟ้า ครัง้ ที่ 35 (EECON-35) 12 – 14 ธันวาคม 2555 มหาวิทยาลัยกรุงเทพและศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
9
1) Improved EMS Application : มีระบบจัดการพลังงานที่มีสมรรถนะ
สูงขึ้น ทั้งในเชิงการเฝ้ าระวังตรวจการณ์ (Monitoring) การควบคุม
สั่งการ (Operation & Control) การป้ องกันความเสียหายต่อระบบ
(Protection) ทั้งในแบบรวมศูนย์ (Centralized) และแบบกระจาย
ศูนย์ (Decentralized)
2) Integration of ICT : มีการบูรณาการของระบบสื่อสารและ
สารสนเทศในส่วนต่างๆ ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น
มาตรฐานเดียวกัน เพื่อเป็นช่องทางการเชื่อมโยงการทา งานของ
อุปกรณ์และเครื่องมือวัดต่างๆ ภายในโครงข่ายไฟฟ้ าของ กฟผ. เอง
รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังโครงข่ายไฟฟ้ าภายนอกได้อย่างถูกต้อง
และปลอดภัย (Security) ทา ให้สามารถนา ข้อมูลและสารสนเทศไป
ใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายเพื่อเพิ่มสมรรถนะของระบบ
3) Integration of RE/EV : มีการเชื่อมต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน
หมุนเวียน (Renewable Energy: RE) เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้ าได้อย่าง
มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ที่มี
ลักษณะแปรปรวนตามธรรมชาติ (Intermittent Generation) เพื่อ
เพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้ าที่สะอาดและเป็นมิตรต่อ
สิ่งแวดล้อม ตลอดจนถึงการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ าและการ
ใช้ประโยชน์จากการกักเก็บพลังงานของรถยนต์ไฟฟ้า (Electric
Vehicles: EV)
4) Interoperability : มีความสามารถในการทา งานร่วมกันของอุปกรณ์
และเครื่องมือวัดที่เชื่อมโยงอยู่ในระบบโครงข่ายไฟฟ้ า เพื่อให้
สามารถเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูล (Accessibility and
Interchangeability) ระหว่างอุปกรณ์ ระหว่างสถานีไฟฟ้า ระหว่าง
ส่วนต่างๆ ของโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เช่น การไฟฟ้ าฝ่ ายจา หน่าย ผู้ผลิตไฟฟ้ า IPP, SPP, VSPP สา นักงาน
กา กับดูแลกิจการพลังงาน เป็นต้น ตลอดไปจนถึงข้อมูลของ
อุปกรณ์ในฝั่งของผู้บริโภคไฟฟ้ า ต่อไปในอนาคตด้วย
5) Improved Asset Management : มีการจัดการสินทรัพย์ในส่วนของ
การบา รุงรักษาที่มีสมรรถนะสูงขึ้น โดยการประยุกต์ใช้ระบบ
ฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน ระบบตรวจการณ์แบบเวลาจริง (On-line
Monitoring) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ตลอดจน
เทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation) ร่วมกัน
ในเบื้องต้นได้กา หนดวิสัยทัศน์ระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะของ
กฟผ. ไว้ “ เป็นผู้นา ด้านพลังงานสะอาด ด้วยระบบโครงข่ายไฟฟ้ าที่มี
ความเชื่อถือได้สูง ในภูมิภาคอาเซียน ” พันธะกิจหลักแสดงในรูปที่ 4
ผลสัมฤทธ์ิที่คาดหวัง คือ โครงข่ายไฟฟ้ าที่มั่นคงและเพียงพอ เป็นมิตร
ต่อสิ่งแวดล้อม และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยดา เนินการ
ด้วยยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ได้แก่
รูปที่ 4 พันธะกิจของ กฟผ. ในบริบทระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะ [3]
- ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมพร้อมรองรับการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า
Greater Mekong Subregion (GMS) และ ASEAN Power Grid ใน
อนาคต ได้อย่างมีเสถียรภาพ มั่นคง เชื่อถือได้
- ยุทธศาสตร์ที่ 2 การบูรณาการ ICT ภายในองค์กร ด้วย
มาตรฐานสากลแบบเปิ ด และการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้มีส่วน
เกี่ยวข้องภายนอก
- ยุทธศาสตร์ที่ 3 การใช้เทคโนโลยีระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะใน
การดา เนินธุรกิจและบริหารจัดการสินทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
การดา เนินงานและเพิ่มผลผลิต (Productivity) ขององค์กร
- ยุทธศาสตร์ที่ 4 การใช้ประโยชน์จากโครสร้างพื้นฐานการสื่อสาร
ข้อมูลและสารสนเทศที่เชื่อมโยงถึงกันได้ ช่วยในการพยากรณ์และ
จัดการความต้องการใช้ไฟฟ้ า ตลอดจนคุณลักษณะการตอบสนอง
ของฝั่งอุปสงค์ (Demand Response) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการ
จัดการพลังงานโดยรวมของประเทศอย่างคุ้มค่า
- ยุทธศาสตร์ที่ 5 การใช้เทคโนโลยีระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
เพื่อเพิ่มการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้ าจากพลังงานหมุนเวียนและรองรับ
เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า
6. บทสรุป
ภาครัฐและการไฟฟ้ าทั้งสามแห่งของประเทศไทยได้เริ่มดา เนินการ
กา หนดยุทธศาสตร์ทิศทางการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะ
พร้อมทั้งจัดทา แผนที่นา ทางของแต่ละหน่วยงาน ตามที่นา เสนอไว้ใน
บทความนี้ ซึ่งจะขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบโครงข่ายไฟฟ้ า
ของประเทศไปอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาไม่ต่า กว่า 20 ปี นับจากนี้ไป
เอกสารอ้างอิง
[1] รายงานสรุปแนวทางการศึกษาโครงการศึกษาเพื่อกาหนดนโยบาย
และแผนการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ าอัจฉริยะของไทย, สถาบันวิจัย
พลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555.
[2] Smart Grid Roadmap, Provincial Electricity Authority, 2011.
[3] (ร่าง) แผนที่นาทางระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ, การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
แห่งประเทศไทย, ตุลาคม 2555.

01-Vol-I.rar

วิจัยในชั้นเรียน8-9

 

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง

 

เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน

 

 

หน่วยที่ 9

 

 

 

 

 

การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 

 

 

หน่วยศึกษานิเทศก์              กรมสามัญศึกษา

 

คำนำ

 

 

เอกสาร  ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน  ชุดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจกันของบุคคลหลายฝ่าย  ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน  โดยจะเสริมสร้างให้ครูมีความสามารถในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเสริมสมรรถนะทางวิชาการให้แก่ศึกษานิเทศน์  เพื่อให้สามารถนิเทศ  ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยในชั้นเรียนให้แก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมสามัญศึกษา  ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์  และคณะทำงานทุกท่านที่มีส่วนร่วมคิดและร่วมจัดทำชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน  นี้  และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดฝึกอบรมด้วยตนเองนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศึกษานิเทศก์และครูให้สามารถพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพได้อย่างเป็นมรรคผล

 

 

 

(คุณหญิงสมจินตนา  ภักดิ์ศรีวงศ์)

อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

คำนำ

 

 

            การจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พุทธศักราช  2542  ได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด  ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนและพัฒนาตนเองได้  กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ  รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา  ดังนั้นผู้สอนจึงมีบทบาทในการจัดบรรยากาศ  สภาพแวดล้อม  สื่อการเรียน  และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยศึกษาสภาพปัญหา  วิธีการและผลจากการจัดการเรียนรู้ของผู้สอน  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนเพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องด้วยการวิจัย  และสามารถนำกระบวนการการวิจัยไปประยุกต์ในการพัฒนาตน  พัฒนางานให้ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในที่สุด

กรมสามัญศึกษา  ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์  ที่ได้ปรับปรุงพัฒนา  ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน  และจัดพิมพ์เป็นครั้งที่  2  เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้สอนให้สามารถใช้การวิจัยเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน  พัฒนาผู้เรียนให้เรียนได้เต็มศักยภาพ  อันจะส่งผลต่อเยาวชนที่มีคุณภาพตลอดไป

 

 

 

(นางกษมา  วรวรรณ  ณ  อยุธยา)

อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

สารบัญ

 


หน้า

คำชี้แจง

คำนำ

แนวทางการศึกษา

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

ขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญและจุดประสงค์การเรียนรู้

เรื่องที่  1          จุดมุ่งหมาย      ความสำคัญและส่วนประกอบของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  1.1       จุดมุ่งหมายของการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  1.2       ความสำคัญของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  1.3       ส่วนประกอบของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  2          แนวทางการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  2.1       แนวทางการเขียนส่วนหน้าของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  2.2       แนวทางการเขียนส่วนเนื้อหาของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  2.3       แนวทางการเขียนส่วนเอกสารอ้างอิงของรายงานการวิจัยใน

ชั้นเรียน

เรื่องที่  2.4       ระบบการอ้างอิงและการจัดพิมพ์งาน

กิจกรรม

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนและหลังเรียน

แนวคำตอบกิจกรรม

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

คณะทำงานครั้งที่  1

คณะทำงานครั้งที่  2

คณะทำงานครั้งที่  3

 

แนวทางการศึกษา

 

 

การศึกษาเนื้อหาสาระของหน่วยนี้  ให้ท่านปฏิบัติดังนี้

  1. ศึกษาขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ  และจุดประสงค์การเรียนรู้
  2. ทำแบบประเมินตนเองก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน
  3. ศึกษาเนื้อหาสาระโดยละเอียดทีละเรื่องและทำกิจกรรมท้ายเรื่อง
  4. ทำแบบประเมินตนเองหลังเรียน  เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าหลังเรียน  ถ้าได้คะแนน

ไม่ถึงร้อยละ  80  ให้กลับไปทบทวนความรู้เพิ่มเติม  จนกว่าจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่า

ร้อยละ  80

 

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

 

คำชี้แจง

ให้อ่านคำถามต่อไปนี้  และทำเครื่องหมาย  ´  ทับตัวอักษรหน้าข้อความที่เห็นว่าถูกต้อง

ที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 


  1. การอ่านรายงานการวิจัย  ถ้าต้องการทราบผลการวิจัยโดยสรุป  ควรอ่านหัวข้อใด

ก.     บทคัดย่อ

ข.     บทแนวทางการดำเนินการวิจัย

ค.     ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ง.      อภิปรายผล

  1. “ขอบเขตของการวิจัย”  ควรระบุในเรื่องใดบ้าง

ก.     กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา

ข.     ระยะเวลา

ค.     เนื้อหา

ง.      ทั้ง  ก  ข  และ  ค

  1. คำจำกัดความในรายงานการวิจัย  มีลักษณะอย่างไร

ก.     มีความหมายกว้าง ๆ

ข.     เขียนใช้เฉพาะงานวิจัยเรื่องนั้น ๆ

ค.     เขียนให้สอดคล้องกับคำในพจนานุกรม

ง.      เขียนคำจำกัดความเฉพาะคำทางทฤษฎีเท่านั้น

  1. หัวข้อใดที่  ไม่  ปรากฏในบทนำ

ก.     ขอบเขตของการวิจัย

ข.     วัตถุประสงค์ของการวิจัย

ค.     ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ง.      การวิเคราะห์ข้อมูล

 

  1. การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล  มีหลักสำคัญอย่างไร

ก.     เสนอทั้งข้อมูลดิบและผลการวิเคราะห์

ข.     เสนอเฉพาะผลของข้อมูลที่วิเคราะห์แล้ว

ค.     เขียนสรุปเฉพาะข้อค้นพบที่สำคัญ

ง.      กล่าวถึงทฤษฎีแล้วนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

  1. รายการใดเป็นส่วนสำคัญของรายงานการวิจัยที่  ขาดไม่ได้

ก.     สารบัญตาราง

ข.     สมมุติฐานของการวิจัย

ค.     แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ง.      ความเป็นมาของปัญหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. ในการอภิปรายผลการวิจัยควรยึดหลักการใด

ก.     อภิปรายเฉพาะประเด็นที่มีเหตุผลสนับสนุนอย่างชัดเจน

ข.     อภิปรายในลักษณะใดก็ได้  โดยคำนึงถึงธรรมชาติของการวิจัย

ค.     อภิปรายให้ครอบคลุมทุกประเด็นตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย

ง.      อภิปรายในประเด็นที่โดดเด่นเป็นที่น่าสังเกต  หรือไม่เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัย

  1. การเขียนข้อเสนอแนะในการวิจัยต้องเสนอแนะในลักษณะใด

ก.     การนำไปใช้

ข.     การทำโครงการ

ค.     การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ

ง.      การเขียนรายงานการวิจัย

  1. หลักการสำคัญของการอ้างอิง  คือข้อใด

ก.     อ้างอิงให้ครบทุกบท

ข.     ใช้ระบบอ้างอิงที่ทันสมัย

ค.     ต้องอ้างอิงแบบเชิงอรรถเท่านั้น

ง.      ใช้ระบบการอ้างอิงแบบเดียวกันทั้งเล่ม

 

  1. รายงานการวิจัยมีประโยชน์ในแง่ใด

ก.     ใช้เป็นผลงานทางวิชาการได้

ข.     ทำให้ผู้สนใจได้รับทราบผลการวิจัย

ค.     ทำให้นักวิจัยเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ

ง.      ก่อให้เกิดการขยายขอบเขตขององค์ความรู้

 

ขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ

และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

F ขอบข่ายของเนื้อหา

            เรื่องที่  1          จุดมุ่งหมาย  ความสำคัญ  และส่วนประกอบของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

            เรื่องที่  2          แนวทางการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 

F สาระสำคัญ

            1.  การเขียนรายงานการวิจัย  เป็นการรายงานกระบวนการดำเนินการวิจัย  และข้อค้นพบเพื่อ

เผยแพร่ให้สาธารณชนรับรู้  รูปแบบของรายงานการวิจัยจะแบ่งเป็น  3  ส่วน  คือ  ส่วนหน้า  ส่วน

เนื้อหา  และส่วนอ้างอิง

2.  รายงานการวิจัย  ส่วนที่สำคัญ  คือ  ส่วนเนื้อหา  โดยทั่วไปประกอบด้วย  บทนำ  แนวคิด  ทฤษฎี  วิธีดำเนินการวิจัย  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล  และสรุปผลการวิจัย  ในการเขียนรายงานการวิจัย

ผู้เขียนจะต้องนำเสนอแนวคิดหรือสาระสำคัญ  ซึ่งเป็นจุดเน้นของแต่ละส่วนอย่างชัดเจน

 

F จุดประสงค์การเรียนรู้

            เมื่อศึกษาหน่วยที่  9  จบแล้ว  ท่านสามารถ

  1. บอกจุดมุ่งหมายของการเขียนรายงานการวิจัยได้
  2. บอกส่วนประกอบโดยทั่วไปของรายงานการวิจัยได้
  3. อธิบายหลักการ  หรือแนวทางในการเขียนรายงานการวิจัยได้

 

เรื่องที่  1

จุดมุ่งหมาย  ความสำคัญ

และส่วนประกอบของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  1.1

จุดมุ่งหมายของการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  1.2

ความสำคัญของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  1.3

ส่วนประกอบของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 

เรื่องที่  1.1                  

จุดมุ่งหมายของการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 


            การเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน  เป็นการเสนอความรู้และเผยแพร่ผลงานของตนเองที่ได้พัฒนาขึ้นให้ผู้อื่นได้ทราบ  และนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนได้  นอกจากนั้นยังเป็นการแสดงถึงความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการของผู้ทำวิจัยด้วย

ความสำคัญของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 

เรื่องที่  1.2

 

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน  เป็นสื่อกลางในการขยายองค์ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ  ซึ่งผู้อ่านสามารถเลือกใช้ประโยชน์จากรายงานการวิจัยได้หลายส่วน  เช่น

1)           ข้อค้นพบ

2)           แนวคิดทฤษฎี

3)           เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล

4)           วิธีดำเนินการวิจัย

ฯลฯ

 

ส่วนประกอบของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  1.3

 

            โดยทั่วไป  ในการเขียนรายงานการวิจัย  มักจะมีส่วนประกอบที่สำคัญ  3  ส่วน  คือ

1)           ส่วนหน้า  (preliminary  section)

2)           ส่วนเนื้อหา  (the  body  of  the  report)

3)           ส่วนอ้างอิง  (reference  section)

 

1)           ส่วนหน้า  ประกอบด้วย

1.1        ปกหน้า

1.2        ปกใน

1.3        บทคัดย่อ

1.4        คำนำ

1.5        สารบัญ

2)           ส่วนเนื้อหา  ประกอบด้วย  5  บท  ดังนี้คือ

 

บทที่  1   บทนำ

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

สมมุติฐานของการวิจัย

ขอบเขตของการวิจัย

คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

 

บทที่  2   แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

แนวคิด  หลักการ  และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

บทที่  3   วิธีดำเนินการวิจัย

 

ขั้นเตรียมการ

ขั้นดำเนินการ  (ขั้นการทดลอง,  ขั้นดำเนินการแก้ปัญหาจริง)

ขั้นเผยแพร่

 

 

 

บทที่  4   ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

ผลของขั้นการทดลอง

ผลของขั้นดำเนินการแก้ปัญหาจริง

 

บทที่  5   สรุป  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

 

วัตถุประสงค์

วิธีดำเนินการวิจัยโดยย่อ

สรุปผลการวิจัย

อภิปรายผล

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์

ข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าต่อไป

 

3)           ส่วนอ้างอิง  ประกอบด้วย

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

 

แผนภูมิแสดงส่วนประกอบของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 

ส่วนหน้า

(preliminary  section)

ปกหน้า

ปกใน

บทคัดย่อ

คำนำ

สารบัญ

ส่วนเนื้อหา

(the  body  of  the  report)

1.            บทนำ

 

  1. แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

  1. วิธีดำเนินการวิจัย

-                   ขั้นเตรียมการ

-                   ขั้นดำเนินการ  (ทดลอง,  แก้ปัญหาจริง)

-                   ขั้นเผยแพร่

 

  1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

-                   ผลของขั้นการทดลอง

-                   ผลของขั้นดำเนินการแก้ปัญหาจริง

 

  1. สรุป  อภิปรายและข้อเสนอแนะ

 

ส่วนอ้างอิง

(reference  section)

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

เรื่องที่  2

 

แนวทางการเขียนรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 

เรื่องที่  2.1

 

แนวทางการเขียนส่วนหน้าของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 

เรื่องที่  2.2

 

แนวทางการเขียนส่วนเนื้อหาของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 

เรื่องที่  2.3

 

แนวทางการเขียนส่วนอ้างอิงของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

 

เรื่องที่  2.4

 

ระบบการอ้างอิงและการจัดพิมพ์รายงาน


แนวทางการเขียนส่วนหน้าของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  2.1                  

 

            ส่วนหน้า  หมายถึง  ส่วนที่อยู่ก่อนส่วนเนื้อหาของการวิจัย  เป็นส่วนประกอบที่ทำให้รายงานการวิจัยสมบูรณ์  และสื่อความหมายได้ดียิ่งขึ้น  ในส่วนนี้ประกอบด้วย

1)  ปกหน้า  ประกอบด้วย  ชื่อเรื่อง  ชื่อผู้วิจัย  และข้อความอื่น ๆ  เช่น  ระบุชื่อ

หน่วยงานที่เป็นเจ้าของผลงานวิจัย  และอาจระบุปีที่ทำวิจัยด้วย

                        2)  ปกใน  มีข้อความเหมือนปกนอกทุกประการ  เพียงแต่ใช้กระดาษเหมือนเนื้อในตามปกติ

                        3)  บทคัดย่อ  เป็นบทที่ผู้ทำวิจัยสรุปเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับงานวิจัยที่ได้ดำเนินการไปแล้ว  มากล่าวสรุปไว้สั้น ๆ  โดยมีหัวข้อสำคัญ ๆ  คือ

-                   ชื่อรายงานการวิจัย

-                   ชื่อผู้วิจัย

-                   ปีที่ทำวิจัย

-                   สาระของบทคัดย่อจะกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการวิจัย  ขั้นตอนการดำเนิน

งานและผลที่ได้จากการวิจัยโดยสรุป

4)  คำนำ  จะกล่าวถึงความเป็นมาหรือประเด็นบางประการในเชิงแนะนำงานวิจัย

จุดมุ่งหมายของการดำเนินการวิจัย  และกล่าวขอบคุณบุคคลต่าง ๆ  ทีได้ให้ความช่วยเหลือ  ให้คำแนะนำจนกระทั่งงานวิจัยสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

5)  สารบัญ  สารบัญมักนิยมแบ่งออกเป็น  3  ส่วนคือ

5.1        สารบัญเนื้อเรื่อง

5.2        สารบัญตาราง

5.3        สารบัญภาพประกอบหรือแผนภูมิ

ส่วนหน้า  (ปกหน้า,  ปกใน,  บทคัดย่อ,  คำนำ  และสารบัญ)  ของรายงานการวิจัยไม่นิยมบอกหน้าเป็นตัวเลข  มักใช้ตัวอักษร  เริ่มจาก  ก,  ข,  ค,  ง,  ……..  จนหมดส่วนนี้  แล้วจึงไปขึ้นหน้า  1  ในส่วนเนื้อหา

 


แนวทางการเขียนส่วนเนื้อหาของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  2.2      

 

ส่วนเนื้อหาจะประกอบด้วย  5  บท  ได้แก่

            บทที่  1                        บทนำ

บทที่  2            แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

บทที่  3            วิธีดำเนินการวิจัย

บทที่  4            ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

บทที่  5            สรุป  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

 

การเขียนส่วนเนื้อหาในแต่ละบท  ตั้งแต่บทที่  1  ถึงบทที่  5  มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

 

บทที่  1

 

บทนำ

 

จุดเน้นของบทนี้  จะต้องชี้ให้เห็นสภาพของปัญหาการเรียนการสอน  โดยแสดงข้อมูลยืนยันสภาพปัญหาระบุแนวคิดในการแก้ปัญหา  กำหนดวัตถุประสงค์ในการวิจัย  ขอบเขตของการวิจัย  และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับอย่างชัดเจน

แนวทางในการเขียนบทนำ  มีส่วนประกอบ  5  ข้อคือ

1)           ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

2)           วัตถุประสงค์ของการวิจัย

3)           สมมุติฐานของการวิจัย

4)           ขอบเขตของการวิจัย

5)           คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

6)           ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

แนวทางการเขียนส่วนประกอบในแต่ละข้อ  มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

 

 

  1. 1.            ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

กล่าวถึงสภาพการเรียนการสอนที่พึงปรารถนา  หรือที่ควรจะเป็นโดยอาจกล่าวถึงแผนการ

ศึกษาชาติ  จุดมุ่งหมายของหลักสูตร  นโยบายการจัดการศึกษาระดับกรม  ตลอดจนจุดประสงค์รายวิชาที่ตนรับผิดชอบ

กล่าวถึงสภาพปัญหาการเรียนการสอนที่ประสบ  หรือไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา  โดยบรรยายถึงสภาพปัญหาจากการวิเคราะห์ตามขั้นตอนวิเคราะห์ปัญหา  ถ้ามีตัวเลขประกอบให้นำมาระบุไว้ด้วย

สรุปแนวทางที่จะแก้ปัญหาที่ประสบอยู่  หรือพัฒนาคุณภาพการศึกษา  โดยข้อความที่เขียนในส่วนนี้จะต้องสอดคล้องและต่อเนื่องกันโดยตลอด

 

  1. 2.            วัตถุประสงค์ของการวิจัย

กำหนดให้ชัดเจนว่า  เพื่อศึกษาอะไร  เขียนถึงสิ่งที่เราอยากได้คำตอบ  การเขียนวัตถุประสงค์

ของการวิจัยต้องเขียนให้สอดคล้องกับปัญหาวิจัย  และนิยมเขียนเป็นประโยคบอกเล่า

ตัวอย่าง

 

1)           เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกับเรียนแบบปกติ

2)           เปรียบเทียบสัดส่วนของนักเรียนที่ได้ระดับผลการเรียนต่าง ๆ  ระหว่างเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกับเรียนแบบปกติ

3)           ศึกษาเจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

 

  1. 3.            สมมุติฐานของการวิจัย

สมมุติฐานของการวิจัย  เป็นคำตอบที่คาดหวังไว้ก่อนที่จะทำการวิจัย  หรือสามารถทดสอบได้

ด้วยวิธีการทางสถิติ  การตั้งสมมุติฐานต้องตั้งบนรากฐานแนวคิดทฤษฎี  หรือ  ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น  กล่าวคือ  ผู้วิจัยต้องศึกษาแนวคิดทฤษฎี  หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ  จึงจะสามารถตั้งสมมุติฐานได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง  และการตั้งสมมุติฐานต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย

ตัวอย่าง

 

1)           ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนแบบปกติ

2)           สัดส่วนของนักเรียนที่ได้ระดับผลการเรียน  4  และ  3  ของการเรียน  โดยใช้บทเรียน

สำเร็จรูปสูงกว่าการเรียนแบบปกติ

3)           เจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

 

 

  1. 4.            ขอบเขตของการวิจัย

เป็นการบอกกรอบงานวิจัยว่า  มีขอบเขตเพียงใด  ครอบคลุมอะไรบ้าง  แต่ไม่จำเป็นต้องระบุ

รายละเอียดมากนัก  โดยทั่วไปจะระบุกลุ่มเป้าหมาย  เนื้อหา  และระยะเวลาที่ดำเนินการวิจัย

ตัวอย่าง

 

            -  กลุ่มเป้าหมาย           เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  ปีการศึกษา  2541

-  เนื้อหา                      สร้างบทเรียนสำเร็จรูปวิชา  ค203  เรื่องระบบจำนวนเต็ม

-  ระยะเวลา                 ตั้งแต่ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2541  ถึงภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา

2542        รวมเป็นเวลา  2  ปีการศึกษา

 

  1. 5.            คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

มีคำบางคำในรายงานการวิจัยที่ต้องให้คำจำกัดความหรือนิยาม  เพื่อทำความเข้าใจระหว่างผู้วิจัย

กับผู้อ่านรายงานการวิจัย  ซึ่งคำเหล่านั้นจะเป็นคำที่มีความหมายแตกต่างไปจากความหมายทั่ว ๆ  ไป

ความหมายของคำที่นิยาม  ให้นิยามเป็นเชิงปฏิบัติการ  (Operation  Definition)  ไม่ใช่นิยามตามทฤษฎีตามความหมายสากลหรือตามพจนานุกรม

ตัวอย่าง

 

1)           ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  หมายถึง  คะแนนที่นักเรียนทำได้จากแบบทดสอบวิชา  ค203  ที่ผู้

วิจัยสร้างขึ้น

2)           เจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  หมายถึง  ความรู้สึกนึกคิดของนักเรียนที่

มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  โดยได้จากการใช้แบบสอบวัดเจตคติซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง

 

  1. 6.            ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ผู้วิจัยต้องตอบคำถามให้ได้ว่า  เมื่อทำวิจัยเสร็จแล้วเราจะนำไปใช้ประโยชน์โดยตรงได้อย่างไรบ้าง

ซึ่งต้องสอดคล้องกับความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา  และให้กล่าวถึงประโยชน์ที่เป็นผล

ตามมาด้วย

ตัวอย่าง

 

1)           เพื่อเป็นแนวทางให้ครูได้รูปแบบ  และวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพมาช่วยในการพัฒนาการ

เรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์

2)           เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขวิธีสอน  วิชาคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาเพื่อ

ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน


บทที่  2

 

แนวคิด  ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

            บทนี้เป็นการนำเสนอ  แนวคิดหรือทฤษฎี  หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่กำลัง

ดำเนินการอยู่

จุดเน้นของบทนี้  คือ  หลังจากได้นำเสนอแนวคิดทฤษฎีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวิจัยแล้ว  ผู้เขียนรายงานจะต้องสรุปกรอบความคิด  หลักการ  แนวทาง  หรือรูปแบบของนวัตกรรมที่ใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอนที่นำมาใช้การแก้ปัญหาหรือทดลอง

รายการเนื้อหาของบทนี้ควรเสนอแยกเป็นตอน ๆ  เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของบทที่  2  เช่น

ตอนที่  1  ความหมาย  หรือมโนทัศน์ที่สำคัญเกี่ยวกับนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา

การเรียนการสอน

            ตอนที่  2  แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา

ตอนที่  3  ผลการวิจัย  หรือบทความที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา

 

เมื่อได้กำหนดเนื้อหาเป็นตอน ๆ  ดังกล่าวข้างต้นแล้ว  จึงเขียนรายละเอียดของเนื้อหาในแต่ละตอนตามลำดับ

            ในแต่ละตอนจะต้องอธิบายกรอบความคิดโดยสรุปที่เป็นของผู้วิจัยเอง

ตัวอย่าง

 

            งานวิจัยเรื่อง  “ การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ที่เรียน  โดยชุดการสอนมินิคอร์สกับเรียนโดยการสอนตามคู่มือครูของ  สสวท.”

 


บทที่  2  ได้จัดทำเป็น  4  ตอนคือ

            ตอนที่  1          ความหมายและลักษณะของชุดมินิคอร์ส

ตอนที่  2          พัฒนาการของชุดมินิคอร์สและหลักการประเมินผลชุดมินิคอร์ส

ตอนที่  3          การพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์

ตอนที่  4          เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดการสอนมินิคอร์สและทักษะกระบวนการ

ทางวิทยาศาสตร์และการสอนตามคู่มือครูวิทยาศาสตร์ของ  สสวท.

 

บทที่  3

 

วิธีดำเนินการวิจัย

            จุดเน้นของบทนี้  จะแสดงให้เห็นลำดับขั้นตอนของการสร้างและการพัฒนานวัตกรรมบอก

ขั้นตอนการพัฒนาเครื่องมือวัด  ระบุเป้าหมายที่ใช้ในการทดลอง  รูปแบบการทดลอง  วิธีการ

เก็บรวบรวมข้อมูล  และแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล

แนวทางในการเขียนบทนี้  แบ่งเป็น  2  ขั้นตอน  ดังนี้

  1. ขั้นเตรียมการ
  2. ขั้นดำเนินการ

 

1)  ขั้นเตรียมการ         รายการที่ควรเขียนรายละเอียด  คือ

1.1        การศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาในการเรียนการสอน

1.2        การศึกษาเนื้อหา  หลักสูตร  และเอกสารต่าง ๆ  เพื่อตัดสินใจเลือกรูปแบบหรือวิธีการ

แก้ปัญหา

1.3        การพัฒนารูปแบบหรือวิธีการที่จะใช้ดำเนินการแก้ปัญหา  และเขียนขั้นตอนการดำเนินการ

สร้างและพัฒนารูปแบบอย่างละเอียด  พร้อมทั้งการหาคุณภาพเบื้องต้นของรูปแบบ  เช่น  นำไปให้

ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ  และให้นักเรียน  1  คน  ดูความยาก – ง่าย  ของภาษา  และดูว่าสื่อความหมาย

เข้าใจตรงกันหรือไม่  หลังจากนั้นก็ให้นักเรียน  3 – 10  คน  ซึ่งเป็นทั้งนักเรียนเก่งและนักเรียนอ่อนดูอีกครั้งหนึ่ง  เป็นต้น

1.4        สร้างเครื่องมือสำหรับตรวจสอบและประเมิน  มีเครื่องมือกี่ชนิด  อะไรบ้าง  เช่น  แบบ

ทดสอบ  แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่ใช้นวัตกรรม  ฯลฯ  เครื่องมือแต่ละชนิดมีวิธีการสร้างอย่างไร  สร้างเองหรือนำของผู้อื่นมาดัดแปลงอย่างไร  และได้นำไปทดลองใช้กับกลุ่มใดจำนวนเท่าใด  ได้ผลอย่างไร

1.5        วางแผนการดำเนินการทดลองแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง

2)  ขั้นดำเนินการ  แบ่งเป็น  3  ขั้นตอน  แต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดที่ต้องระบุดังนี้

2.1  ขั้นการทดลอง  เป็นขั้นตอนการหาประสิทธิภาพของรูปแบบ

2.1.1  การกำหนดกลุ่มตัวอย่าง  เขียนระบุว่า  สุ่มตัวอย่างโดยวิธีใด  มีขั้นตอนในการสุ่ม

อย่างไร  พร้อมทั้งบอกจำนวนกลุ่มตัวอย่างด้วย

2.1.2  การดำเนินการทดลอง  เขียนเป็นขั้นตอนตั้งแต่การกำหนดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลอง  และกลุ่มควบคุม  แต่ละกลุ่มดำเนินการอย่างไร  มีการควบคุมการทดลองอย่างไร

2.1.3  การรวบรวมข้อมูลหรือการประเมินผล  เขียนรายงานว่าใครเป็นคนเก็บข้อมูล  มีวิธีการเก็บอย่างไร  มีการติดตามผลการเก็บข้อมูลอย่างไร  เช่น  รอบแรกเก็บได้ไม่ครบ  แล้วมีวิธีการ

ติดตามต่อไปอย่างไร

2.1.4  การวิเคราะห์ข้อมูล  การเลือกสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลต้องสอดคล้องกับสมมุติฐาน  ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง  ลักษณะของข้อมูลที่วัด

การเขียนสูตร  ควรเขียนทั้ง  สูตรทดสอบสมมุติฐาน  และสูตรของสถิติพื้นฐานบางตัว  เช่น  ,  SD,  และ  C.V.  เป็นต้น

2.1.5                การปรับปรุงแก้ไข  และวางแผนดำเนินการต่อไป

2.2  ขั้นดำเนินการแก้ปัญหาจริง

            2.2.1  ดำเนินการเรียนการสอนกับนักเรียนทุกคน  โดยใช้รูปแบบหรือวิธีการที่ได้

ตรวจสอบคุณภาพแล้วในขั้นตอนข้อ  2.1

2.2.2  การประเมินผลระหว่างการดำเนินการและสิ้นสุดการดำเนินการ  รวมทั้งประเมินความคิดเห็นหรือเจตคติของครูและนักเรียน

2.2.3  การวิเคราะห์ข้อมูล

2.3  ขั้นเผยแพร่

            ขั้นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อครูผู้สอนมั่นใจว่า  ผลการดำเนินงานนั้นได้ผลแน่นอนแล้ว  ให้เขียน

ระบุว่า  เผยแพร่โดยวิธีการใดบ้าง  มีหลักฐานเผยแพร่อะไรบ้าง  และผลการเผยแพร่เป็นอย่างไร

 

บทที่  4

 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

            จุดเน้นของบทนี้  คือ  การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย

ในบทนี้จะมีการรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลออกเป็น  2  ตอนคือ

  1. ผลการวิเคราะห์ขั้นการทดลอง  (ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพของรูปแบบ)
  2. ผลการวิเคราะห์ขั้นดำเนินการแก้ปัญหาจริง

หลักในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

  1. ควรเสนอเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย  หรือตามสมมุติฐานของการวิจัยทีละข้อ
  2. ถ้าสามารถเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลรวมเป็นตารางเดียวกันได้ก็ควรจะรวนกันไว้และการ

แปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลก็ควรแปลเฉพาะประเด็นที่สำคัญหรือข้อค้นพบที่เด่น ๆ  แปลความเชิงสถิติเป็นหลัก  ไม่ควรตีความหรือขยายความเพิ่มเติมในบทนี้

  1. ใช้เทคนิคในการแปลผลที่เรียกว่า  “ข้อมูลพูดได้”  เช่น  ใช้แผนภูมิ  แผนภาพต่าง ๆ

ประกอบในการแปลผล  ไม่จำเป็นจะต้องเสนอตารางที่มีตัวเลขมาก ๆ

  1. ใช้ภาษาเขียนที่อ่านง่ายและเหมาะสมกับผู้อ่าน  พยายามแปลภาษาทางสถิติให้เป็นภาษา

เขียนที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ

  1. การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างตาราง  ควรมีข้อความนำเพื่อเชื่อมโยงให้เห็นความ

ต่อเนื่องระหว่างสิ่งที่เสนอไปแล้วกับสิ่งที่จะเสนอต่อไปอย่างไร

  1. การเขียนหัวตาราง  ในการเขียนหัวตารางจะต้องเขียนให้ชัดเจน  ไม่คลุมเครือ  บอกลำดับ

ตารางเพื่อง่ายแก่การค้นคว้าจากสารบัญตาราง  เช่น  ตาราง  1  ตาราง  2  เป็นต้น

7.  เสนอผลกระทบ  ซึ่งเกิดจากการดำเนินการแก้ปัญหา  (ถ้ามี)  เช่น  นักเรียน  ครู  ได้รับคำชมเชย  ได้รับรางวัลชนะการประกวดต่าง ๆ  ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร  หรือมีหน่วยงานอื่นมาเยี่ยมชมกิจกรรมที่ดำเนินงานนั้น


การเขียนตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ตัวอย่าง

 

ตาราง  1  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  (ค203)  เรื่องระบบจำนวนเต็มของนักเรียนที่เรียน  โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกับคะแนนเกณฑ์

 

วิธีเรียน

N

SD

t

ใช้บทเรียนสำเร็จรูป

30

12.37

11.36

3.88*

เกณฑ์

-

10.00

 

*p < .05

 

จากตาราง  1  แสดงว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  (ค203)  เรื่องระบบจำนวนเต็มของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกับคะแนนเกณฑ์  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  นั่นคือ  นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงกว่าคะแนนเกณฑ์

 

ตาราง  2  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  (ค203)  เรื่องระบบจำนวนเต็ม  ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

 

การสอบ

N

Sd

t

ก่อนเรียน

20

5.40

4.99

10.82*

หลังเรียน

20

 

*p < .05

 

จากตาราง  2  แสดงว่า  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  (ค203)  เรื่องระบบจำนวนเต็ม  ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  นั่นคือ  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  เมื่อ

นักเรียนเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

 

บทที่  5

 

สรุป  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

            จุดเน้นของบทนี้คือ  การนำเสนอข้อสรุป  หรือข้อค้นพบให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย  อภิปรายผลการวิจัยโดยอิงแนวคิดทฤษฎี  รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะโดยใช้ข้อค้นพบ  จากผลการวิจัยครั้งนี้  บทนี้ต้องมีสาระสำคัญครบถ้วนพร้อมที่จะนำไปปรับเป็นรายงานการวิจัยฉบับย่อได้

 

แนวทางการเขียนบทนี้  มีดังนี้

            1.  สรุปวัตถุประสงค์ของการวิจัยในช่วงต้น  พร้อมทั้งเล่าวิธีดำเนินการโดยย่อในช่วงกลางก่อนที่จะเขียนสรุปผลการวิจัย  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

2.  การเขียนสรุปผลการวิจัย

2.1        ควรสรุปสั้น ๆ  กระชับ  สอดคล้องและเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย

2.2        การสรุปผลการวิจัยเป็นการแปลความในระดับการตีความดังตัวอย่าง

 

ตัวอย่างการสรุปผลการวิจัย

 

สรุปผลการวิจัย

  1. ………………………………………………..
  2. ………………………………………………..
  3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปสูงกว่าผล

สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนแบบปกติอย่างชัดเจน

  1. ………………………………………………..

 

3.  การเขียนอภิปรายผลการวิจัย

3.1        เขียนเพื่อชี้แจ้งให้เห็นว่าผลการวิจัยที่ได้สอดคล้องหรือขัดแย้งกับหลักทฤษฎี  หรือ

ผลการวิจัยของผู้อื่นที่ทำไว้อย่างไร  ถ้าขัดแย้ง  ให้เสนอความคิดเห็นหรือเหตุผลหรือข้อจำกัดที่ทำให้ผลที่ได้เป็นเช่นนั้น  ในการอภิปรายควรแยกประเด็นอภิปรายไปทีละประเด็น

3.2  ในการอภิปรายผลการวิจัย  ไม่จำเป็นต้องอภิปรายทุกรายการตามข้อสรุปผลการวิจัย  ผู้วิจัยอาจยกประเด็นที่เป็นที่น่าสังเกต  หรือโดดเด่น  หรือประเด็นที่ปรากฏข้อสรุปไม่เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัย

 

ตัวอย่างการอภิปรายผล

 

จากผลการวิจัยที่พบว่า  …………………………………………………………………………..

ซึ่งไม่เป็นไปตามสมมุติฐานการวิจัย  การที่ได้ข้อสรุปเช่นนี้อาจเนื่องมาจาก  (1)  ………………………………………(2)………………………………………………………………และ  (3)  ………………………………………  โดยข้อสังเกตทั้ง  3  ประการนี้สอดคล้องกับแนวคิดของนักจิตวิทยาบางท่าน  คือ  ……………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………………………………………

 

4.  การเขียนข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย  นิยมเขียนแยกเป็น  2  ส่วนคือ

4.1        ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์  เขียนให้สอดคล้องกับประโยชน์ที่

คาดว่าจะได้รับที่ระบุไว้ในบทที่  1

4.2        ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย  เป็นข้อเสนอแนะเพื่อทำวิจัยเพิ่มเติมว่า  จากข้อ

ค้นพบในงานวิจัยดังกล่าวได้ก่อให้เกิดประเด็น  หรือแนวคิดที่ควรจะมีการดำเนินการในการวิจัยใยระยะต่อไปในหัวข้อใดบ้าง

 


แนวทางการเขียนส่วนอ้างอิงของรายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่องที่  2.3      

 

            ส่วนอ้างอิง  มีส่วนประกอบ  2  ส่วนคือ

1)           บรรณานุกรม

2)           ภาคผนวก

 

1)           บรรณานุกรม

บรรณานุกรมเป็นส่วนที่นำเอาเอกสารทุกเล่มทุกชนิดที่อ้างอิงในรายงานการวิจัยทั้งเล่ม  ไม่ว่า

การอ้างอิงนั้นจะอยู่ตรงส่วนไหนของรายงานการวิจัย  ตั้งแต่บทที่  1  จนถึงบทที่  5  ถึงแม้ว่าเอกสารเหล่านั้นจะถูกอ้างอิงเป็นเชิงอรรถอยู่แล้วก็ตาม  ให้นำมารวบรวมเขียนเป็นบรรณานุกรมของรายงานการวิจัยอย่างเป็นระบบ

การเขียนบรรณานุกรม  ให้เขียนตามแบบมาตรฐานของการเขียนบรรณานุกรมของรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง  เมื่อใช้รูปแบบใดแล้วก็ให้ใช้รูปแบบนั้นเหมือนกันตลอดทั้งเล่ม  และควรแยกภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเป็นคนละส่วน  ดังตัวอย่าง

 


ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรม

 

ภาษาไทย

หนังสือ

นพพงษ์  บุญจิตราดุลย์.  หลักการบริหารการศึกษา.  กรุงเทพมหานคร  :  อนงศิลป์การพิมพ์,  2527.

ประคอง  กรรณสูต.  สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์.  กรุงเทพมหานคร  :  โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย,  2524.

อนันต์  ศรีโสภา.  การวัดและการประเมินผลการศึกษา.  กรุงเทพมหานคร  :  โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช

จำกัด,  2520.

บทความและเอกสารอื่น ๆ

กมล  ภู่ประเสริฐ.  “แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับการวัดผลการเรียนการสอน”  พัฒนาวัดผล  13.  สำนัก

ทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,  2520.

วิภา  พงษ์พิจิตร.  “ลักษณะของนิสิตหอพักจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”  วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต

ภาควิชาวิจัยการศึกษา  บัณฑิตวิทยาลัย  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2529.

สงบ  แสงมณี.  “บัญญัติสิบประการของมนุษย์สัมพันธ์.”  วารสารคณะศึกษาศาสตร์  มศว.บางแสน.  3

(กันยายน  2521)  :  90

 

ภาษาอังกฤษ

Books

Ausubel,  David  P.  Ego  Development  and  the  Personality.  New  York  :  Grune  and  Stration,

Inc.,  1965.

Harold  W.  Bernard.  Psychology  of  Learning  and  Teaching.  3  rd  ed.  New  York  :  Mc  Graw

–                Hill  Book  Co.,  1972.

Articles

Kurtz,  Grace  W.  “Art  Intern  Experiences  Elementary  School  Supervision”  Administrator

and  Supervision.  44  (May  1958)  :  147 – 158.

Paige  D.D  “Learning  While  Testing”  The  Journal  of  Educational  Research.  59  (February

1966)  :  276 – 277.

2)  ภาคผนวก

ภาคผนวกหมายถึง  ส่วนที่นำรายละเอียดปลีกย่อยของเนื้อหาที่ไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ในส่วนของเนื้อหามารวมไว้ตอนท้ายเล่ม  เพื่อการอ้างอิงในรายละเอียด  อาจเป็นข้อมูลตัวเลข  ตารางผลการวิเคราะห์  เอกสารต่าง ๆ  ตัวอย่างเครื่องมือ  ฯลฯ  เท่าที่ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการศึกษางานวิจัยเท่านั้น  อาจจะแยกเป็นประเภทของภาคผนวกก็ได้  เช่น

ภาคผนวก  ก.  เป็นเรื่องของตารางผลการวิเคราะห์ที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม

ภาคผนวก  ข.  เป็นตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยทั้งหมด

ภาคผนวก  ค.  เป็นเอกสารประกอบอื่น ๆ  เช่น  หนังสือขอความร่วมมือในการเก็บ

รวบรวมข้อมูล  เป็นต้น

 

ระบบการอ้างอิงและการจัดพิมพ์รายงาน

เรื่องที่  2.4      

 

1)           ระบบการอ้างอิง

การเขียนรายงานการวิจัย  ผู้วิจัยมีความจำเป็นจะต้องอ้างถึงบทความ  ตำรา  ตลอดจน

ข้อเขียนทางวิชาการ  ซึ่งในการอ้างอิง  ผู้วิจัยกล่าวถึงแหล่งที่มา  และต้องรวบรวมรายชื่อเอกสารทางวิชาการ  ตำราดังกล่าวทั้งหมดมาเขียนเป็นบรรณานุกรม

การอ้างอิงในรายงานการวิจัย  มีวิธีเขียนอยู่  2  แบบคือ

ก.      การอ้างอิงในเนื้อหา

การเขียนแบบนี้ใช้วิธีอ้างอิงแหล่งนั้น ๆ  แทรกเข้าไปในเนื้อหาของงานวิจัยเลย  การ

อ้างอิงก็โดยวงเล็บแทรกอยู่กับเนื้อหา  สิ่งที่อ้างอิงในวงเล็บมี  2  ส่วน  คือ  ชื่อ – สกุลผู้แต่ง  และปี

ที่พิมพ์  ที่ใช้อ้างอิง  ถ้าเป็นภาษาอังกฤษชื่อผู้แต่งใช้เฉพาะชื่อสกุล

ข.     การอ้างอิงแบบเชิงอรรถ

การเขียนแบบนี้ต้องกำกับตัวเลขไว้ตอนบนของข้อความที่นำมาอ้างอิงว่าเป็นผลงานของ

ใคร  หรือจากแหล่งใด  แล้วนำแหล่งอ้างอิงไปเขียนไว้ตอนล่างของหน้าเรียงตามลำดับ  ซึ่งเป็นวิธีที่

ยุ่งยากในการพิมพ์  ในปัจจุบันไม่นิยมใช้

หลักสำคัญในการอ้างอิง  หากเลือกระบบการอ้างอิงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแล้ว  ให้ใช้รูปแบบนั้นตลอดทั้งเล่ม

 

ตัวอย่างการอ้างอิงในเนื้อหา

 

……….หอพักจะเป็นแหล่งที่มหาวิทยาลัยจะให้ทั้งทางด้านความรู้  การปรับปรุงบุคลิกภาพ  ความมีระเบียบวินัยและการแสดงออกทั้งทางกาย  วาจา  ใจได้อย่างดี  (วัลลภา  เทพหัสดิน  ณ  อยุธยา  2528)……….

เรมอน  วิลเลี่ยม  คูลฮาวี  (Kulhavy  1972)  ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการให้ข้อมูลย้อนกลับที่มีผลต่อความจำของนักเรียน……….

 

2)           การจัดพิมพ์รายงาน

การจัดพิมพ์  ผู้วิจัยอาจจะกำหนดแบบการจัดพิมพ์ได้ด้วยตนเอง  ทั้งนี้การกำหนดแบบ

การจัดพิมพ์ต้องมีความคงที่ตลอด  และควรจะจัดพิมพ์ตามระบบการจัดพิมพ์ที่นิยมกันทั่ว ๆ  ไป

ดังต่อไปนี้

ก.     การเว้นระยะในการพิมพ์รายงาน

ควรพิมพ์ให้ตัวรายงานอยู่ห่างจากขอบบน  1นิ้ว  อยู่ห่างจากขอบล่าง  1นิ้ว  ห่างจากริมขวา  1  นิ้ว  และอยู่ห่างจากริมซ้ายสุด  1นิ้ว  ดังแสดงในรูป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ข.     ย่อหน้าแต่ละตอนของเนื้อหาในรายงานควรเว้น  double – spaced  ส่วนระยะระหว่าง

บรรทัดเว้น  single – spaced


กิจกรรม

 

คำชี้แจง           โปรดตอบคำถามข้อ  1  และข้อ  2  และปฏิบัติกิจกรรมตามข้อ  3  และข้อ  4

 

  1. ส่วนประกอบที่สำคัญในการเขียนรายงานการวิจัย  มีกี่ส่วน  อะไรบ้าง
  2. ในแต่ละส่วนของส่วนประกอบการเขียนรายงานการวิจัยจากข้อ  1  มีหัวข้ออะไรบ้าง  ที่ต้อง

เขียนรายงาน

  1. ให้ท่านเลือกอ่านรายงานการวิจัยอย่างน้อย  3  เล่ม  เมื่ออ่านจบแต่ละเล่มแล้ว  ให้สรุป

ประเด็นหลัก ๆ  ต่อไปนี้คือ  งานวิจัยเล่มนั้นทำอะไร  (ชื่อเรื่อง)  ทำไมจึงต้องทำ  ทำเพื่ออะไร  ทำกับใคร  ทำอย่างไร  และผลจากการทำเป็นอย่างไร  (ท่านสามารถหารายงานการวิจัยได้จากเพื่อนร่วมงานที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป  และจากห้องสมุดของหน่วยงานต่าง ๆ  เช่น  สถาบันราชภัฏ  วิทยาลัย  และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  เป็นต้น)

  1. เมื่อท่านปฏิบัติงานหรือดำเนินกิจกรรมในโรงเรียนหรือหน่วยงานของท่าน  หลังจากปฏิบัติ

งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ให้เขียนสรุปรายงานผลการปฏิบัติงานหรือผลการดำเนินกิจกรรมสั้น ๆ  โดยใช้รูปแบบของการเขียนรายงานการวิจัยเป็นแนวทางในการเขียน  ซึ่งท่านสามารถใช้เป็นรายงานเสนอต่อ

ผู้บังคับบัญชาหรือรวบรวมไว้เป็นผลการปฏิบัติงานของท่านได้

 

 


แบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

คำชี้แจง            ให้อ่านคำถามต่อไปนี้  แล้วทำเครื่องหมาย  ´  ทับตัวอักษร  หน้าข้อความที่เห็นว่า

ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 


  1. การอ่านรายงานการวิจัย  ถ้าต้องการทราบผลการวิจัยโดยสรุป  ควรอ่านหัวข้อใด

ก.     อภิปรายผล

ข.     บทคัดย่อ

ค.     ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ง.      บทแนวทางการดำเนินการวิจัย

  1. “ขอบเขตของการวิจัย”  ปรากฏในบทใดของรายงานการวิจัย

ก.     บทนำ

ข.     บทแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ค.     บทวิธีดำเนินการวิจัย

ง.      ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

  1. คำจำกัดความในรายงานการวิจัย  มีลักษณะเช่นไร

ก.     เขียนคำจำกัดความเฉพาะคำทางทฤษฎีเท่านั้น

ข.     เขียนให้สอดคล้องกับคำในพจนานุกรม

ค.     เขียนใช้เฉพาะงานวิจัยเรื่องนั้น ๆ

ง.      มีความหมายกว้าง ๆ

  1. หัวข้อใดที่  ไม่  ปรากฏในบทนำ

ก.     สมมุติฐานของการวิจัย

ข.     การวิเคราะห์ข้อมูล

ค.     ขอบเขตของการวิจัย

ง.      วัตถุประสงค์ของการวิจัย

 

  1. การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล  มีหลักสำคัญอย่างไร

ก.     เขียนสรุปเฉพาะข้อค้นพบที่สำคัญ

ข.     เสนอทั้งข้อมูลดิบและผลการวิเคราะห์

ค.     เสนอเฉพาะผลของข้อมูลที่วิเคราะห์แล้ว

ง.      กล่าวถึงทฤษฎีแล้วนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

  1. รายการใด  แม้ไม่ปรากฏในรายงานการวิจัยก็ยังมีผลทำให้รายงานฉบับนั้นมีความครบถ้วนสมบูรณ์

ก.     ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ข.     วัตถุประสงค์ของการวิจัย

ค.     วิธีดำเนินการวิจัย

ง.      แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

  1. ข้อใดเป็นแนวปฏิบัติในการอภิปรายผลการวิจัย

ก.     อภิปรายให้ครอบคลุมทุกประเด็นของ  “สรุปผลการวิจัย”

ข.     อภิปรายให้ครอบคลุมทุกประเด็นโดยอิงวัตถุประสงค์ของการวิจัย

ค.     ไม่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนแน่นอน  ขึ้นอยู่กับธรรมชาติหรือลักษณะของการวิจัยแต่ละประเภท

ง.      อภิปรายในประเด็นข้อค้นพบที่โดดเด่นเป็นที่น่าสังเกต  หรือไม่เป็นไปตามสมมุติฐานของการวิจัย

  1. การเขียนข้อเสนอแนะในการวิจัยต้องเสนอแนะในลักษณะใด

ก.     การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ

ข.     การเขียนรายงานการวิจัย

ค.     การนำไปใช้

ง.      การทำโครงการ

  1. หลักการสำคัญของการอ้างอิง  คือข้อใด

ก.     ใช้ระบบการอ้างอิงแบบเดียวกันทั้งเล่ม

ข.     ต้องอ้างอิงแบบเชิงอรรถเท่านั้น

ค.     ใช้ระบบอ้างอิงที่ทันสมัย

ง.      อ้างอิงให้ครบทุกบท

 

  1. ข้อใดเป็น “คุณค่า”  ของรายงานการวิจัย

ก.     ป้องกันการเกิดวิจัยซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน

ข.     ก่อให้เกิดการขยายขอบเขตขององค์ความรู้

ค.     ทำให้นักวิจัยเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ

ง.      ทำให้ผู้สนใจได้รับทราบผลการวิจัย

 

เฉลยแบบประเมินตนเอง

ก่อนและหลังเรียน

 

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

แนวคำตอบกิจกรรม

คะแนนเต็ม  16  คะแนน

 

  1. ส่วนประกอบสำคัญในการเขียนรายงานการวิจัยมี  3  ส่วนคือ                             (2  คะแนน)

1)           ส่วนหน้า

2)           ส่วนเนื้อหา

3)           ส่วนอ้างอิง

  1. ส่วนหน้า  ของรายงานการวิจัยประกอบด้วย                                                        (2  คะแนน)

-                   ปกหน้า

-                   ปกใน

-                   บทคัดย่อ

-                   คำนำ

-                   สารบัญ

ส่วนเนื้อหา  ของรายงานการวิจัยประกอบด้วย

บทที่  1  บทนำ                                                                                                            (2  คะแนน)

                        ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

สมมุติฐานของการวิจัย

ขอบเขตของการวิจัย

คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

                        ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

บทที่  2  แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง                                              (2  คะแนน)

                        แนวคิด  หลักการ  และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

บทที่  3  วิธีดำเนินการวิจัย                                                                              (2  คะแนน)

                        ขั้นเตรียมการ

ขั้นดำเนินการ  (ขั้นการทดลอง,  ขั้นดำเนินการแก้ปัญหาจริง)

ขั้นเผยแพร่

บทที่  4  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล                                                                       (2  คะแนน)

ผลของขั้นการทดลอง

ผลของขั้นดำเนินการแก้ปัญหาจริง

บทที่  5  สรุป  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ                                                    (2  คะแนน)

วัตถุประสงค์

วิธีดำเนินการวิจัยโดยย่อ

สรุปผลการวิจัย

อภิปรายผล

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ประโยชน์

ข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าต่อไป

ส่วนอ้างอิง  ประกอบด้วย                                                                                           (2  คะแนน)

-                   บรรณานุกรม

-                   ภาคผนวก

 

เกณฑ์การให้คะแนน  เกณฑ์การผ่าน  คือ  ร้อยละ  80

…………….  ถ้าท่านทำได้ต่ำกว่า  13  คะแนน  คงต้องกลับไปทบทวนศึกษาเอกสารอีกครั้งหนึ่ง

…………….  ถ้าท่านทำได้  13  คะแนนขึ้นไป  เก่งมาก  …….

 

บรรณานุกรม

 

กองการเจ้าหน้าที่  สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ.  ชุดพัฒนาผลงานทางวิชาการ
        ของข้าราชการครู  ชุดที่  1  เล่มที่  2.  กรุงเทพมหานคร  :  โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,
        2535.

โกวิท  ประวาลพฤกษ์  กมล  ภู่ประเสริฐ  และสงบ  ลักษณะ.  ผลงานเลื่อนระดับ.  กรุงเทพมหานคร  :

สำนักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมวิชาการบางกอกใหญ่.

จำเนียร  น้อยท่าช้าง  และวีณา  นนทพันธาวาทย์.  การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน  :  ผลงานทาง

วิชาการของครูผู้สอน.  กรุงเทพมหานคร,  2534.

จำเนียร  น้อยท่าช้าง.  การวิจัยและการประเมินเพื่อพัฒนาการศึกษา.  กรุงเทพมหานคร  :  2533.

บุญมี  พันธุ์ไทย.  การพัฒนาผลงานทางวิชาการ.  กรุงเทพมหานคร,  2533.

พิศิษฐ์  ตัณฑวนิช.  เอกสารคำสอนรายวิชาการวิจัยเบื้องต้น  (2133404).  สุรินทร์  :  ภาควิชาทดสอบ

และวิจัยการศึกษา  คณะครุศาสตร์  วิทยาลัยครูสุรินทร์,  2531.

วิเชียร  เกตุสิงห์.  คู่มือการวิจัย  การวิจัยเชิงปฏิบัติ.  กรุงเทพมหานคร  :  ลาดพร้าว,  2534.

อนันต์  ศรีโสภา.  หลักการวิจัยเบื้องต้น.  กรุงเทพมหานคร  :  สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช  จำกัด,  2521.

อาคม  จันทสุนทร  จำเนียร  น้อยท่าช้าง  และเกรียงศักดิ์  พราวศรี.  การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการ

        สอน.  กรุงเทพมหานคร  :  โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,  2531.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่างเค้าโครงการวิจัย

 

ชื่อโครงการวิจัย  การศึกษาผลการเรียนที่เน้นกระบวนการโดยใช้บทเรียนโปรแกรมวิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ปีการศึกษา  2534

 

  1. 1.            ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

หลักสูตรคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  และหลักสูตรชั้นมัธยมศึกษา

ตอนปลาย  พุทธศักราช  2524  ฉบับปรับปรุง  พ.ศ.2533  มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ  ให้ผู้เรียนมีทักษะในการคิดคำนวณ  เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  ให้ผู้เรียนมีความคิดอย่างมีเหตุผล  สามารถนำไปใช้แสดงความคิดได้อย่างมีระบบ  รัดกุม  และเป็นพื้นฐานในการศึกษาวิชาอื่น ๆ  ที่อาศัยคณิตศาสตร์  นอกจากนี้  คณิตศาสตร์ยังช่วยสร้างเสริมคุณลักษณะและสมรรถภาพหลายอย่างในตัวคน  เช่น  เป็นคนช่างสังเกต  มีความประณีต  แม่นยำ  ละเอียดถี่ถ้วน  และตัดสินใจได้ดี  ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต  ดังนั้นวิชาคณิตศาสตร์จึงมีความสำคัญและจำเป็นในการพัฒนาคนทำให้เป็นผู้คิดเป็น  ทำเป็น  แก้ปัญหาเป็น  นับได้ว่า วิชาคณิตศาสตร์มีความจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต  จึงจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพ  เพื่อ

สร้างสรรค์บุคคลให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

กรมสามัญศึกษา  กระทรวงศึกษาธิการ  ได้ประเมินคุณภาพการศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1  ปีการศึกษา  2530  จากโรงเรียน  1,715  โรง  ปรากฏว่ามีจำนวนโรงเรียนร้อยละ  54  ของจำนวนโรงเรียนทั้งหมด  มีผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับต่ำและต่ำมาก  (กรมสามัญศึกษา.  2531  :  225)  ผลการประเมินครั้งนี้ได้ค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ระดับประเทศเป็น

ร้อยละ  50.16  ของคะแนนเต็ม  (กรมสามัญศึกษา.  2531  :  254)  จัดเป็นอันดับรองสุดท้ายเมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มวิชาอื่น ๆ  จากผลการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาทั้งสองระดับดังกล่าวมานี้  จะเห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์มีระดับค่อนข้างต่ำ  สมควรจะได้หาทางปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง

กองวิจัยการศึกษา  กรมวิชาการ  (อ้างจากชมนาค  สืบศรี.  2533  :  1)  ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง  “ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความสามารถต่อกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์”  พบว่า  สาเหตุของการที่นักเรียนมีผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานในกลุ่มวิชาคณิตศาสตร์  ส่วนหนึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการเรียนการสอน  วิธีสอนของครู  โครงสร้างทางด้านความรู้  ความสามารถ  และเจตคติของนักเรียน  ตลอดจนปัจจัยสภาพแวดล้อมจะมีบทบาทสำคัญต่อการขัดขวางหรือส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัย  สังเคราะห์กระบวนการหลักสูตรของกรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ  (กรมวิชาการ.  2532  :  95)  สรุปว่าสาเหตุหนึ่งที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนต่ำ  เนื่องมาจากสมรรถภาพการสอนของครู  คือครูไม่เปลี่ยนแปลงการสอน  ครูส่วนใหญ่ยังคงสอนตามแบบเดิม  คือ  สอนแบบบรรยายโดยมุ่งสอนตามวิธีสอนของตนเอง  เพราะเนื้อหามาก

ในการเรียนการสอนนั้น  ผู้สอนจะต้องเลือกใช้กระบวนการที่เหมาะสมกับธรรมชาติ  เนื้อหาวิชา  และเหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนรู้  สำหรับวิชาคณิตศาสตร์นั้นมีกระบวนการการเรียนรู้

อยู่แล้ว  (สงบ  ลักษณะ.  2533  :  11)  ผู้วิจัยจึงมีความสนใจจะศึกษาบทเรียนที่มีปัญหามากในการเรียนการสอนตามปกติ  คือเรื่องระบบสมการเชิงเส้นในรายวิชา  ค311  หรือรายวิชา  ค011  ตามหลักสูตรฉบับปรับปรุง  พ.ศ.2533  (กรมวิชาการ.  2532  :  46)  มาจัดทำชุดบทเรียนโปรแกรม  โดยใช้กระบวนการที่เหมาะสม  และการประเมินผลที่เน้นกระบวนการตามลักษณะของจุดประสงค์การเรียนรู้  นักเรียนจะสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากน้อยเพียงไร  ทั้งการศึกษาเทียบกับเกณฑ์การผ่านจุดประสงค์ในระดับต่างๆ   และการเปรียบเทียบกับการเรียนการสอนตามปกติ  รวมถึงการศึกษาผลการซ่อมเสริมตามจุดประสงค์โดยใช้บทเรียนโปรแกรม  และศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนโปรแกรม  ทั้งนี้เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ด้านวิธีสร้างบทเรียน  ผลการใช้บทเรียนโปรแกรมวิชาคณิตศาสตร์  และการประเมินผลที่เน้นกระบวนการรวมทั้งรูปแบบวิธีการวิจัยที่เหมาะสม  เพื่อนำข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยไปใช้ในการนิเทศก์การอบรมครูในการสร้างสื่อการเรียนการสอนการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของครู  อาจารย์ผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ต่อไป

 

  1. 2.            วัตถุประสงค์ของการวิจัย
    1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เน้นกระบวนการของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียน

โปรแกรม  กับการเรียนการสอนตามปกติ  ทั้งที่เป็นคะแนนรวมทั้งบทเรียนและคะแนนจำแนกตาม

จุดประสงค์การเรียนรู้

  1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปริมาณนักเรียนที่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้

บทเรียนโปรแกรม  กับการเรียนการสอนตามปกติ

  1. เพื่อศึกษาผลการสอนซ่อมเสริมตามจุดประสงค์การเรียนรู้  โดยใช้บทเรียนโปรแกรม
  2. เพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนกับหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วย

บทเรียนโปรแกรม

  1. 3.            สมมุติฐานการวิจัย
    1. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนโปรแกรม  กับการเรียนการสอนตามปกติจะมีผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียนคณิตศาสตร์แตกต่างกัน

  1. นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนโปรแกรม  จะมีเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนกับหลังเรียน

แตกต่างกัน

 

  1. 4.            ขอบเขตของการวิจัย
    1. เนื้อหาในการวิจัย  เป็นบทเรียนโปรแกรมวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  เรื่อง

ระบบสมการเชิงเส้น  ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น  พุทธศักราช  2521  ฉบับปรับปรุง  พ.ศ.2533  ผู้วิจัยกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้  3  ข้อ  แล้วสร้างบทเรียนโปรแกรมและข้อสอบ  ประเมินผลตาม

จุดประสงค์การเรียนรู้  สร้างข้อสอบจุดประสงค์ละ  2  ฉบับคู่ขนานกัน  เพื่อประเมินผลจากการเรียนตามปกติ  และประเมินผลหลังการสอนซ่อมเสริม

  1. กลุ่มตัวอย่าง  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2534  สังกัด

กรมสามัญศึกษา  ในจังหวัดนครราชสีมา  จำนวน  63  โรง

  1. ประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  ที่สุ่มมาจากประชากรจำนวน  3  โรง

ประกอบด้วย

3.1    โรงเรียนที่เป็นที่ตั้งศูนย์การพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ของจังหวัด

นครราชสีมา  จำนวน  1  โรง

3.2     โรงเรียนที่ทดลองการใช้หลักสูตรฉบับปรับปรุง  พ.ศ.2533  ของกรมวิชาการ

จำนวน  1  โรง

3.3    โรงเรียนมัธยมศึกษาที่เริ่มใช้หลักสูตรฉบับปรับปรุง  พ.ศ.2533  ในปีการศึกษา

2534  จำนวน  1  โรง

  1. ตัวแปร  ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย  ได้แก่

4.1    ตัวแปรอิสระ  ได้แก่  วิธีสอน

4.1.1                วิธีสอนโดยใช้บทเรียนโปรแกรม

4.1.2                วิธีสอนตามการสอนปกติ

4.2    ตัวแปรตาม  ได้แก่

4.2.1                ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

4.2.1.1    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งบทเรียน

4.2.1.2    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้

4.2.2                เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

  1. ระยะเวลาที่ทำการศึกษา  ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2534

 

  1. 5.            คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย
    1. 1.            บทเรียนโปรแกรมหรือบทเรียนสำเร็จรูป  หมายถึง  ชุดการเรียนที่เรียนได้ด้วยตนเอง  สร้าง

ตามจุดประสงค์การเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  รายวิชา  ค011  เรื่องระบบสมการ

เชิงเส้น  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

  1. 2.            ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน   หมายถึง  ความรู้  ความเข้าใจของนักเรียนในเรื่องระบบสมการ

เชิงเส้น  ซึ่งวัดออกมาเป็นคะแนนจากการตอบแบบทดสอบตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้  3  จุดประสงค์  ดังนี้

จุดประสงค์ที่  1          ระบุลักษณะที่สำคัญ  และเขียนกราฟของระบบสมการได้

จุดประสงค์ที่  2          สามารถแก้ระบบสมการและตรวจคำตอบได้

จุดประสงค์ที่  3          สามารถแก้โจทย์ปัญหาโดยวิธีระบบสมการได้

  1. 3.            เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์   หมายถึง  ความรู้สึกชอบ – ไม่ชอบ  ต่อวิชาคณิตศาสตร์  ของ

นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยบทเรียนโปรแกรม  ซึ่งวัดออกมาเป็นคะแนนด้วยแบบวัดเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์  จำนวน  25  ข้อ

  1. 4.            วิธีสอนตามปกติ  หมายถึง  การสอนของครูซึ่งสอนนักเรียนกลุ่มควบคุมโดยใช้คู่มือครูวิชา

คณิตศาสตร์  ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  (สสวท.)  ร่วมกับแผนการสอนที่เน้นกระบวนการที่สร้างขึ้นเอง

  1. 5.            เกณฑ์การผ่านจุดประสงค์  หมายถึง  ความรู้ความสามารถต่ำที่สุดที่ยอมรับว่าผู้เรียนมีความ

รอบรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ประจำบทเรียนนั้น  ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยศึกษาความสามารถของ

นักเรียน  โดยกำหนดเกณฑ์ความพึงพอใจไว้  2  ระดับ  คือ  เกณฑ์ร้อยละ  50  และเกณฑ์ร้อยละ  60  ของคะแนนเต็มของแต่ละจุดประสงค์

 

 

 

  1. 6.            ประโยชน์ของการวิจัย
    1. เป็นแนวทางในการนิเทศครู  อาจารย์ในการทำวิจัยในชั้นเรียน  การสร้างสื่อ  การใช้สื่อ

การเรียนการสอนบทเรียนโปรแกรม  และการสร้างสื่อรูปแบบอื่น ๆ  ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

  1. เป็นแนวทางในการพัฒนาสื่อการเรียนแบบโปรแกรม  วิธีการนำไปใช้  รวมถึงการสอน

ซ่อมเสริมให้เกิดประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นต่อไป

 

  1. 7.            เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
    1. การเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ

-                   ความหมายของกระบวนการ

-                   ลักษณะของวิชาคณิตศาสตร์

-                   กระบวนการต่าง ๆ  ที่สอดคล้องกับวิชาคณิตศาสตร์และแนวการจัดกิจกรรม

-                   แนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามกระบวนการสร้างทักษะการคิดคำนวณ

-                   กระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์

  1. บทเรียนโปรแกรม

-                   ความหมายและลักษณะการเรียนด้วยตนเอง

-                   ความหมายและลักษณะของบทเรียนโปรแกรม

-                   ชนิดและลักษณะของบทเรียนโปรแกรม

-                   การสร้างบทเรียนโปรแกรม

-                   ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา  แบบฝึก  และการประเมินผล

-                   ข้อดีและข้อเสียของบทเรียน  หรือสื่อสำเร็จรูปที่เรียนด้วยตนเอง

  1. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนโปรแกรม

-                   งานวิจัยในต่างประเทศ

-                   งานวิจัยภายในประเทศ

 

  1. 8.            วิธีดำเนินการวิจัย

8.1        การสร้างบทเรียนโปรแกรม

การสร้างบทเรียนโปรแกรมและสร้างข้อสอบตามจุดประสงค์การเรียนรู้  ผู้วิจัย

ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

1.  ศึกษาเอกสารหลักสูตรและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์

เพื่อเลือกบทเรียนที่เหมาะสมมาทำการศึกษาวิจัย

2.  วิเคราะห์หลักสูตร  บทเรียนที่วิจัย  เพื่อกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้

  1. การสร้างแบบทดสอบตาม

จุดประสงค์การเรียนรู้โดยกำหนดลักษณะเฉพาะของข้อสอบ

3.  วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้แต่ละข้อเพื่อกำหนดจุดประสงค์ย่อย

4.  ศึกษาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่เน้นกระบวนการ

7.  ทดลอง  ปรับปรุง  และหาคุณภาพของข้อสอบ

  1. สร้างบทเรียนโปรแกรมตาม

จุดประสงค์การเรียนรู้และทดลองย่อยเพื่อปรับปรุง

8.  สร้างแบบทดสอบคู่ขนานตามจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


แผนภาพ    แสดงขั้นตอนการสร้างบทเรียนโปรแกรมและการสร้างข้อสอบตามจุดประสงค์การเรียนรู้


8.2        ขั้นดำเนินการทดลอง

  1. 1.            ประชากร

ประชากรในการศึกษาค้นคว้า  เป็นนักเรียนชายและหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3

ภาคเรียนที่  1/2534  ของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา  จำนวน  63  โรงเรียน

  1. 2.            กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า  สุ่มมาจากประชากร  โดยดำเนินการเป็น

2  ขั้นตอนคือ

ขั้นที่  1  สุ่มโรงเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่าง  จำนวน  3  โรงคือ

1.1    โรงเรียนที่อยู่ในโครงการพัฒนาการใช้หลักสูตรมัธยมศึกษาฉบับ

ปรับปรุง  พ.ศ.2533  ของกรมวิชาการในจังหวัดนครราชสีมา  ซึ่งมีอยู่  3  โรง  สุ่มโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย  (Simple  Random  Sampling)  มา  1  โรง

1.2    โรงเรียนที่ตั้งศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์  ของกลุ่ม

โรงเรียนมัธยมศึกษา  จังหวัดนครราชสีมา  มีอยู่โรงเรียนเดียว  จึงกำหนดเฉพาะเจาะจงให้เป็นโรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง

1.3    โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา  ในจังหวัดนครราชสีมา

ที่เหลืออยู่จำนวน  59  โรง  สุ่มโดยวิธีสุ่มอย่างง่ายมาเป็นโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน  1  โรง

ขั้นที่  2  สุ่มห้องเรียนจากโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างทั้ง  3  โรง  โรงละ  2  ห้องเรียน  จัดเป็นห้องควบคุมโรงละ  1  ห้อง  และห้องทดลองโรงละ  1  ห้อง  รวมเป็นห้องควบคุม  3  ห้อง  และห้องทดลอง  3  ห้อง  โดยดำเนินการดังนี้

2.1        ตรวจสอบความรู้พื้นฐานวิชาคณิตศาสตร์โดยนำผลการเรียนรายวิชา

ค204  ที่เรียนในภาคเรียนที่  2/2533  มาหาค่าเฉลี่ยระดับผลการเรียนเป็นรายห้อง  เป็นรายโรง  เลือกห้องที่มีค่าเฉลี่ยผลการเรียนเท่าเทียมกัน  (คือแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .01)  เป็นห้องที่จะใช้ศึกษาค้นคว้า

2.2        นำกลุ่มห้องเรียนที่มีผลการเรียนเท่าเทียมกันที่ได้จากข้อ  2.1  มาโรง

ละ  1  กลุ่ม  แล้วสุ่มอย่างง่ายเป็นห้องทดลอง  1  ห้อง  และห้องควบคุม  1  ห้อง

 

 

  1. 3.            ตัวแปร  ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย  ได้แก่

3.1        ตัวแปรอิสระ  ได้แก่  วิธีสอน

1)           วิธีสอนโดยใช้บทเรียนโปรแกรม

2)           วิธีสอนตามการสอนปกติ

3.2        ตัวแปรตาม  ได้แก่

1)           ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

-                   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งบทเรียน

-                   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้

2)           เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

  1. 4.            รูปแบบการทดลอง

การทดลองเพื่อการวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบ  “สองกลุ่มวัดหลังอย่างเดียว”  (random

control-group  posttest  only  design)  (ไพศาล  หวังพานิช.  2530 :  302)

 

กำหนดแบบสุ่ม

ทดสอบก่อน

ทดลอง

ทดสอบหลัง

E

-

X

T2e

C

-

-

T2c

 

  1. 5.            เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย

5.1        ชุดบทเรียนโปรแกรม

ผู้วิจัยสร้างชุดบทเรียนโปรแกรม  จากเนื้อหาหลักสูตรเรื่องระบบ

สมการเชิงเส้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3  รายวิชา  ค311  (หรือรายวิชา  ค011  ตามหลักสูตรฉบับปรับปรุง  พ.ศ.2533)  โดยยึดแนวการสอนที่เน้นกระบวนการ  แบ่งบทเรียนออกเป็น  3  ตอนดังนี้

 

ตอนที่

จุดประสงค์การเรียนรู้

เนื้อหา

เวลาเรียน

1

สามารถระบุลักษณะที่สำคัญและ

เขียนกราฟของระบบสมการได้

ระบบสมการเชิงเส้น

และการเขียนกราฟ

2

2

สามารถแก้ระบบสมการเชิงเส้น

และตรวจคำตอบได้

การแก้ระบบสมการเชิงเส้น

2

3

สามารถแก้โจทย์ปัญหา

โดยใช้วิธีระบบสมการได้

โจทย์ปัญหา

2

 

5.2        แบบทดสอบตามจุดประสงค์การเรียนรู้

แบบทดสอบตามจุดประสงค์การเรียนรู้  จัดสร้างขึ้นจุดประสงค์

ละ  2  ฉบับ  คือ  ฉบับ  ก  และ  ฉบับ  ข  ที่เป็นข้อสอบคู่ขนาน  เพราะผลิตจากลักษณะเฉพาะของข้อสอบที่กำหนดขึ้น

5.3        แบบประเมินเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

แบบประเมินเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตาม

แนวคิดของไลเคอร์ท  (Likert)  มีจำนวน  25  ข้อ  วิเคราะห์ความเที่ยงตรงโดยใช้เทคนิคกลุ่มที่รู้ชัดอยู่แล้ว  (Known  Group  Technique)  ค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง  3.0259 – 6.9208  มีค่าความเชื่อมั่น  0.9344

  1. 6.            วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

หน่วยศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา  เขตการศึกษา  11  ได้มีหนังสือประสาน

งานกับผู้บริหารโรงเรียนทั้ง  3  โรง  เพื่อขอความร่วมมือในการวิจัย  ผู้วิจัยได้ประสานงานกับหมวดวิชาคณิตศาสตร์  และครูผู้สอนในห้องเรียนทั้งห้องทดลองและห้องควบคุม  เพื่อให้ผลการวิจัยตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด  จึงกำหนดให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ทั้ง  6  ห้อง  (โรงเรียน  3  โรง  โรงละ  3  ห้องแยกเป็นห้องควบคุมโรงละ  1  ห้อง  และห้องทดลองโรงละ  1  ห้อง)  ให้ใช้คะแนนจากการประเมินผลตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้น  เป็นส่วนหนึ่งของคะแนนการประเมินผลในระหว่างเรียน

ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนทั้งสองกลุ่มตั้งใจเรียนอย่างเต็มความสามารถ

  1. 7.            สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
    1. วิเคราะห์ค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบเป็นรายข้อและราย

ตัวเลือก  โดยใช้เทคนิค  27  เปอร์เซ็นต์

  1. วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ  โดยใช้สูตรคูเตอร์ริชาร์ดสัน

(KR-20)  (ล้วน  สายยศ  และอังคณา  สายยศ.  2528  :  168)

 

rtt         =

 

เมื่อ                  rtt         แทน    ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

n          แทน    จำนวนข้อของเครื่องมือวัด

p          แทน    สัดส่วนของผู้ทำถูกในข้อหนึ่ง ๆ  เท่ากับจำนวนคนทำถูกหาร

ด้วยจำนวนคนทั้งหมด

q          แทน    สัดส่วนของผู้ทำผิดในข้อหนึ่ง ๆ  หรือคือ  1 – p

S2t                แทน    คะแนนความแปรปรวนของเครื่องมือฉบับนั้น

 

  1. ทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่ม

ทดลองและกลุ่มควบคุมว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่  ใช้สูตร  (ล้วน  สายยศ  และอังคณา

สายยศ.  2528  :  84)

t           =

 

เมื่อ                         แทน    คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่  1

แทน    คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่  2

แทน    ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่  1

แทน    ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่  2

แทน    ความแปรปรวนของคะแนนกลุ่มตัวอย่างที่  1

แทน    ความแปรปรวนของคะแนนกลุ่มตัวอย่างที่  2

 

 

 

  1. ทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย  คะแนนเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

ก่อนเรียนกับหลังเรียนว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่  ใช้สูตร  (ล้วน  สายยศ  และ  อังคณา

สายยศ.  2528  :  87)

 

t           =

 

  1. 9.            ปฏิทินปฏิบัติงานวิจัย

 

การกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานวิจัย

กิจกรรม

เดือน

.ค.

.พ.

มี.ค.

เม.ย.

.ค.

มิ.ย.

.ค.

.ค.

.ย.

.ค.

.ย.

.ค.

1.  การร่างแนวทางการวิจัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.   การศึกษาและเขียนเอกสารที่

เกี่ยวข้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.  การเขียนโครงการวิจัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

4.  การศึกษากลุ่มประชากร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5.  การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

6.  การสร้างเครื่องมือ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7.  การทำแผนการวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

8.  การเก็บรวบรวมข้อมูล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

9.  การวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10.  การเขียนรายงานการวิจัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

11.  การพิมพ์ร่างรายงานการวิจัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

12.  การตรวจทานร่างรายงานฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

13.  การจัดพิมพ์และเข้ารูปเล่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

14.  การเสนอและเผยแพร่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


  1. 10.    งบประมาณ

เป็นค่าวัสดุ  จำนวน  3,000  บาท

 

  1. 11.    ผู้รับผิดชอบโครงการวิจัย

นายประเสริฐ  ทิศกลาง

 

  1. 12.    บรรณานุกรม

 

การวิจัยในชั้นเรียน10

 

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง

 

เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน

 

 

หน่วยที่ 10

 

 

 

 

 

การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

 

 

 

หน่วยศึกษานิเทศก์              กรมสามัญศึกษา

 

 

คำนำ

 

            เอกสาร  ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน ชุดนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือ

ร่วมใจกัน ของบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน  เพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน    โดยจะเสริมสร้างให้ครูมีความสามารถในการทำวิจัย    เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเสริมสมรรถนะทางวิชาการให้แก่ศึกษานิเทศก์  เพื่อให้สามารถนิเทศ  ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยในชั้นเรียนให้แก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมสามัญศึกษา   ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ และคณะทำงานทุกท่าน   ที่มีส่วนร่วม คิดและร่วมจัดทำชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง   การวิจัยในชั้นเรียน  นี้    และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดฝึกอบรมด้วยตนเองนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศึกษานิเทศก์  และครูให้สามารถพัฒนา

การเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพได้อย่างเป็นมรรคผล

 

 

(คุณหญิงสมจินตนา    ภักดิ์ศรีวงศ์)

                                                                                                อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

                        การจัดการเรียนรู้    ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พุทธศักราช   2542

ได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด  ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนและพัฒนาตนเอง

ได้กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย   เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนั้นผู้สอนจึงมีบทบาทในการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยคามสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยศึกษาสภาพปัญหาวิธีการและผลจากการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน    เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้

ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องด้วยการวิจัย    และสามารถนำกระบวนการวิจัยไปประยุกต์ในการพัฒนาตน พัฒนางานให้ส่งเผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในที่สุด

กรมสามัญศึกษา ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ ที่ได้ปรับปรุงพัฒนา ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน และจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2  เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้สอนให้สามารถใช้การวิจัยเป็นแนวทาง  ในการจักการเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียนให้         เรียนได้เต็มศักยภาพ   อันจะส่งผลต่อเยาวชนที่มีคุณภาพตลอดไป

 

 

(นางกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา)

                                                                                            อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

หน้า

 

คำนำ

แนวทางการศึกษา

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

ขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ  และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

เรื่องที่ 1           ความสำคัญและจุดมุ่งหมายของการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

เรื่องที่ 1.1   ความสำคัญของการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

กิจกรรมที่  1

เรื่องที่  1.2  จุดมุ่งหมายของการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

เรื่องที่ 2           แนวทางการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

เรื่องที่ 2.1  การนำผลการวิจัยไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน

เรื่องที่ 2.2  การนำผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อความรู้ใหม่

เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอน

เรื่องที่  2.3  การนำผลการวิจัยไปใช้เป็นผลงานทางวิชาการ

กิจกรรมที่  2

เรื่องที่ 3           เทคนิคการอ่านรายงานการวิจัย

เรื่องที่  3.1  ส่วนประกอบของรายงานการวิจัย

เรื่องที่  3.2  สารสนเทศหรือประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัย

กิจกรรมที่  3

เรื่องที่ 4           กรณีตัวอย่างการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

กิจกรรมที่  4

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนเรียนและหลังเรียน

 

 

สารบัญ

หน้า

 

แนวคำตอบกิจกรรม

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวทางการศึกษา

 

 

 

 

การศึกษาเนื้อหาสาระของหน่วยนี้ ให้ท่านปฏิบัติ ดังนี้

 

  1. 1.            ศึกษาขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ และจุดประสงค์การเรียนรู้
  2. 2.            ทำแบบประเมินตนเองก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน
  3. 3.            ศึกษาเนื้อหาสาระโดยละเอียดทีละเรื่อง  และทำกิจกรรมท้ายเรื่อง
  4. 4.            ทำแบบประเมินตนเองหลังเรียน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าหลังเรียน ถ้าได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 80  ให้กลับไปทบทวนความรู้เพิ่มเติม   จนกว่าจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

 

คำชี้แจง               โปรดกาเครื่องหมาย   ü     หน้าข้อความที่ถูก

                            และกาเครื่องหมาย       û    หน้าข้อความที่ผิด

 

 

 

            1.  ส่วนประกอบที่สำคัญของรายงานการวิจัย ได้แก่ สำเนา ส่วนเนื้อหาและส่วนอ้างอิง

2.  “บทนำ” จะปรากฏอยู่ในส่วนนำของรายงานการวิจัย

3.  การนำผลการวิจัยไปใช้เป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการวิจัย

4.  ครูสามารถนำผลการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอนได้

5.  การวิจัยในชั้นเรียนจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงหรือพัฒนางานการเรียนการสอน

ในชั้นเรียนเท่านั้น

  1. ผลการวิจัยในชั้นเรียน ไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร
  2. ผลการวิจัยในชั้นเรียน สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารเพื่อการวางแผนดำเนินการหรือวางนโยบายด้านต่าง ๆ ได้
  3. รายงานการวิจัยในชั้นเรียนไม่ใช่ผลงานทางวิชาการ
  4. เป้าหมายสำคัญในการจัดทำผลงานทางวิชาการคือ ต้องการให้ครูได้พัฒนางานในหน้าที่ของตน
  5. ผลการวิจัยในชั้นเรียน สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลความรู้ใหม่สำหรับการศึกษาวิจัยต่อไปได้

 

 

 

 

 

 

ขอบข่ายของเนื้อหา สาระสำคัญ

และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

 

  • ขอบข่ายของเนื้อหา

เรื่องที่ 1   ความสำคัญและจุดมุ่งหมายของการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

เรื่องที่  2   แนวทางการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

เรื่องที่  3   เทคนิคการอ่านรายงานการวิจัย

เรื่องที่  4   กรณีตัวอย่างการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

 

  • สาระสำคัญ

 

  1. การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้    เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่จะทำให้การวิจัยมีความ

สมบูรณ์ ใช้ประโยชน์คุ้มค่า เพราะครูสามารถใช้ข้อมูลหรือนวัตกรรมใหม่ที่ค้นพบในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนให้บรรลุผลยิ่งขึ้น

2.  ผลการวิจัยในชั้นเรียนสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอน การบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน และการเสนอเพื่อเป็นผลงานทางวิชาการ

3.  รายงานการวิจัยประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหาและส่วนอ้างอิง รวมทั้งสารสนเทศและประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัยแต่ละเรื่อง

4.  การนำเสนอ    กรณีตัวอย่างรายงานการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้แก้ปัญหา   และพัฒนา

การเรียนการสอน จะช่วยให้เห็นแนวทางการนำผลการวิจัยไปใช้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

  • จุดประสงค์การเรียนรู้

เมื่อศึกษาหน่วยที่ 10    จบแล้ว  ท่านสามารถ

  1. บอกความสำคัญและจุดมุ่งหมายของการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้ได้
  2. บอกแนวทางการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้ได้
  3. อธิบายเทคนิคการอ่านรายงานการวิจัยได้
  4. นำผลการวิจัยในชั้นเรียนไป
  5. สังเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยได้
  6. เขียนรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องที่  1        ความสำคัญและจุดมุ่งหมายของการนำผล

       การวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

                      

เรื่องที่ 1.1  ความสำคัญของการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

 

การวิจัย      คือ    การแสดงหา  หรือสืบค้นข้อความรู้ความจริงในเรื่องต่าง  ๆ    โดยอาศัยกระบวนการที่เป็นระบบ มีเหตุผล เชื่อถือได้ ผลของการวิจัยจึงเป็นข้อความรู้ ความจริงที่เที่ยงตรง เชื่อถือได้

       การวิจัยในชั้นเรียน เป็นกระบวนการสืบค้นความรู้ ความจริงหรือพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำผลไปใช้แก้ปัญหา หรือพัฒนาการเรียนการสอน การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอน      จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การวิจัยในชั้นเรียนมีความสมบูรณืและมีคุณค่ายิ่งขึ้น

 

        การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้มีความสำคัญ ดังนี้

1)  ครูสามารถใช้นวัตกรรม วิธีการ เทคนิคการสอนหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีคุณภาพผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เชื่อถือได้มาใช้แก้ปัญหาในชั้นเรียนโดยตรง ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรยิ่งขึ้น

2)  ครูสามารถนำข้อมูลอันเป็นข้อค้นพบของการวิจัยมาใช้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน ทำให้การพัฒนางานของครูมีมาตรฐานยิ่งขึ้น

3)  ครูสามารถส่งเสริมหรือพัฒนาผู้เรียนได้ตรงตามสภาพความเป็นจริงของผู้เรียนแต่ละคน  ทำให้นักเรียนได้รับการส่งเสริมจนบรรลุศักยภาพสูงสุด

4)  ผู้บริหารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ อันเป็นผลจากการวิจัยไปใช้ในการปรับปรุง พัฒนางานบริหารจัดการหรืองานด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ส่งผลให้เกิดการพัฒนา

5)  ครูสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นผลงานทางวิชาการเพื่อขอกำหนดตำแหน่งให้สูงขึ้นได้

6)  ปรับปรุงหรือดัดแปลงงานให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างมีระบบ เป็นการนำผลการวิจัยเชิงสำรวจหรือเชิงประมาณด้านต่าง ๆ ที่จัดทำขึ้นมาใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุง  หรือดัดแปลงงาน ในส่วนที่เกี่ยวข้อง

        7)  วางแผนการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายต่าง ๆ งานวิจัยในชั้นเรียนบางครั้งจะเป็นการสำรวจความคิดเห็นหรือความต้องการด้านต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลจากผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายของหน่วยงานหรือองค์กรได้

 

จงอธิบายความสำคัญของการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

 

 

กิจกรรมที่ 1

 

 

เรื่องที่ 1.2  จุดมุ่งหมายของการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

 

การนำผลการวิจัยไปใช้ เป็นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลหรือสิ่งที่ค้นพบเพื่อให้เกิดการปรับปรุงหรือพัฒนางานต่อไป การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ

1)  แก้ปัญหาการเรียนการสอนโดยตรง เป็นการนำทางเลือกหรือแนวทางที่ได้จากการวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอน

2)  ปรับปรุงหรือพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยนำข้อมูลจากผลการวิจัยมาใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลยิ่งขึ้น

3)  เป็นข้อมูลในการดำเนินงานเฉพาะด้าน โดยนำผลการวิจัยเฉพาะกรณีมาใช้ดำเนินงานในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

4)  ควบคุมการปฏิบัติงาน เป็นการนำผลการวิจัยที่เกี่ยวกับสภาพปัยหาอุปสรรคในการดำเนินงานมาเป็นข้อมูลในการควบคุมการปฏิบัติงานให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นได้ผลดียิ่งขึ้น

5)  ประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นการนำผลการวิจัยที่เกี่ยวกับการประเมินผลเรื่องต่าง ๆมาใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคคลหรือหน่วยงาน

 

 

 

 

เรื่องที่  2         แนวทางการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

 

 

        ผลการวิจัยในชั้นเรียนซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในรูปของข้อความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมการยืนยันทฤษฎีข้อความจริง     แนวทางการพัฒนาปรับปรุงงาน หรือการตอบปัญหาข้อสงสัยจะเป็นข้อมูลหรือความคิดที่ทรงคุณค่า     เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เรียน     และเป็นเครื่องมือที่ใช้แสวงหายุทธศาสตร์       ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาผู้เรียน ดังนั้น การนำผลการวิจัยไปใช้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร  และการจัดการเรียนการสอนจึงเป็นสิ่งที่ครูและผู้เกี่ยวข้องจะต้องตระหนักถึงความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว

การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้ มีหลายแนวทางดันี้

 

เรื่องที่ 2.1  การนำผลการวิจัยไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอน

 

1.1        การปรับปรุงหรือพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียน

การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยที่ครูผู้สอน        หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนใน

ชั้นเรียน  จัดทำขึ้นเพื่อค้นหาข้อคำตอบ     หรือหาทางเลือกในการแก้ปัญหาในชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำข้อความรู้หรือทางเลือกดังกล่าวมาใช้ปรับปรุงหรือพัฒนาการเรียนการสอนจึงนับว่าเป็นการใช้ผลการวิจัยที่ตรงตามเป้าหมาย ส่งผลต่อผู้เรียนโดยตรง การนำผลการวิจัยไปใช้ปรับปรุงหรือพัฒนาการเรียนการสอนมีแนวทางการใช้ ดังนี้

 

            ใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอนโดยตรง  เช่น การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซ่อมเสริมคณิตศาสตร์ที่มีและไม่มีการสอบย่อยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของ จินนาภา  สีตบุตร ผู้ช่วยศาสตราจารย์โรงเรียนประถมสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร   พบว่านักเรียนที่ผ่านการสอนซ่อมเสริมอย่างมีการสอบย่อยท้ายบทเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ผ่านการสอนซ่อมเสริมด้วยบทเรียนและกิจกรรมโดยไม่มีการสอบย่อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลงานวิจัยลักษณะนี้ ครูผู้สอนสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้โดยตรง   เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ใช้เป็นข้อมูลเฉพาะกรณี     เช่น   การวิจัยหนังสือนิทานสำหรับเด็ก   ของ    ดาณาวดี      สมบูรณวณิชย์ ภาควิชาการประถมศึกษา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย     พบว่านักเรียนชั้นประถม

ศึกษาปีที่ 6  สนใจหนังสือที่มีขนาด  5  นิ้ว  x 7.5  นิ้ว  ลักษณะรูปเล่มเป็นแนวตั้ง ภาพประกอบ

เรื่อง   เป็นการ์ตูน    มีคำบรรยายอยู่คนละหน้ากับภาพ   ขนาดตัวอักษรประมาณ 24  พอยท์  การบรรยายเรื่องเป็นร้อยแก้วและมีตัวละครเป็นคน นักเรียนสนใจนิทานที่มีเนื้อเรื่องผจญภัย    ส่วนนิทานที่นักเรียนสนใจน้อยที่สุด คือ นิทานเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีและชอบเรื่องสั้นจบในเล่ม  และมีคำถามท้ายบท   จากผลการวิจัยนี้เป็นข้อมูลในกรณีเฉพาะนิทาน   ซึ่งครู – อาจารย์สามารถนำมาใช้ในการเลือกหนังสือใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน   หรือจัดทำหนังสือนิทานเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี เพื่อให้มีลักษณะตรงกับความสนใจของเด็ก

 

            ใช้ในกรณีทั่ว ๆ ไปหรือคล้ายคลึงกัน  เช่น  การวิจัยเรื่องการใช้เอกสารรูปแบบต่าง ๆ ประกอบการเรียนการสอนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของ  ภาสินี

เปี่ยมพงศ์สานต์  และคณะอาจารย์โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถมศึกษาพบว่าสมุดปฏิบัติการหรือแบบฝึกหัดทำให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนในกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตดีขึ้น ครู-อาจารย์ สามารถใช้ผลการวิจัยนี้ไปจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต โดยใช้แบบฝึกหัดในชั้นอื่น ๆ นอกจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้

 

ใช้เป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน  เช่น การวิจัยเรื่องการใช้บทเพลงประกอบการสอนวิชาภาษาไทย ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของ สมศักดิ์  ชำนาญกิจ อาจารย์โรงเรียนวัดช้าง  อำเภอบ้านนา  จังหวัดนครนายก    พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยของผลต่างของทั้งสองกลุ่ม  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   แสดงว่าการสอนวิชาภาษาไทย    โดยใช้บทเพลงประกอบ    มีผลแตกต่างจากการสอน  โดยไม่ใช้บทเพลงประกอบการสอน ซึ่งครูผู้สอนสามารถนำผลการวิจัยไปปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาไทยได้

 

            ใช้ประเมินผลการจัดการเรียนการสอน   เช่น  การวิจัยความสามารถในการใช้ภาษาเขียนของนักเรียนหูหนวกของนางสาวสราญ  บุญญานุสนธิ์  ผู้อำนวยการระดับ 9   โรงเรียนโสตศึกษา  ทุ่งมหาเมฆ  กรมสามัญศึกษา ซึ่งผลการวิจัยนี้     สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลป้อนกลับของการจัด

การเรียนการสอนของนักเรียนกลุ่มดังกล่าวได้

 

            1.2  การบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน

ผลการวิจัยในชันเรียนอกจากจะนำไปใช้ปรับปรุงหรือพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนโดยตรงแล้ว ยังสามารถเป็นข้อมูลสำหรับการบริหรจัดการ     เพื่อสนับสนุนให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่นมีประสิทธิผลยิ่งขั้น แนวทางในการใช้ผลการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อการบริหารจัดการ มีดังนี้

 

ใช้ในการวางแผนดำเนินงานหรือกำหนดนโยบายต่าง ๆ   เช่น      การวิจัยเรื่องการศึกษาลักษณะนิสัยและเจตคติในการเรียนของนักเรียน ชั้น  ป.6   ของ   นางบุญส่ง     ทันตานนท์ ศึกษานิเทศก์ 7  หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา ซึ่งสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนได้

 

            ใช้ปรับปรุงและดัดแปลงงาน   ให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างมีระบบ  จากผลการวิจัยเรื่องการศึกษาและสำรวจความเห็นของครูและศึกษานิเทศก์      เกี่ยวกับการผลิตเอกสารเสริมความรู้สำหรับครูกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตของศูนย์พัฒนาหลักสูตร ศูนย์พัฒนาหลักสูตรจะได้ใช้ผลการวิจัยนี้   ดำเนินการปรับปรุงเอกสารเสริมความรู้    สำหรับครูที่สอนในกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตต่อไป

 

เรื่องที่ 2.2  การนำผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อความรู้ใหม่เพื่อเป็น

ข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการเรียนการสอน

           

            ผลการวิจัยในชั้นเรียน นอกจากจะใช้เป็นข้อมูลหรือแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน ในชั้นเรียนหรือโรงเรียนโดยตรงแล้ว  ยังเป็นข้อมูลความรู้ใหม่สำหรับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานหรือเพื่อการศึกษาค้นคว้า ต่อไป    ดังแนวทางการนำไปใช้ดังนี้

 

            1.  การนำไปใช้แก้ปัญหาหรือนำไปใช้ประโยชน์เชิงวิชาการที่เป็นความรู้ใหม่  นำไปอ้างอิงหรือนำไปสอนนักเรียนเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ

2.  การใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อไป   เพื่อให้ได้ข้อความรู้ที่ลึกซึ้งเป็นประโยชน์

 

เรื่องที่ 2.3  การนำผลการวิจัยไปใช้เป็นผลงานทางวิชาการ 

 

การวิจัยในชั้นเรียน นอกจากจะมีประโยชน์ในด้านการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการจัดการเรียนการสอนด้านต่าง ๆ และเป็นการสร้างข้อมูลสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอน และการบริหารจัดการแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพครู โดยครูผู้สอนสามารถนำผลการวิจัยในชั้นเรียน   ไปใช้เป็นผลงานทางวิชาการ       เพื่อขอเลื่อนระดับหรือปรับตำแหน่งได้สูงขึ้นตามหลักเกณฑ์ของ ก.ค. ได้

 

2.31.        การเสนอผลงานทางวิชาการประเภทงานวิจัย

การกำหนดตำแหน่งหรือการปรับและเลื่อนตำแหน่งอาจารย์ 2 เป็นอาจารย์ 3 นั้น ก.ค. ได้

กำหนดหลักเกณฑ์ไว้หลายประการ ประการหนึ่งที่สำคัญคือ บุคคลที่ขอกำหนดตำแหน่งจะต้องมีผลงานทางวิชาการตามเกณฑ์ที่ ก.ค. กำหนด การวิจัยในชั้นเรียน   ถือเป็นผลงานวิชาการประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนในหน้าที่หรือใช้ในการศึกษาได้   โดยในแบบเสนอขอกำหนดตำแหน่งฯ นั้น ผู้ขอเสนอกำหนดตำแหน่งต้องรายงานชื่อผลงานการวิจัยที่ดำเนินการ และรายละเอียดจำนวนหน้า ปีที่ผลิต พร้อมทั้งชี้แจงรายละเอียดในเรื่องต่อไปนี้

-  วัตถุประสงค์ในการทำการวิจัย

-  การดำเนินการวิจัย

-  แหล่งอ้างอิงที่สำคัญ

-  ลักษณะการวิจัย (ดำเนินการเองหรือมีผู้ร่วมวิจัยในกรณีร่วมวิจัยกับบุคคลอื่น ให้ชี้แจง

ด้วยว่า ผู้ขอได้ดำเนินการวิจัยในส่วนใดบ้าง)

-  ผลการวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์แล้วอย่างไร

-  ผลการวิจัยนั้นมีประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการและประโยชน์ต่อการศึกษาหรือ

นักเรียนแค่ไหนเพียงใด

-  มีการเผยแพร่แก่บุคคลหรือหน่วยงานใด อย่างไร

 

2.3.2  ลักษณะของงานวิจัยที่เสนอเป็นผลงานวิชาการ

            ผลการวิจัยในชั้นเรียนที่เสนอเป็นผลงานวิชาการของข้าราชการครูนั้นควรมีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

1. ผลงานสอดคล้องกับงานในหน้าที่ กล่าวคือ การวิจัยที่ดำเนินการนั้นควรเป็นการวิจัยที่มุ่งแก้ปัญหาหรือพัฒนางานในหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบ

2.  ผลงานมีคุณภาพตามเกณฑ์ ก.ค. กล่าวคือ รายงานการวิจัยที่จะนำเสนอเป็นผลงานทางวิชาการนั้น จะต้องมีคุณภาพตามเกณฑ์ ก.ค. ดังนี้

2.1  ด้านความถูกต้อง   จะต้องถูกต้องตามรูปแบบโครงสร้างของรายงานการวิจัย   เนื้อหาสาระมีความถูกต้อง   และเหมาะสมในการจัดแต่ละบท      แต่ละตอนมีการใช้และพัฒนาเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลถูกต้องตามหลักวิชา เลือกใช้สถิติเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลได้ถูกต้อง   เหมาะสมกับระดับการวัด    และประเภทของข้อมูล การใช้ภาษา และการค้นคว้าอ้างอิงมีความถูกต้อง เชื่อถือได้และผลงานมีความประณีต ทั้งด้านการพิมพ์ ตัวสะกดการันต์

2.2  ด้านความสมบูรณ์ครบถ้วน  ในรายงานการวิจัยควรจะปรากฏสาระสำคัญครบถ้วนตามรูปแบบ หรือโครงสร้างของรายงานการวิจัย

2.3  ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในรายงานการวิจัยนั้น   ควรได้เสนอแนวคิดวิธีการใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานในหน้าที่ครู     รวมทั้งการนำเสนอผลการวิจัยที่น่าสนใจและอ่านเข้าใจได้ง่าย

3.  ผลงานที่เป็นประโยชน์ตามเกณฑ์ของ ก.ค. กล่าวคือ รายงานการวิจัยที่จะนำเสนอเป็นผลงานทางวิชาการนั้น จะต้องเป็นผลงานที่มีกระบวนการหรือขั้นตอนการวิจัยที่ถูกต้องสมบูรณ์ ผลการวิจัยก่อให้เกิดผลดีต่อนักเรียน  กลุ่มเป้าหมายอย่างชัดแจ้งและได้มีการเผยแพร่รายงายการวิจัยให้กับผู้เกี่ยวข้องที่เชื่อได้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการในวงกว้าง

 

4.  การเขียนรายงานการวิจัย  ควรจะยึดหลักการ หรือรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับเป็นรูปแบบที่เป็นสากลพอสมควร     ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการสื่อความหมาย    และสะดวกต่อการอ่านในการจัดพิมพ์หรือทำรูปเล่มควรคำนึงถึงหลักการจูงใจห่าอ่านและน่าสนใจด้วย ประเด็นที่เขียนรายงานการวิจัยนั้นจะต้องให้ผู้อ่านทราบว่า  ผู้วิจัยได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร   ได้ผลเป็นอย่างไร และมีข้อเสนอแนะอย่างไร

ข้อสังเกตของ ก.ค.  เกี่ยวกับผลงานทางวิชาการที่เป็นการวิจัยที่มักจะไม่ผ่านการประเมิน

  1. ใช้สถิติไม่ถูกต้อง
  2. วิธีการวิจัยและแปลผลไม่น่าเชื่อถือ
  3. ผลการวิจัยไม่ตรงจุดหมาย
  4. เสนอผลการวิจัยไม่ชัดเจน
  5. สรุปผลโดยง่าย ไม่พิจารณาหรือวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ
  6. การอภิปรายผลยังไม่สนับสนุนประเด็นสำคัญ
  7. ข้อเสนอแนะมีลักษณะไม่เฉพาะเจาะจงและไม่เป็นผลสืบเนื่องจากการวิจัย
  8. การเขียนรายงานการวิจัยไม่ถูกต้อง วิธีการเขียนยังไม่ดี
  9. การเขียนรายงานการวิจัยขาดความเชื่อมโยง ไม่เป็นเหตุผลต่อเนื่องกันตามลำดับขั้นตั้งแต่ต้นจนบทสุดท้าย
  10. ไม่มีการอ้างอิงข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิจัย    ต้องมีการอ้างอิงที่มา    ต้องมีเชิงอรรถ   มีบรรณานุกรม
  11. มีการอ้างอิงแต่อ้างไม่ตรง เช่น คัดลอกมาจากผู้อื่น อ้างอิงผิดพลาดด้วยการเข้าใจผิด
  12. ไม่มีสรุปผลการวิจัย
  13. การอภิปรายผลการวิเคราะห์ข้อมูลสั้นมาก เสนอรวมกันโดยไม่แยกเป็นเรื่อง
  14. อภิปรายนอกเหนือไปจากข้อมูล
  15. ข้อเสนอแนะกว้างเกินไป ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

 

   กิจกรรมที่  2          การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้มีแนวทางที่สำคัญอย่างไร

 

 

เรื่องที่  3         เทคนิคการอ่านรายงานการวิจัย

 

 

เรื่องที่ 3.1  ส่วนประกอบของรายงานการวิจัย

 

ส่วนประกอบที่สำคัญของรายงานการวิจัยที่ควรทราบ

-  ส่วนนำ

-  ส่วนเนื้อหา

-  ส่วนอ้างอิง

 

ส่วนนำ     ประกอบด้วย

 

            -  ปกใน

-  บทคัดย่อ

-  กิตติกรรมประกาศ

-  สารบัญ

 

ส่วนเนื้อหา       ประกอบด้วย

 

            บทที่  1            บทนำ

บทที่  2            แนวคิด ทฤษฎี  และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

บทที่  3            วิธีดำเนินการวิจัย

บทที่  4            ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

บทที่  5            สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

 

ส่วนอ้างอิง       ประกอบด้วย

 

                -  บรรณานุกรม

-  ภาคผนวก

เรื่องที่ 3.2  สารสนเทศหรือประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัย

 

  บทคัดย่อ       สารสนเทศหรือประโยชน์ที่ได้จากงานวิจัยแต่ละเรื่อง แต่ละส่วนจะช่วยให้

ผู้อ่านงานวิจัยได้ทราบสิ่งต่อไปนี้

 

                -  แนวทางการดำเนินการวิจัย

-  จุดประสงค์ของการวิจัย

-  ประชากร กลุ่มตัวอย่าง/เวลาที่ทำ

-  ผลการวิจัยโดยสรุป

 

บทที่  1       บทนำ

 

                -  ความเป็นมา

-  สภาพปัญหา

-  หลักการเหตุผล

-  วัตถุประสงค์

-  ขอบเขตของการวิจัย

-  ประโยชน์ของการวิจัย

-  นิยามศัพท์เฉพาะ

 

บทที่  2       แนวคิด  ทฤษฎี  และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

            -  แนวคิด

-  หลักการ

-  ทฤษฎี

-  งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

-  ความรู้/แนวทางในการศึกษาค้นคว้า

-  นิยามตัวแปร (มาจากทฤษฎีใด)

-  ขอบเขตของการวัดตัวแปร

 

บทที่  3      วิธีดำเนินการวิจัย

 

            -  การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Design)

-  การออกแบบการวัด  (Measurement Design)

-  การออกแบบวิเคราะห์ข้อมูล  (Statistical Design)

บทที่  4       ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

                -  แนวทางในการนำเสนอข้อมูล

-  แนวทางการใช้สถิติ

-  แนวทางการแปลความหมายข้อมูล

-  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด

บทที่  5       สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

 

                -  ภาพรวมแนวทางการดำเนินการวิจัยโดยย่อและสรุปผลการวิจัย

-  ข้อเสนอแนะในการวิจัย

-  ข้อเสนอในการนำผลการวิจัยไปใช้

บรรณานุกรม       แหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม ในกรณีที่เราสนใจเรื่องนั้นเป็นพิเศษหรือต้องการศึกษา

แบบเจาะลึก

   ภาคผนวก       ตัวอย่างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ถ้าเราสนใจ

ดำเนินการวิจัยในลักษณะเดียวกันหรือศึกษาตัวแปรเดียวกัน

   กิจกรรมที่  3          ท่านต้องศึกษางานวิจัยในส่วนใดบ้างหากท่านต้องการทราบ            

                                     สรุปผลวิจัยโดยย่อและผลการวิจัยโดยรวม

เรื่องที่  4         กรณีตัวอย่างการนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้

 

 

กรณี 1  ใช้แก้ปัญหา พัฒนาผลสัมฤทธิ์และเจตคติ

 

 

จากผลการเปรียบเทียบเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ทำโครงงานวิทยาศาสตร์กับไม่ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ของ วิชัย  พุ่มเข็ม โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย พบว่า   นักเรียนที่ทำโครงงานวิทยาศาสตร์       มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีดีกว่า

นักเรียนที่ไม่ทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนจึงควรส่งเสริมให้นักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลงานวิจัยของ   สกุล   กังวาลไกล    โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ   เรื่อง    การใช้นวัตกรรมการ์ตูน วิชาคณิตศาสตร์  เรื่อง  ระบบจำนวนเต็มในคาบกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ โดยวิธีการศึกษาด้วยตนเองกับเพื่อนช่วยสอน    สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2   โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ พบว่า นักเรียนที่ผ่านกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการ์ตูน ประกอบแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้    โดยวิธีการศึกษาด้วยตนเอง      และวิธีเพื่อนช่วยสอนกับนักเรียนที่ผ่านการเรียนตามแผนการสอนปกติ      โดยไม่ใช้นวัตกรรมการ์ตูน     ในคาบกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

            นอกจากนี้ยังพบว่า  นักเรียนที่ผ่านกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้    โดยใช้นวัตกรรมการ์ตูนประกอบแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้    โดยวิธีการศึกษาด้วยตนเอง  มีผลสัมฤทธิ์ทาง

การเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่ผ่านกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการ์ตูนประกอบแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้  โดยวิธีเพื่อนช่วยสอน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ควรใช้นวัตกรรมการ์ตูนประกอบแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน โดยอาจใช้วิธีการศึกษาด้วยตนเอง และวิธีเพื่อนช่วยสอน ก็ได้

 

 

กรณี 2 ใช้แก้ปัญหาการขาดแคลนสื่อ นวัตกรรม

 

จากรายงานการพัฒนาหุ้นล่อเป้าของโรงเรียนวัดน้อยใน  ทำให้ได้สื่อประกอบการเรียนการสอน คือ หุ่นล่อเป้า สำหรับการฝึกมวยสากลสมัครเล่น

นอกจากนั้น นวัตกรรมการเรียนการสอนเครื่องยิงลูกปิงปองอัตโนมัติ “ปิงปองพลานามัยแบบไฮเทค”  ของ  สมาน  ถวิลกิจ  โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ทำให้ได้นวัตกรรมที่สะดวกต่อการนำเอาไปใช้ และทำให้การเรียนการสอนเกิดความคล่องตัว

ดังนั้น จึงควรพัฒนาสื่อนวัตกรรมเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนอย่างหลากหลายและคุ้มค่าเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนสื่อ นวัตกรรมการเรียนการสอนโดยความร่วมมือของผู้บริหาร ครู-อาจารย์ นักเรียนและชุมชน

 

 

กรณี 3 ใช้แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรผู้สอน

 

จากผลงานของ  สมยศ  เทพนิมิตร  โรงเรียนสงขลาวิทยาคม  เรื่อง วีดิทัศน์เพื่อการศึกษาประกอบการสอนวิชาพลานามัย 3 (พ 203)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ภาคเรียนที่ 1  ทำให้ได้วีดีทัศน์เพื่อการศึกษาประกอบการเรียนการสอน เมื่อครูผู้สอนไม่สามารถสอนด้วยตนเองได้ อีกทั้งยังใช้เป็นสื่อการสอนสำหรับผู้สอนที่ไม่ถนัดการสอนในรายวิชาดังกล่าว

ดังนั้น จึงควรเผยแพร่ไปยังหน่วยงานและโรงเรียนต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรผู้สอน โดยทั่วถึงให้สามารถนำผลงานนี้มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้

 

 

 

 

 

กรณี 4   ใช้ปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน

 

จากผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างการจัดศูนย์การเรียน        และการเรียนแบบธรรมดา ประจำห้องเรียนของโรงเรียนหนองเต่าวิทยา พบว่า    การจัดการเรียนการสอนแบบศูนย์การเรียนทำให้นักเรียนมีโอกาสศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง มีความรับผิดชอบและรู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม ครูผู้สอนจะเป็นผู้แนะนำ และอำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน ซึ่งแตกต่างจากการจัดการเรียนแบบธรรมดาประจำห้องเรียน

ดังนั้น จึงควรจัดการเรียนการสอนในลักษณะศูนย์การเรียน เนื่องจากเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ (Student Centered Teaching and Learning)

 

 

กรณี 5  ใช้ปรับปรุงพัฒนาและขยายผลการดำเนินงาน

 

การใช้ผลการวิจัยเชิงประเมิน การรายงานการประเมินโครงการหรือการรายงานผลการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงพัฒนาโครงการให้ดีขึ้น หรือปรับขยายโครงการ อาทิเช่น

รายงานการประเมินโครงการสร้างผู้ให้คำปรึกษาใกล้ตัว        สำหรับนักเรียนโรงเรียน      รัตนราษฎร์บำรุง อำเภอบ้านโป่ง  จังหวัดราชบุรี  ของ  ชิติรัตน์  วัชรจรัสกุล พบว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ช่วยสร้างให้นักเรียนสามารถให้คำปรึกษาแก่เพื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรดำเนินโครงการต่อไปและปรับขยายสู่นักเรียนในระดับอื่น หรือสามารถจัดดำเนินโครงการในลักษณะเดียวกันในโรงเรียนอื่น

นอกจากนั้น รายงานการประเมินโครงการพัฒนาห้องสมุดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของโรงเรียนดัดดรุณี จังหวัดฉะเชิงเทรา ของ วิภา รังสินธุ์ พบว่า โครงการนี้ช่วยให้ได้ห้องสมุดที่เป็นศูนย์กลางการเรียน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในโรงเรียนและชุมชน

ดังนั้น จึงควรดำเนินโครงการ และขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่นต่อไป

 

กรณี 6  ใช้ในการวางแผนดำเนินงานหรือกำหนด

                         นโยบายต่าง ๆ

 

จากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ของนักเรียนที่รับเข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษ   และนักเรียนที่สอบเข้าเรียน พบว่า ผลการเรียนของนักเรียนทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน จากผลการ

วิจัยนี้ ทำให้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการรับนักเรียนโดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการสอบคัดเลือก

เข้าเรียนต่อเพียงอย่างเดียว

 

 

“รายงานการวิจัยเรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ปีการศึกษา 2537 ในโรงเรียนมัธยมศึกษา ใน

กรุงเทพมหานคร ของกองแผนงาน กรมสามัญศึกษา พบว่า นักเรียนที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวด โดยเฉพาะความสามารถทางด้านวิชาการ จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ไม่ผ่านกระบวนการดังกล่าว

จากกรณีตัวอย่างข้างต้น  ให้ท่านเสนอแนวทางการนำผลการวิจัยไปใช้

กิจกรรมที่  4

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

 

คำชี้แจง               โปรดกาเครื่องหมาย   ü     หน้าข้อความที่ถูก

                            และกาเครื่องหมาย       û    หน้าข้อความที่ผิด

 

 

 

 

1.  การนำผลการวิจัยไปใช้เป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการวิจัย

2.  การวิจัยในชั้นเรียนจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงหรือพัฒนางานการเรียนการสอน

ในชั้นเรียนเท่านั้น

3.  ครูสามารถนำผลการวิจัยในชั้นเรียนมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอนได้

4. ผลการวิจัยในชั้นเรียน ไม่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร

5. ผลการวิจัยในชั้นเรียน สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารเพื่อการวางแผน

ดำเนินการหรือวางนโยบายด้านต่าง ๆ ได้

6. รายงานการวิจัยในชั้นเรียนไม่ใช่ผลงานทางวิชาการ

7. ผลการวิจัยในชั้นเรียน สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลความรู้ใหม่สำหรับการศึกษาวิจัย

ต่อไปได้

            8.  ส่วนประกอบที่สำคัญของรายงานการวิจัย ได้แก่ สำเนา ส่วนเนื้อหาและส่วนอ้างอิง

9.  “บทนำ” จะปรากฏอยู่ในส่วนนำของรายงานการวิจัย

  1. เป้าหมายสำคัญในการจัดทำผลงานทางวิชาการคือ ต้องการให้ครูได้พัฒนางานในหน้าที่ของตน

 

 

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเอง

ก่อนเรียนและหลังเรียน

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนเรียน

Ö   1.

´   2.

´   3.

Ö   4.

´   5.

´   6.

Ö  7.

´   8.

Ö   9.

´   10.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองหลังเรียน

´   1.

´   2.

Ö   3.

´  4.

Ö   5.

´   6.

Ö  7.

Ö   8.

´   9.

Ö   10.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวคำตอบกิจกรรม

 

 

 กิจกรรมที่  1

 

การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้การวิจัยในชั้นเรียนมีความสมบูรณ์และใช้ประโยชน์คุ้มค่า   เพราะครูสามารถใช้ข้อมูลที่ค้นพบจากการวิจัยนวัตกรรม วิธีการ เทคนิคการสอนหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ผ่านกระบวนการตรวจสบที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ไปใช้ปรับปรุงแก้ปัญหาหรือพัฒนาการจัดการเรียนการสอน      ส่งผลให้การเรียนการสอนบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรนั้นยิ่งขึ้น   อีกทั้งผลการวิจัยดังกล่าว      ยังสามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและใช้เป็นผลงานทางวิชาการได้อีกด้วย

 

 

 กิจกรรมที่  2

 

        การนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้มีแนวทางที่สำคัญ 3 แนวทางคือ

1)           การนำผลการวิจัยไปใช้ปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอน

2)           การนำผลการวิจัยไปใช้เป็นข้อมูลความรู้ใหม่เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนา    การเรียนการสอน

3)           การนำผลการวิจัยไปใช้เป็นผลงานทางวิชาการ

 

 

 กิจกรรมที่  3

 

        ผลการวิจัยโดยย่อ จะปรากฏในส่วนนำที่เป็นบทคัดย่อ ส่วนผลการวิจัยโดยรวมจะปรากฏในบทที่ 5 ของส่วนเนื้อหา

 

 กิจกรรมที่  4

 

สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนดำเนินงานคัดเลือกนักเรียนและจัดการเรียนการสอนเสริมสำหรับนักเรียนที่ไม่ผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

 

คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน.  การวิจัยในชั้นเรียนหน่วยที่ 11. 

กรุงเทพมหานคร  :  ห.ส.น.สามเจริญพานิช  (แผนการพิมพ์), ม.ป.ป.

พิชิต  ฤทธิ์จรูญ .  เอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน.  กรุงเทพมหานคร  : 

ม.ป.ท, ม.ป.ป.  อัดสำเนา.

สามัญศึกษา, กรม.  เลื่อนระดับ-ปรับตำแหน่ง  ข้อคิดบางประการ.  กรุงเทพมหานคร  :  โรงพิมพ์

คุรุสภาลาดพร้าว,  2531.

สามัญศึกษา, กรม.  สำนักงานคณะกรรมการคุรุสภากรุงเทพมหานครและสำนักงานสามัญศึกษา

                       กรุงเทพมหานคร.  คู่มือ เลื่อนระดับ ปรับตำแหน่งข้าราชการ  เล่ม 2   (ความ

ชำนาญและผลงานทางวิชาการประเภทต่าง ๆ).  กรุงเทพมหานคร  :  โรงพิมพ์

วชิรินทร์สาส์น, 2537.

สามัญศึกษา, กรม.  แนวทางการปฏิบัติงานเพื่อเขียนความชำนาญการสำหรับการขอกำหนด

ตำแหน่งเป็นอาจารย์ 3 (ระดับ 6-8)  พิมพ์ครั้งที่ 1.  กรุงเทพมหานคร  :  บริษัท

สามัญศึกษา, กรม.  หน่วยศึกษานิเทศก์.    บทสรุปผลงานทางวิชาการของศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร

โรงเรียนและอาจารย์ 3.   กรุงเทพมหานคร  :  ม.ป.ท., 2538.  อัดสำเนา.

 

q  qq  q

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

 

 

 

การวิจัยในชั้นเรียน9

 

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง

 

เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน

 

 

หน่วยที่ 8

 

 

 

 

 

การวางแผนการวิจัยในชั้นเรียน

 

 

 

หน่วยศึกษานิเทศก์              กรมสามัญศึกษา

 

 

คำนำ

 

            เอกสาร  ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน ชุดนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือ

ร่วมใจกัน ของบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน  เพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน    โดยจะเสริมสร้างให้ครูมีความสามารถในการทำวิจัย    เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเสริมสมรรถนะทางวิชาการให้แก่ศึกษานิเทศก์  เพื่อให้สามารถนิเทศ  ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยในชั้นเรียนให้แก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมสามัญศึกษา   ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ และคณะทำงานทุกท่าน   ที่มีส่วนร่วม คิดและร่วมจัดทำชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง   การวิจัยในชั้นเรียน  นี้    และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดฝึกอบรมด้วยตนเองนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศึกษานิเทศก์  และครูให้สามารถพัฒนา

การเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพได้อย่างเป็นมรรคผล

 

 

(คุณหญิงสมจินตนา    ภักดิ์ศรีวงศ์)

                                                                                                อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

                        การจัดการเรียนรู้    ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พุทธศักราช   2542

ได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด  ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนและพัฒนาตนเอง

ได้กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย   เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนั้นผู้สอนจึงมีบทบาทในการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยคามสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยศึกษาสภาพปัญหาวิธีการและผลจากการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน    เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้

ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องด้วยการวิจัย    และสามารถนำกระบวนการวิจัยไปประยุกต์ในการพัฒนาตน พัฒนางานให้ส่งเผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในที่สุด

กรมสามัญศึกษา ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ ที่ได้ปรับปรุงพัฒนา ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน และจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2  เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้สอนให้สามารถใช้การวิจัยเป็นแนวทาง  ในการจักการเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียนให้         เรียนได้เต็มศักยภาพ   อันจะส่งผลต่อเยาวชนที่มีคุณภาพตลอดไป

 

 

(นางกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา)

                                                                                            อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

หน้า

 

คำนำ

แนวทางการศึกษา

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

ขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ  และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

เรื่องที่ 1           ความสำคัญของการวางแผนการวิจัยและโครงการวิจัย

เรื่องที่ 1.1   ความสำคัญของการวางแผนการวิจัย

เรื่องที่  1.2  ความสำคัญและลักษณะของโครงการวิจัย

เรื่องที่ 2           การเขียนแผนโครงการวิจัย

เรื่องที่ 2.1  องค์ประกอบของโครงการวิจัย

เรื่องที่ 2.2  แนวทางการเขียนโครงการวิจัย

กิจกรรมที่  1

กิจกรรมที่  2

กิจกรรมที่  3

กิจกรรมที่  4

กิจกรรมที่  5

กิจกรรมที่  6

กิจกรรมที่  7

กิจกรรมที่  8

กิจกรรมที่  9

กิจกรรมที่  10

กิจกรรมที่  11

กิจกรรมที่  12

 

หน้า

 

เรื่องที่ 3           ลักษณะของโครงการวิจัยที่ดี

กิจกรรมที่  13

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนเรียนและหลังเรียน

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

ตัวอย่างเค้าโครงการวิจัย

ปฏิทินปฏิบัติงานวิจัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวทางการศึกษา

 

 

 

 

การศึกษาเนื้อหาสาระของหน่วยนี้ ให้ท่านปฏิบัติ ดังนี้

 

  1. 1.            ศึกษาขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ และจุดประสงค์การเรียนรู้
  2. 2.            ทำแบบประเมินตนเองก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน
  3. 3.            ศึกษาเนื้อหาสาระโดยละเอียดทีละเรื่อง  และทำกิจกรรมท้ายเรื่อง
  4. 4.            ทำแบบประเมินตนเองหลังเรียน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าหลังเรียน ถ้าได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 80  ให้กลับไปทบทวนความรู้เพิ่มเติม   จนกว่าจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

 

คำชี้แจง               จงพิจารณาข้อความที่กำหนดให้ทางขวามือว่าข้อใด

                               มีความสัมพันธ์กับข้อความทางซ้ายมือ แล้วนำตัวอักษร

                            ไปใส่หน้าข้อความที่มีความสัมพันธ์กันนั้น

 

 

 

1.  ชื่อโครงการวิจัย                                                            A.  การนิยามตัวแปร

2.  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา                       B.  คำตอบที่คาดหวัง

3.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย                                 C.  เครื่องมือกำกับการเดินการวิจัย

4.  สมมุติฐานการวิจัย                                            D. การออกแบบการวิจัย

5.  ขอบเขตของการวิจัย                                         E.  ข้อความที่แสดงถึงคุณค่าของงานวิจัย

6.  คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย                            F.  กรอบความคิดในการดำเนินการวิจัย

7.  ประโยชน์ของการวิจัย                                      G. ประชากร  ตัวแปร  ระยะเวลา

8.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย                           H. เงื่อนไขที่มีความสมเหตุสมผล

9.  วิธีดำเนินการวิจัย                                              I.  ข้อความที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของ

10.  ปฏิทินปฏิบัติงานวิจัย                                           ตัวแปรที่จะศึกษา

J.  บอกขั้นตอนและค่าใช้จ่าย

K.  ทรัพยากรและการจัดการ

L. ข้อความที่ช่วยในการตัดสินว่าเป็น

งานวิจัยที่สมควรทำหรือไม่

M. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

N. ข้อความที่เขียนในลักษณะสังเคราะห์

O. เป็นประโยคบอกเล่าและสอดคล้องกับ

ปัญหาการวิจัย

 

ขอบข่ายของเนื้อหา สาระสำคัญ

และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

 

  • ขอบข่ายของเนื้อหา

 

เรื่องที่ 1           ความสำคัญของการวางแผนการวิจัยและโครงการวิจัย

เรื่องที่ 1.1  ความสำคัญของการวางแผนการวิจัย

เรื่องที่ 1.2  ความสำคัญและลักษณะของโครงการวิจัย

เรื่องที่ 2           การเขียนโครงการวิจัย

เรื่องที่ 2.1  องค์ประกอบของโครงการวิจัย

เรื่องที่ 2.2  แนวทางการเขียนโครงการวิจัย

เรื่องที่ 3          ลักษณะของโครงการวิจัยที่ดี

 

 

  • สาระสำคัญ

 

  1. การวางแผนการวิจัยเป็นกระบวนการที่ผู้วิจัยทำการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการ

วิจัยดำเนินการ ซึ่งกระบวนการวิจัยประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ที่เป็นกิจกรรมต่อเนื่องสัมพันธ์กัน

  1. โครงการวิจัยเป็นแผนปฏิบัติการในการดำเนินงานวิจัย   ที่ทำให้ผู้วิจัยเห็นแนวทางใน

การดำเนินงานวิจัย   อีกทั้งทำให้ผู้อนุมัติโครงการมีความชัดเจนในเนื้อหาโครงการเพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ

3.  การเขียนโครงการวิจัยมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล ใช้เป็นบรรทัดฐานในการเขียน หน่วยงานวิจัยหรือแหล่งเงินทุนสนับสนุนวิจัยอาจจะมีรูปแบบการเขียนโครงการวิจัยของตนเอง

 

 

 

 

 

  • จุดประสงค์การเรียนรู้

เมื่อศึกษาหน่วยที่ 8    จบแล้ว  ท่านสามารถ

  1. บอกความสำคัญของการวางแผนการวิจัยและโครงการวิจัยได้
  2.  เขียนโครงการวิจัยได้
  3. ประเมินเอกสารโครงการวิจัยที่เขียนได้
  4. วางแผนดำเนินการวิจัยได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องที่  1        ความสำคัญของการวางแผนการวิจัยและ

                      โครงการวิจัย

 

 

เรื่องที่ 1.1  ความสำคัญของการวางแผนการ

 

เป็นการออกแบบการวิจัย หรือการกำหนดรูปแบบขอบเขต  และแนวทางการวิจัย เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบของปัญหาวิจัยที่ตั้งไว้

 

    การวางแผน

    การวิจัย

 

 

 

 

เป็นแนวทางนำไปสู่การดำเนินการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ

    แผนการ

    วิจัยที่ดี

 

 

1.  เป็นสื่อกลางในการดำเนินการวิจัย ทำให้ผู้วิจัยและผู้ที่เกี่ยวข้อง

     ทราบแนวคิด และแนวทางดำเนินงานอย่างสอดคล้องและตรงกัน

2.  ทำให้การดำเนินการวิจัยเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุ

     วัตถุประสงค์

3.  ทำให้ผู้วิจัยเกิดความมั่นใจในการดำเนินการวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง

 

 

 

    ความสำคัญ

    ของการวางแผน

    การวิจัย

 

 

 

 

ในการวางแผนการวิจัยมีส่วนประกอบดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องที่ 1.2  ความสำคัญและลักษณะของโครงการวิจัย

1.2.1                ความสำคัญของโครงการวิจัย

โครงการวิจัย   (Research Proposal)   เป็นกรอบความคิดในการดำเนินการวิจัยที่

กำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นลักษณะของโครงการ หรือเป็นแผนปฏิบัติการในการดำเนินการวิจัยที่ทำให้ผู้วิจัย/ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบแนวคิดและแนวทางในการดำเนินการวิจัย

 

ความสำคัญของโครงการวิจัย มีดังนี้

  1. เป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) หรือกรอบความคิดในการดำเนินการวิจัย
  2. ช่วยให้ผู้ดำเนินการวิจัย/ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจตรงกัน ดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ
  3. ช่วยในการประมาณค่าใช้จ่าย แรงงานและระยะเวลา
  4. เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอนุมัติ หรือการให้ทุนสนับสนุนการวิจัย
  5. เป็นประโยชน์ต่อการกำกับ  ติดตาม  และประเมินผลการดำเนินงาน

 

1.2.2                ลักษณะของโครงการวิจัย

โครงการวิจัยเป็นโครงการที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากความหมายของโครงการ

โดยทั่วไป     เพราะโครงการวิจัยมีลักษณะคล้ายแผนปฏิบัติ ซึ่งต้องเขียนให้ชัดเจนว่าจะทำอะไร ทำไมต้องทำ   ทำอย่างไร    ทำที่ไหน    ทำกับใคร    ทำเมื่อไร         เพื่อให้โครงการวิจัยเป็นแผนดำเนินงานที่ละเอียดชัดเจนทุกขั้นตอน ในการเขียนโครงการวิจัยอาจมีข้อแตกต่างกันออกไปตามความต้องการของแต่ละหน่วยงาน    แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในกรอบของปัญหาวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการเขียนรายงาน

 

qqqq

 

 

 

 

 

 

เรื่องที่  2         การเขียนโครงการวิจัย

 

 

เรื่องที่ 2.1  องค์ประกอบของโครงการวิจัย

                    จุดมุ่งหมายของการเขียนโครงการวิจัย คือ ให้ผู้อ่านโครงการทราบว่าจะวิจัยอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร จะใช้ระเบียบวิธีการศึกษาอะไร จะใช้รูปแบบการวิจัยอย่างไร และงานวิจัยนั้นมีประโยชน์อย่างไร

ในการเสนอโครงการวิจัยโดยทั่วไปจะปรากฏรายการเนื้อหาสาระที่สำคัญ 3 ส่วน คือ (1)  ส่วนนำ  (2)  ส่วนเนื้อหา และ (3)  ส่วนอ้างอิง  ซึ่งองค์ประกอบแต่ละส่วนมีดังนี้

 

ส่วนนำ

ส่วนเนื้อหา

ส่วนอ้างอิง

  1. ชื่อเรื่อง
  2. ชื่อผู้วิจัยและคณะพร้อมวุฒิการศึกษา
  3. ชื่อหน่วยงานสถานที่ทำงาน
  4. ที่ปรึกษาโครงการ
  5. ปีที่ทำการวิจัย/ปีงบประมาณ
1.  ความเป็นมา และ

ความสำคัญของปัญหา

2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

3.  สมมุติฐานการวิจัย

4.  ขอบเขตของการวิจัย

5.  คำจำกัดความที่ใช้ในการ

วิจัย

6.  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

7.  วิธีดำเนินการวิจัย

 

  1. บรรณานุกรม
  2. ภาคผนวก
  3. ปฏิทินดำเนินงาน/เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล

 

 

 

 

 

 

สำหรับโครงการวิจัยในชั้นเรียนมีองค์ประกอบ

ในการเขียน 14  หัวข้อ ดังนี้

 

 

1.  ชื่อโครงการวิจัย

2.  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

3.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

4.  สมมุติฐานการวิจัย

5.  ขอบเขตของการวิจัย

6.  ข้อตกลงเบื้องต้น

7. คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

8.  ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย

9.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

10. วิธีดำเนินการวิจัย

11. ปฏิทินปฏิบัติงานวิจัย

12. งบประมาณ

13. ผู้รับผิดชอบโครงการวิจัย

14.  บรรณานุกรม

 

เรื่องที่ 2.2  แนวทางการเขียนโครงการวิจัย

        การเขียนโครงการวิจัย    เป็นการเขียนรายละเอียดแต่ละหัวข้อ          ในองค์ประกอบของโครงการวิจัย โดยเขียนเรียงตามลำดับหัวข้อ สำหรับการเขียนโครงการวิจัยต่อไปนี้ เป็นแนวทางการเขียนโครงการวิจัยภายใต้องค์ประกอบของโครงการวิจัย 14 หัวข้อ ดังนี้

 

!  1.  ชื่อโครงการวิจัย

            การกำหนดชื่อโครงการวิจัยจะต้องกำหนดข้อเรื่องให้กะทัดรัดให้เห็นลักษณะของตัวแปรที่จะศึกษาอย่างชัดเจน ซึ่งชื่อโครงการวิจัยเป็นการสื่อความหมายให้ทราบถึงเรื่องการทำวิจัยและระเบียบวิธีการวิจัย ควรใช้ข้อความที่ชี้นำให้ผู้อ่านทราบปัญหาการวิจัย และลักษณะที่เด่น เป็นพิเศษของงานวิจัย นอกจากนี้ชื่อโครงการวิจัยควรสะท้อนให้เห็นตัวแปรประชากรและขอบเขตของการวิจัย

การเขียนชื่อโครงการวิจัยไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นประโยคสมบูรณ์ อาจเขียนในรูปข้อความหรือวลีก็ได้ ไม่ควรตั้งชื่อโครงการวิจัยยาวหรือสั้นเกินไป

 

 

 

ตัวอย่างชื่อโครงการวิจัย

 

!  สภาพปัญหา :

ครูใช้วิธีสอนแบบยึดครูเป็นศูนย์กลางโดยวิธีบรรยาย และอธิบายเป็นส่วนใหญ่

ชื่อโครงการวิจัย :

การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้ชุดการสอน มินิคอร์สกับเรียนโดยการสอนตามคู่มือครูของ สสวท.

 

!  สภาพปัญหา :

ครูใช้วิธีสอนแบบที่เน้นความจำ  สอนโดยวิธีบรรยาย และเร่งรัดการสอนที่เน้นเนื้อหา

ชื่อโครงการวิจัย :

การศึกษาผลการเรียนที่เน้นกระบวนการโดยใช้บทเรียน โปรแกรมวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ปีการศึกษา 2534

 

!  สภาพปัญหา :

ครูผู้ปฏิบัติ มีปัญหาในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับ การปลูกฝังและพัฒนาคุณลักษณะด้านจิตพิสัย 3 ประการคือ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณลักษณะด้านจิตพิสัย การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและพัฒนา การวัดและประเมินผล และการนำผลไปใช้

ชื่อโครงการวิจัย :

การศึกษาผลการทดลองใช้สื่อเอกสาร  “แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและพัฒนาคุณลักษณะด้านจิตพิสัย”

 

 

 

!  สภาพปัญหา :

นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  อ่านคำที่ใช้อักษร ร  ล  ว  ควบกล้ำ ผิดมาก

ชื่อโครงการวิจัย :

การสร้างแบบฝึกการอ่านคำที่ใช้อักษร  ร   ล ว   ควบกล้ำ    สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่  1

 

        ให้กำหนดสภาพปัญหาที่เกิดจากการเรียนการสอน หรือการปฏิบัติงานนิเทศการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนแล้วเขียนชื่อโครงการวิจัยที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่กำหนด

 

!  2.  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาจะต้องเขียนให้เห็นความสำคัญของปัญหาหรือหัข้อที่จะทำการวิจัย โดยกล่าวเน้นให้เห็นประเด็นสำคัญ ๆ ที่จำเป็นมีส่วนเกี่ยวพันกับปัญหาที่ทำการวิจัยโดยตรง ในการเขียนหัวข้อนี้มีข้อควรคำนึง คือ

1)  เขียนให้ตรงประเด็น เหตุผลที่นำเสนอควรเป็นเหตุผลที่นำไปสู่จุดเป็นปัญหาที่จะทำวิจัย และช่วยชี้ให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่จะวิจัย

2)  ควรใช้ข้อมูลอ้างอิง เพื่อให้เหตุผลนั้นดูมีน้ำหนักสมควรที่จะทำการวิจัยอย่างยิ่ง เช่น “จากการศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาพฤติกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า พฤติกรรมการเรียนการสอนยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ครูยังต้องใช้วิธีสอนแบบยึดครูเป็นศูนย์กลาง โดยใช้วิธีบรรยายและอธิบายเป็นส่วนใหญ่”

3)  ควรเขียนให้เข้าใจง่าย โดยการนำเสนอประเด็นต่าง ๆ อย่างเป็นลำดับต่อเนื่อง

 

การเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา  อาจมีแนวทางในการเขียนดังนี้

            กล่าวถึงสภาพการเรียนการสอนที่พึงปรารถนา หรือที่ควรจะเป็นโดยอาจกล่าวถึงแผนการศึกษาชาติ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร นโยบายการจัดการศึกษาระดับกรม ตลอดจน

จุดประสงค์รายวิชาที่ตนรับผิดชอบ

        กล่าวถึงสภาพปัญหาการเรียนการสอนที่ประสบ หรือไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา โดยบรรยายถึงสภาพปัญหาจากการวิเคราะห์   ตามขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหา ถ้ามีข้อมูลที่เป็นตัวเลขประกอบ ให้นำมาระบุไว้ด้วย

            สรุปแนวทางที่จะแก้ปัญหาที่ประสบอยู่ หรือพัฒนาคุณภาพการศึกษา   โดยข้อความ

ที่เขียนในส่วนนี้จะต้องต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่างการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

 

       

วิชาวิทยาศาสตร์     เป็นวิชาหนึ่งที่หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น     พุทธศักราช    2521 กำหนดให้เป็นวิชาบังคับที่นักเรียนทุกคนจะต้องเรียนสัปดาห์ละ 4  คาบ    ตลอดหลักสูตร 3   ปี

การพัฒนาแบบเรียนและคู่มือครูวิชาวิทยาศาสตร์ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ คือสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   (สสวท.)     ซึ่งได้จัดทำแบบเรียนและคู่มือครูวิชาวิทยาศาสตร์ใช้ขึ้นในโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ      แบบเรียนและคู่มือครูวิชาวิทยาศาสตร์เหล่านี้ พัฒนาขึ้นโดยยึดแนวการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry) ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนประกอบด้วยขั้นตอนใหญ่ ๆ 3 ขั้นตอน คือ การอภิปรายปัญหาก่อนการทดลอง การทำการทดลอง และการอภิปราย สรุปผลหลังการทดลอง แนวการสอนดังกล่าวเป็นการมุ่งพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการแสวงหาความรู้จากสิ่งแวดล้อม   ตลอดถึงความเป็นผู้มีเหตุผลคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ตามหลักการของหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์    จึงเป็นวิชาพื้นฐาน   ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนให้มีคุณลักษณะที่เหมาะสมตามความต้องการของประเทศ

สภาพการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาในปัจจุบัน ประสบปัญหาทั้งในด้านคุณภาพการศึกษา   และปัญหาด้านพฤติกรรมการสอนของครู     ปัญหาดังกล่าวอาจเป็นผลกระทบมาจากากรขาดแคลนอาคารสถานที่  บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ อันเนื่องมาจากการขยายโรงเรียนอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใหม่ดังกล่าวมาแล้ว จากการศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาพฤติกรรมการเรียนการสอนในชึ้นเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ของหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 ของกองวิจัยการศึกษา กรมวิชาการ โดยการสังเกตการเรียนการสอนจากกลุ่มตัวอย่าง 15  จังหวัด  พบว่า  พฤติกรรมการเรียนการสอนยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ครูยังต้องใช้วิธีสอนแบบยึดครูเป็นศูนย์กลางโดยใช้วิธีบรรยายหรืออธิบายเป็นส่วนใหญ่  (กรมวิชาการ 2523 : 21)  จากผลการศึกษาดังกล่าวเป็นเครื่องชี้บ่งสภาพปัญหาของการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน   จึงกล่าวได้ว่าการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์       ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น

 

 

        ในปัจจุบันได้มีนักการศึกษา ตลอดจนนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้นำเอาแนวคิดด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา    มาใช้ในการเรียนการสอน     เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น เช่น การใช้บทเรียนโปรแกรม บทเรียนโมดูล ฯลฯ    แต่สื่อการสอนดังกล่าวมุ่งเน้นการเรียนรู้เป็นรายบุคคล  ผู้เรียนมักขาดโอกาสในการระดมความคิดและการอภิปรายร่วมกัน    ในการแก้ปัญหาอันเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการ    สืบเสาะหาความรู้

(Inquiry)     สื่อการสอนดังกล่าว   จึงไม่มีความเหมาะสมต่การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์

ดังนั้นนวัตกรรมที่มีความเหมาะสมสำหรับการนำมาใช้แก้ปัญหา จึงควรมีลักษณะเปิดโอกาสสำหรับการอภิปรายกลุ่ม  และเน้นปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่ม      มากกว่าการศึกษาเป็นรายบุคคล

สามารถใช้สื่อการสอนได้หลายรูปแบบ และมีความสมบูรณ์ในตัวเองสะดวกต่อการนำมาใช้ในการสอน ซึ่งลักษณะดังกล่าว สอดคล้องกับหลักการของชุดการสอนมินิคอร์สที่เร็ก เมเยอร์แห่งศูนย์พัฒนการสอนมหาวิทยาบัยแม็คควอรี่ ประเทศออสเตรเลีย เป็นผู้พัฒนรขึ้น

สำหรับประเทศไทยมีผู้นำหลักการของชุดมินิคอร์สสมาพัฒนาใช้ในการเรียนการสอนและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนการสอนได้ อุทัย  หนูแดง (อุทัย แก้วรักษา 2527:53-81)  ได้ทดลองใช้ชุดการสอนมินิคอร์สแล้วศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์สูงและนักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วยชุดการสอนมินิคอร์ส

ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำหลักการของชุดการสอนมินิคอร์ษมาพัฒนาให้เหมาะสมกับลักษณะเสนือหาวิทยาศาสตร์   และคาดหวังว่าจะเป็นแนวทางหนึ่ง     ที่สามารถนำมาแก้ปัญหาการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ได้

 

กิจกรรมที่  2

 

เมื่อได้ศึกษาแนวคิดในการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา แล้วให้เขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา โดยให้สอดคล้องกับชื่อโครงการวิจัยที่ได้เขียนขึ้นในกิจกรรมที่ 1

 

 

!  3.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย จะต้องระบุให้ชัดเจนว่าต้องการศึกษาในเรื่องอะไรเขียนให้สอดคล้องกับปัญหาการวิจัย ใช้ภาษาที่กะทัดรัด สั้น ได้ในความชัดเจน และนิยมเขียนเป็นประโยคบอกเล่า

ในกรณีที่มีวัตถุประสงค์หลายข้อให้เขียนเป็นข้อ ๆ เรียงลำดับจากวัตถุประสงค์หลักไปหาวัตถุประสงค์ย่อย

 

                     ตัวอย่างการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย

 

 

!  โครงการวิจัย :

การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่เรียนโดยชุดการสอนมินิคอร์สกับเรียนโดยการสอนตามคู่มือครูของ สสวท.

วัตถุประสงค์ของการวิจัย :

1.  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอนมินิคอร์สกับการสอนตามคู่มือครูของ สสวท.

2.  เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยชุดการสอนมินิคอร์สกับการสอนตามคู่มือครูของ สสวท.

!  โครงการวิจัย :

การศึกษาผลการทดลองใช้สื่อการสอน “แนวทางจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและพัฒนาคุณลักษณะด้านจิตพิสัย”

วัตถุประสงค์ :

1.  เพื่อพัฒนาสื่อเอกสาร”แนวทางการจัดกิจกรรมของการวิจัย การเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและพัฒนาคุณลักษณะด้านจิตพิสัย

2.  เพื่อศึกษาผลการใช้สื่อเอกสาร “แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและพัฒนาคุณลักษณะด้านจิตพิสัย”    กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น    และมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

กิจกรรมที่  3

 

ให้เขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย  โดยให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่ได้กำหนดไว้ในกิจกรรมที่ 1

 

!  4.  สมมุติฐานการวิจัย

สมมุติฐานการวิจัย เป็นคำตอบที่คาดหวังไว้ก่อนที่จะทำการวิจัย  การตั้งสมมุติฐานการวิจัยต้องตั้งบนรากฐานแนวคิดทฤษฏี   หรือผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น   กล่าวคือผู้วิจัยจะต้องศึกษาแนวคิดทฤษฎีหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ การตั้งสมมุติฐานมีข้อควรคำนึงคือ

1)  ควรเขียนข้อความที่ชัดเจน  สามารถทดสอบได้

2)  ควรเขียนโดยใช้ภาษาที่ง่าย ไม่สลับซับซ้อน

3)  ควรเขียนให้สอดคล้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย

      

 

                     ตัวอย่างการเขียนสมมุติฐานการวิจัย

 

 

!  โครงการวิจัย :

       การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่เรียนโดยชุดการสอนมินิคอร์สกับเรียนโดยการสสอนตามคู่มือครูของ สสวท.

สมมุติฐานการวิจัย :

1.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์   ระหว่าง กลุ่มทดลองที่เรียน โดยการสอนมินิคอร์สกับกลุ่มควบคุมที่เรียนโดยวิธีสอนตามคู่มือครูของ สสวท. มีความแตกต่างกัน

2.   ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียน    โดยชุดการสอน

มินิคอร์สกับกลุ่มที่เรียนโดยวิธีสอนตามคู่มือครูของ สสวท.  มีความแตกต่างกัน

 

กิจกรรมที่  4

 

เมื่อได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอแล้ว  ให้เขียนสมมุติฐานการวิจัยของโครงการวิจัยที่กำหนด

 

!  5.  ขอบเขตของการวิจัย

ขอบเขตของการวิจัย   เป็นการบอกกรอบงานวิจัยว่า   มีขอบเขตเพียงใด     ครอบคลุมอะไรบ้าง การระบุขอบเขตการวิจัยจะช่วยให้เข้าใจงานวิจัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยทั่ว ๆ ไป การกำหนดขอบเขตของการวิจัยจะกำหนดในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ประชากรและกลุ่มตัวอย่างระบุให้ชัดเจนว่าในการวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาเฉพาะ

กลุ่มเป้าหมายใด

  • ตัวแปร ระบุถึงสิ่งที่ต้องการศึกษาให้ชัดเจน ถ้าเป็นการวิจัยเชิงทดลองให้ระบุถึง

ตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม

  • ระยะเวลาในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ศึกษาในช่วงเวลาใด
  • เนื้อหาในการวิจัยในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ศึกษากับวิชาและเนื้อหาอะไร

      

 

 

 

                     ตัวอย่างการเขียนขอบเขตของการวิจัย

 

 

!  โครงการวิจัย :

       การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่เรียนโดยชุดการสอนมินิคอร์สกับเรียนโดยการสสอนตามคู่มือครูของ สสวท.

 

ขอบเขตของการวิจัย :

การวิจัยครั้งนี้มีขอบเขตดังนี้

1.  ประชากร   เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1     โรงเรียนปทุมพิทยาคม   อ.เมือง        จ.อุบลราชธานี ที่เรยนในภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2530  จำนวน 500  คน

2.  กลุ่มตัวอย่าง  เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนปทุมพิยาคมคม   อ.เมือง        จ.อุบลราชธานี ที่เรยนในภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2530  จำนวน 60  คน

3.  ตัวแปร   ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่

3.1  ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การสอนซึ่งจำแนกเป็น 2 แบบ คือ

1)  การสอนโดยใช้ชุดการสอนมินิคอร์ส

2)  การสอนตามคู่มือของ สสวท.

3.2  ตัวแปรตาม ได้แก่

1)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์

2)  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

4.  ระยะเวลาในการทดลอง  การทดลองครั้งนี้กระทำในภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2530 ใช้เวลา 13 คาบ  คาบเรียนละ 50 นาที

5.  เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง  การทดลองครั้งนี้ใช้เนื้อหาวิชา ว 101 เรื่อง บรรยากาศรอบตัวเรา

 

!  โครงการวิจัย :

      การศึกษาผลการทดลองใช้สื่อเอกสาร “แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อปลูกฝังและพัฒนาคุณลักษณะด้านจิตพิสัย”

 

ขอบเขตของการวิจัย :

การวิจัยครั้งนี้มีขอบเขตดังนี้

1.  ประชากร   เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 5 ประกอบด้วย จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2533  และภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2534  จำนวน 158,346 คน

2.  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษากรมสามัญศึกษาเขตการศึกษา 5 ประกอบด้วยจังหวัดราชบุรี  เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์  สมุทรสงคราม กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี ในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2533  และภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2534  จำนวน 687 คน

3.  ตัวแปร   ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่

3.1  ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การสอนซึ่งจำแนกเป็น 2 แบบ คือ

1)  การสอนโดยใช้สื่อเอกสาร “แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและพัฒนาคุณลักษณะด้านจิตพิสัย”

2)  การสอนตามปกติ

3.2  ตัวแปรตาม ได้แก่

1)  พฤติกรรมของนักเรียน

2)  ความคิดเห็นของครูผู้ใช้สื่อเอกสาร

4.  ระยะเวลาในการทดลอง  การทดลองครั้งนี้กระทำในภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2533 และภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2534

จากชื่อโครงการวิจัยที่กำหนดขึ้นตามกิจกรรมที่ 1    ขอให้เขียนขอบเขตการวิจัยที่แสดงให้เห็นเป็นกรอบงานวิจัยที่ชัดเจน

 

 

 

 

กิจกรรมที่  5

 

 

!  6.  ข้อตกลงเบื้องต้น

ข้อตกลงเบื้องต้นเป็นสถานการณ์หรือเงื่อนไขที่ผู้วิจัยรับมาโดยผู้วิจัยไม่ได้ตรวจสอบหรือพิสูจน์ เป็นเงื่อนไขที่มีความสมเหตุสมผลที่จะทำให้ผู้อ่านงานวิจัยยอมรับผลการวิจัย ข้อตกลงเบื้องต้นจะตกลงในเรื่องของการวัด  การแปรผล  และการวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

                         ตัวอย่างการเขียนข้อตกลงเบื้องต้น

 

 

!  โครงการวิจัย :

       การสร้างแบบฝึกหัดการอ่านคำที่ใช้อักษร  ร  ล  ว  ควบกล้ำ  สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ข้อตกลงเบื้องต้น :

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบการอ่านคำที่ใช้อักษร  ร  ล  ว  ควบกล้ำที่สร้างขึ้นถือว่าครอบคลุมคำในภาษาไทยที่มีอักษร  ร  ล  ว  ควบกล้ำได้ครบถ้วน

!  โครงการวิจัย :

       ผลของการใช้การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร ต่อการปรับพฤติกรรมการทำการบ้าน วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1

ข้อตกลงเบื้องต้น :

การทำการบ้านของเด็กทุกครั้ง ถือว่าเด็กทำด้วยตนเองและทำอย่างเต็มความสามารถแล้วให้เขียนข้อตกลงเบื้องต้นที่เป็นข้อจำกัดของผู้วิจัย ซึ่งจะมีผลต่อการยอมรับผลการวิจัย

 

 

 

กิจกรรมที่  6

 

 

!  7.  คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัยนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในด้านการสื่อความหมายที่ตรงกันระหว่างผู้วิจัยกับผู้อ่านรายงานการวิจัยคำจำกัดความที่นักวิจัยต้องคำนึงถึงคือ    การนิยามตัวแปรเพราะจะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลได้ถูกต้องและน่าเชื่อถือ   ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในการวิจัย นักวิจัยจะต้องนิยามตัวแปรบางตัวที่สำคัญ ๆ   เสียก่อนว่า ตัวแปรแต่ละตัวดังกล่าวนั้น      นักวิจัยหมายถึงอะไร โดยถือว่าเป็นคำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เท่านั้น     ซึ่งอาจจะมีควารมหมายแตกต่างไปจากงานวิจัยอื่น ๆ แม้จะเป็นคำคำเดียวกันก็ตาม

 

 

 

                       ตัวอย่างการเขียนคำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

 

 

!  โครงการวิจัย :

       การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่เรียนโดยชุดการสอนมินิคอร์สกับเรียนโดยการสอนตามคู่มือครูของ สสวท.

คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย :

1.  ชุดการสอนมินิคอร์ส (Minicourse) หมายถึง      ชุดการสอนที่สร้างขึ้นอย่างเป็นระบบและจบสมบูรณ์ในตัวเอง   มีวัตถุประสงค์ของการเรียนที่ชัดเจน          เพื่อให้ผู้เรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น     โดยกำหนดกิจกรรม เวลาและสื่อการเรียนการสอนไว้อย่างชัดเจน เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ซึ่งจัดไว้เป็นกลุ่ม มุ่งฝึกทักษะเป็นสำคัญ  โดยมีครูเป็นผู้ดูแลแนะนำช่วยเหลือฃุดการสอนมินิคอร์สมีองค์ประกอบ 7 ประการ คือ

1.1  หลักการและเหตุผล คำแนะนำ จุดประสงค์ทั่วไป และจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม

1.2  แผนการสอนมินิคอร์ส ซึ่งกำหนดเกี่ยวกับเวลาลำดับขั้นตอนการเรียนการสอนและลักษณะกลุ่ม

1.3  กิจกรรมผู้เรียน เช่น อ่านบทเรียน ฟังเทป ทำการทดลอง อภิปรายแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม การร่วมกิจกรรมภายในกลุ่ม

1.4  กิจกรรมครู เช่น ให้ความช่วยเหลือแนะนำผู้เรียน คำบรรยายสำหรับครู

1.5 การประเมินผล  เช่น การทำแบบฝึกหัด การทำแบบประเมินตัวเอง การรายงานผล

1.6  เนื้อหาเสริม เช่น การจัดเอกสารความรู้ประกอบต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนศึกษาเพิ่มเติม

1.7  เอกสาร  แผนภูมิ  สื่อการสอน ฯลฯ

2.  การสอนโดยใช้ชุดการสอนมินิคอร์ส   หมายถึง        การสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในกลุ่มทดลองซึ่งผู้วิจัยดำเนินกิจกรรมไปตามแผนการสอนที่สร้างขึ้นตามคุณลักษณะและหลักเกณฑ์มินิคอร์สของเร็ก  เมเยอร์  (Rex   Meyer)    ผู้เรียนจะเรียนรู้  หรือเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้จากสื่อและวิธีสอนที่กำหนดไว้ในชุดการสอนมินิคอร์ส

3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์  หมายถึง   ความรู้ความสามารถในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์    โดยวัดได้จากคะแนนของนักเรียนในกลุ่ทดลอง      และกลุ่มควบคุมจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามจุดประสงค์ของแผนการสอน

4.  ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความคล่องในการปฏิบัติงานทั้งทางร่างกายและสติปัญญา เพื่อการค้นคว้าหาความรู้ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งวัดออกมาเป็นคะแนนโดยใช้ข้อทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง

5.  การสอนตามคู่มือครูของ สสวท. หมายถึง การสอนตามขั้นตอนในคู่มือครู ซึ่งสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสร้างขึ้น               อันเป็นวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบด้วยขั้นตอนการสอนใหญ่ ๆ 3 ขั้น         คือ การอภิปรายก่อนการทดลอง การดำเนินการทดลอง และการอภปรายหลังการทดลอง

 

 

 

 

กิจกรรมที่  7

 

 

        ให้เขียนคำจำกัดความที่ใช้ในโครงการวิจัยที่กำหนดจากกิจกรรมที่ 1

 

!  8.  ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย

การเขียนประโยชน์ของการวิจัย จะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจริงจากโครงการวิจัยซึ่งการเขียนประโยชน์ของการวิจัยจะช่วยตัดสินว่างานวิจัยนั้นเป็นงานวิจัยที่สมควรหรือไม่ ซึ่งมีข้อคำนึงในการเขียน  คือ

1)           ความเรียงลำดับจากประโยชน์โดยตรงมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด

2)           สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และสิ่งที่จะวิจัย

 

 

                       ตัวอย่างการเขียนประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย

 

 

!  โครงการวิจัย :

       การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 ที่เรียนโดยชุดการสอนมินิคอร์สกับเรียนโดยการสอนตามคู่มือครูของ สสวท.

 

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย :

  1. เป็นแนวทางในการสอนวิทยาศาสตร์โดยการนำเทคโนโลยีจากการวิจัย และ

นวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ในการเรียนการสอน

  1. ได้ชุดการสอนมินิคอร์สวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 เพื่อเป็นแนวทางให้

ผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้า

 

 

กิจกรรมที่  8

 

 

        ให้เขียนประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยตามโครงการวิจัยที่กำหนดไว้กิจกรรมที่ 1

 

!  9.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

สำหรับบหัวข้อนี้ได้ศึกษาในรายละเอียดมาแล้วในชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง หน่วยที่ 3 เรื่องการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ส่วนในการเขียนจะเขียนในลักษณะสังเคราะห์ไม่ใช่การเขียนย่อ การเขียนต้องแสดงถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการวิจัย เพื่อสนับสนุนชี้ประเด็นที่โต้แย้ง เน้นให้เห็นความสำคัญ และยังเป็นหลักการในการแปลความหมาย หรือสรุปข้อค้นพบของการวิจัยครั้งนี้ด้วย การเขียนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย จำเป็นต้องระบุแหล่งอ้างอิงและยึดถือแบบการอ้างอิงระบบใดระบบหนึ่ง

 

กิจกรรมที่  9

 

 

        จากโครงการวิจัยที่ท่านกำหนดในกิจกรรมที่ 1  ท่านจะศึกษาค้นคว้าเนื้อหาสาระ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในประเด็นใดบ้าง ให้เขียนขอบข่ายของเนื้อหาสาระดังกล่าว

 

!  10.  วิธีดำเนินการวิจัย

วิธีดำเนินการวิจัยเป็นส่วนที่สำคัญของโครงการวิจัยว่าผู้วิจัยดำเนินการอย่างไร การเขียนวิธีดำเนินการวิจัยจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน

10.1        ขั้นพัฒนานวัตกรรม

การเขียนขั้นตนนี้ ควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับ

  1. การศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาในการเรียนการสอน
  2. การศึกษาเนื้อหา หลักสูตร และเอกสารต่าง ๆ เพื่อตัดสินใจเลือกรูปแบบ หรือ

วิธีการแก้ปัญหา

 

  1. การพัฒนารูปบบหรือวิธีการที่จะใช้ดำเนินการแก้ปัญหา และเขียนขั้นตอนการ

ดำเนินการสร้างและพัฒนารูปแบบอย่างละเอียด      พร้อมทั้งการหาคุณภาพเบื้องต้นของรูปแบบ เช่น นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และให้นักเรียน 1 คน  ดูความยาก-ง่ายของภาษา  และดูว่าสื่อความหมายเข้าใจตรกันหรือไม่ หลังจากนั้นก็ให้นักเรียน 3-10 คน ซึ่งเป็นนักเรียนเก่งและนักเรียนอ่อน  ดูอีกครั้งหนึ่ง

 

10.2        ขั้นดำเนินการทดลอง

การเขียนขั้นตอนนี้ ควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับ

1.  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ระบุถึงลักษณะของกลุ่มประชากรจำนวนของประชากร จำนวนกลุ่มตัวอย่าง และการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง

2.  ตัวแปร ระบุถึงสิ่งที่ต้องการศึกาษให้ชัดเจน ถ้าเป็นการวิจัยเชิงทดลองให้ระบุถึงตัวแปรอิสระคืออะไร ตัวแปรตามคืออะไร    แต่ถ้าเป็นการวิจัยเชิงสำรวจก็ให้ระบุตัวแปรที่จะศึกษาเอาไว้ด้วยเช่นกัน

3.  รูปแบบของการวิจัย    ถ้าเป็นการวิจัยเชิงทดลอง  รูปแบบของการวิจัยจะเป็นลักษณะใด เช่น การทดลองแบบกลุ่มเดียว การทดลองแบบใช้กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

4.  เครื่องมือการวิจัย   ระบุถึงลักษณะเครื่องมือ   เครื่องมือการวิจัยนั้น   ผู้วิจัยจะพัฒนาขึ้นเอง  หรือใช้เครื่องมือของผู้อื่น  หรือประยุกต์ขึ้นจากเครื่องมือของผู้อื่น ประสิทธิภาพของเครื่องมือและวิธีการใช้เครื่องมือ

5.  วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล  ระบุถึงวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การจดบันทึก    ผู้เก็บรวบรวมข้อมูล ช่วงเวลา และสถานที่ที่จะเก็บรวบรวมข้อมูล   โดยเขียนเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอ

6. การวิเคราะห์ข้อมูล   ระบุถึงวิธีการที่จะใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล   ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของข้อมูล ระบุเกณฑ์หรือวีการที่จะใช้สถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การหาความถี่หาค่าร้อยละและหาค่าเฉลี่ย  หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (SD)  หรือใช้สถิติทดสอบอย่างไร

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่  10

 

 

        ให้เขียนวิธีดำเนินการวิจัยของโครงการที่กำหนดขึ้นจากกิจกรรมที่ 1

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

!  1.1  ปฎิทินปฏิบัติงานวิจัย :

ปฏิทินปฏิบัติงานวิจัยเป็นการวางแผนดำเนินการวิจัยทดลองทั้งโครงการจนกระทั่งงานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ และดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยกำหนดเป็นกิจกรรมและขั้นตอนต่าง ๆ รวมทั้งระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน

 

                       ตัวอย่างการกำหนดปฏิทินปฏิบัติงานวิจัย

 

 

 

กิจกรรม

ปีงบประมาณ

ต.ค.

พ.ย.

ธ.ค.

ม.ค.

ก.พ.

มี.ค.

เม.ย.

พ.ค.

มิ.ย.

ก.ค.

ส.ค.

ก.ย.

1.  การร่างแนวทางการวิจัย

2.  การศึกษาและเขียนเอกสาร

ที่เกี่ยวข้อง

3.  การเขียนโครงการวิจัย

4.  การศึกษากลุ่มประชากร

5.  การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง

6.  การสร้างเครื่องมือ

7. การทำแผนการวิเคราะห์ข้อมูล

8.  การเก็บรวบรวมข้อมูล

9.  การวิเคราะห์ข้อมูล

10. การเขียนรายงานการวิจัย

11. การพิมพ์ร่างรายงานการวิจัย

12. การตรวจทานร่างรายงานฯ

13. การจัดพิมพ์และเข้ารูปเล่ม

14. การเสนอและเผยแพร่

 

                       

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่  11

 

 

        ให้ท่านนำโครงการวิจัยที่เขียนเสร็จแล้วมากำหนดกิจกรรม ระยะเวลา และเขียนปฏิทินปฏิบัติงานวิจัย แล้วให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาหรือเพื่อนร่วมงานช่วยพิจารณาความสอดคล้องและความเป็นไปได้ในการนำไปปฎิบัติจริง

 

!  12. งบประมาณ

       งบประมาณเป็นทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ซึ่งส่วนใหญ่จะแสดงในรูปของตัวเงิน      การเขียนงบประมาณควรแจกแจงรายละเอียดของค่าใช้จ่ายตามหมวดเงินงบประมาณในแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสม สมเหตุสมผล ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป

 

!  13. ผู้รับผิดชอบโครงการวิจัย

       ผู้รับผิดชอบโครงการวิจัยให้ระบุชื่อ-สกุล ตำแหน่งทางวิชาการ และวุฒิการศึกษาถ้ามีผู้ร่วมทำวิจัยให้ระบุว่าใครเป็นหัวหน้าโครงการ ใครเป็นผู้ร่วมวิจัยหรือผู้ช่วยวิจัย บางครั้งชื่อผู้รับผิดชอบโครงการจะเป็นเครื่องประกันคุณภาพของผลงานวิจัยได้ด้วย

 

!  14.  บรรณานุกรม

       บันทึกถึงแหล่งข้อมูล เอกสารการสัมภาษณ์ ที่ได้ใช้ศึกษา เพื่อนำมาสนับสนุนการเขียนโครงการวิจัย การเขียนบรรณานุกรม ขอให้ยึดแบบการเขียนบรรณานุกรมแบบใดแบบหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ

 

กิจกรรมที่  12

 

       เมื่อท่านได้ศึกษาการเขียนโครงการวิจัยและปฏิบัติกิจกรรมที่ 1-11 จบแล้ว ขอให้ท่านเขียนโครงการวิจัยตามองค์ประกอบที่กำหนดข้างต้น 1 เรื่อง

 

   เรื่องที่  3                   ลักษณะของโครงการวิจัยที่ดี

 

 

 

 

 โครงการวิจัยที่ดีมีลักษณะดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่  13

 

 

       ให้ท่านนำโครงการวิจัยที่เขียนเสร็จแล้วจากกิจกรรมที่ 12     เสนอที่ประชุมหมวดวิชา คณะกรรมการวิชาการของโรงเรยนหรือเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้ประเมินโครงการวิจัยตามเกณฑ์ลักษณะของโครงการวิจัยที่ดี  แล้วปรับปรุงโครงการวิจัยให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

 

คำชี้แจง               จงพิจารณาข้อความที่กำหนดให้ทางขวามือว่าข้อใด

                               มีความสัมพันธ์กับข้อความทางซ้ายมือ แล้วนำตัวอักษร

                            ไปใส่หน้าข้อความที่มีความสัมพันธ์กันนั้น

 

 

 

1.  ชื่อโครงการวิจัย                                                            A.  การออกแบบการวิจัย

2.  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา                       B. กรอบความคิดในการดำเนินการวิจัย

3.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย                                 C. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

4.  สมมุติฐานการวิจัย                                            D. ข้อความให้เห็นถึงลักษณะของตัวแปร

5.  ขอบเขตของการวิจัย                                         E.  ข้อความที่เขียนในลักษณะสังเคราะห์

6.  คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย                            F.  ทรัพยากรและการจัดการ

7.  ประโยชน์ของการวิจัย                                      G. ประชากร  ตัวแปร  ระยะเวลา

8.  เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย                           H. เป็นประโยคบอกเล่าและสอดคล้องกับ

9.  วิธีดำเนินการวิจัย                                                   ปัญหาการวิจัย

10.  ปฏิทินปฏิบัติงานวิจัย                                         I.  ข้อความที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของ

ตัวแปรที่จะศึกษา

J.   การนิยามตัวแปร

K.  เงื่อนไขที่มีความสมเหตุสมผล

L.  คำตอบที่คาดหวัง

M.  ข้อความที่ช่วยในการตัดสินว่าเป็นงาน

วิจัยที่สมควรหรือไม่

N. เครื่องมือกำกับการดำเนินงานวิจัย

O. บอกขั้นตอนและ

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเอง

ก่อนเรียนและหลังเรียน

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

  1. I                       6.  A
  2. E                      7.  L
  3. O                     8.  N
  4. B                     9.  D
  5. G                     10. C

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

  1. D                     6.  J
  2. I                       7.  M
  3. H                     8.  E
  4. L                      9.  A
  5. G                     10. N

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

 

การศึกษานอกโรงเรียน, กรม.  กระทรวงศึกษาธิการ. ชุดวิชาวิจัยทางการศึกษานอกโรงเรียน.

การวางแผนและการเขียนโครงการวิจัย   เล่มที่ 5. กรุงเทพมหานคร :  บริษัท

ประชาชนจำกัด, 2538.

คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน.กระทรวงศึกษาธิการ.   เอกสารการวิจัย

ในชั้นเรียน.  สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, ม.ป.ท., ม.ป.ป.อัดสำเนา.

เชาวลิต  ชำนาญ.  การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และทักษะ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1   ที่เรียนโดยชุด

การสอนมินิคอร์สกับเรียนโดยการสอนตามคู่มือครูของ สสวท.  กรุงเทพฯ  :

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, 2531.  อัดสำเนา.

ทวีวัฒน์  ปิตยานนท์.  การเสนอโครงการวิจัย.    เอกสารประกอบการบรรยาย, ม.ป.ป. อัดสำเนา.

ประเสริฐ  ทิศกลาง.   การศึกษาผลการเรียนที่เน้นกระบวนการโดยใช้บทเรียนโปรแกรมวิชา

คณิตศาสตร์   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ปีการศึกษา 2534.  หน่วยศึกษานิเทศก์

กรมสามัญศึกษา เขตการสึกษา 11, 2535.  อัดสำเนา.

พิชิต  ฤทธืจรูญ และคณะ .   การวางแผนการวิจัยในชั้นเรียน.    เอกสารประกอบการบรรยาย,

ม.ป.ป.  อดัสำเนา.

ล้วน  สายยศ และ อังคณา สายยศ.  เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา.  พิมพ์ครั้งที่ 3,  กรุงเทพฯ :

สำนักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ,   2536.

ศิริชัย  กาญจนวาสี.  “การออกแบบวิจัย”,   ผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการศึกษาจากงานวิจัย.

เอกสารประกอบการประชุมทางวิชาการของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย  เนื่องในโอกาสฉลอง 36 ปี แห่งการสถาปนาขึ้นเป็นคณะ, 2536.

ศึกษานิเทศก์, หน่วย, กรมสามัญศึกษา. บทสรุปผลงานทางวิชาการของศึกษานิเทศก์ผู้บริหาร

โรงเรียน และอาจารย์ 3.  หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา, 2538. อัดสำเนา.

ศึกษานิเทศก์, หน่วย, กรมสามัญศึกษา. การจัดทำผลงานทางวิชาการสำหรับผู้บริหารใน

สถานศึกษา.  กรุงเทพฯ :  เอส  แอนด์  จี  กราฟิค, 2538.

สุพักตร์  พิบูลย์.  หน่วยที่ 4  การวางแผนการวิจัย.  เอกสารประกอบการบรรยายหลักสูตร

“หลักการวิจัยเบื้องต้น : ทฤษฎีและปฎิบัติ”  โครงการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยมหิดล  วันที่ 17-18 มกราคม 2537.  อัดสำเนา.

สุวัฒน์  วัฒนวงศ์.  หลักการวิจัยทางการศึกษา.   กรุงเทพฯ  : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตว์, 2527.

อุทุมพร  จามรมาน.  การเขียนโครงการวิจัย, เล่มที่ 9.  กรุงเทพฯ  :  ห้างหุ้นส่วนจำกัดพันนี่

พับบลิชชิ่ง, 2533.

 

q  qq  q

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

 

 

 

 

การวิจัยในชั้นเรียน8

 

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง

 

เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน

 

 

หน่วยที่ 7

 

 

 

 

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

 

หน่วยศึกษานิเทศก์              กรมสามัญศึกษา

 

 

คำนำ

 

            เอกสาร  ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน ชุดนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือ

ร่วมใจกัน ของบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน  เพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน    โดยจะเสริมสร้างให้ครูมีความสามารถในการทำวิจัย    เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเสริมสมรรถนะทางวิชาการให้แก่ศึกษานิเทศก์  เพื่อให้สามารถนิเทศ  ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยในชั้นเรียนให้แก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมสามัญศึกษา   ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ และคณะทำงานทุกท่าน   ที่มีส่วนร่วม คิดและร่วมจัดทำชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง   การวิจัยในชั้นเรียน  นี้    และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดฝึกอบรมด้วยตนเองนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศึกษานิเทศก์  และครูให้สามารถพัฒนา

การเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพได้อย่างเป็นมรรคผล

 

 

(คุณหญิงสมจินตนา    ภักดิ์ศรีวงศ์)

                                                                                                อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

                        การจัดการเรียนรู้    ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พุทธศักราช   2542

ได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด  ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนและพัฒนาตนเอง

ได้กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย   เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนั้นผู้สอนจึงมีบทบาทในการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยคามสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยศึกษาสภาพปัญหาวิธีการและผลจากการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน    เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้

ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องด้วยการวิจัย    และสามารถนำกระบวนการวิจัยไปประยุกต์ในการพัฒนาตน พัฒนางานให้ส่งเผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในที่สุด

กรมสามัญศึกษา ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ ที่ได้ปรับปรุงพัฒนา ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน และจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2  เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้สอนให้สามารถใช้การวิจัยเป็นแนวทาง  ในการจักการเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียนให้         เรียนได้เต็มศักยภาพ   อันจะส่งผลต่อเยาวชนที่มีคุณภาพตลอดไป

 

 

(นางกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา)

                                                                                            อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

หน้า

 

คำนำ

แนวทางการศึกษา

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

ขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญและจุดประสงค์การเรียนรู้

 

เรื่องที่ 1           ความหมายของการวิเคราะห์ข้อมูลและหลักการ

ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล

เรื่องที่ 1.1  ความหมายของการวิเคราะห์ข้อมูล

เรื่องที่ 1.2  หลักการวิเคราะห์ข้อมูล

กิจกรรมที่  1

 

เรื่องที่ 2           สถิติที่ใช้บรรยายลักษณะของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างประชากร

เรื่องที่ 2.1  ร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ (Percentage)

เรื่องที่ 2.2  การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางหรือการวัดค่ากลาง

เรื่องที่ 2.3  การวัดการกระจาย

กิจกรรมที่ 2

 

เรื่องที่ 3           สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างประชากร

เรื่องที่ 3.1  รูปแบบการทดลองที่ใช้กลุ่มทดลอง  1  กลุ่ม

เรื่องที่ 3.2  รูปแบบการทดลองที่ใช้กลุ่ม  2  กลุ่ม

กิจกรรมที่ 3

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนและหลังเรียน

แนวคำตอบกิจกรรม

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

 

 

แนวทางการศึกษา

 

 

 

 

การศึกษาเนื้อหาสาระของหน่วยนี้ ให้ท่านปฏิบัติ ดังนี้

 

  1. 1.            ศึกษาขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ และจุดประสงค์การเรียนรู้
  2. 2.            ทำแบบประเมินตนเองก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน
  3. 3.            ศึกษาเนื้อหาสาระโดยละเอียดทีละเรื่อง  และทำกิจกรรมท้ายเรื่อง
  4. 4.            ทำแบบประเมินตนเองหลังเรียน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าหลังเรียน ถ้าได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 80  ให้กลับไปทบทวนความรู้เพิ่มเติม จนกว่าจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

 

คำชี้แจง                     ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

  1. การเลือกใช้เทคนิคสถิติให้เหมาะสมเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลควรคำนึงถึงข้อใด

ก.     ระดับการวัดของตัวแปร

ข.     จุดประสงค์ของการวิจัย

ค.     จำนวนของตัวแปร

ง.      ข้อ  ก.  ข.  และ  ค.

  1. การบรรยายให้ทราบลักษณะของประชากรหรือของกลุ่มตัวอย่างประชากร ค่าการวัดเข้าสู่

ส่วนกลางคือข้อใด

ก.     พิสัย  ร้อยละ  ควอไทล์

ข.     ฐานนิยม  มัธยฐาน  ค่าเฉลี่ย

ค.     ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย  ความถี่

ง.      พิสัย  ค่าความแปรปรวน  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

  1. การบรรยายให้ทราบลักษณะของประชากรหรือของกลุ่มตัวอย่างประชากรด้วยการวัดการกระจายคือข้อใด

ก.     เปอร์เซ็นต์  ค่าเฉลี่ย  ควอไทล์

ข.     ฐานนิยม  ควอไทล์  ค่าเฉลี่ย

ค.     ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย  มัธยฐาน

ง.      พิสัย  ความแปรปรวน

 

 

 

  1. ในการนำเสนอข้อมูลเพื่อบรรยายลักษณะของประชากร หรือของกลุ่มตัวอย่างประชากรด้วยค่าวัดเข้าสู่ส่วนกลาง และการวัดการกระจาย ข้อใดเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง

ก.     พิสัย  กับ  ค่าร้อยละ

ข.     ค่าเฉลี่ย กับ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ค.     ค่ามัธยฐาน  กับ ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย

ง.      ค่าฐานนิยม กับ ค่าควอไทล์

  1. การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของประชากรกับเกณฑ์ที่กำหนด ใช้เทคนิคสถิติทดสอบข้อใด

ก.     z-test  แบบสัดส่วนกลุ่มเดียว

ข.     t-test one-sample test

ค.     t-test  แบบ  dependent

ง.      t-test  แบบ  independent

  1. การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างผลการเรียน ก่อน-หลังเรียน ใช้เทคนิคสถิติทดสอบข้อใด

ก.     z-test  แบบสัดส่วนกลุ่มเดียว

ข.     t-test  แบบ  dependent

ค.     t-test  แบบ  independent

ง.      t-test  แบบ  one-sample test

  1. การทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่ม ที่เป็นอิสระกันควรเลือกใช้เทคนิคสถิติทดสอบข้อใด

ก.     t-test  แบบ  independent

ข.     t-test  แบบ  dependent

ค.     t-test  แบบ  one-sample test

ง.      ข้อ  ก.   ข.  และ  ค.

 

 

 

 

  1. การทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนของ 2 กลุ่ม

ควรใช้เทคนิคสถิติสอบข้อใด

ก.     z-test  แบบสัดส่วนกลุ่มเดียว

ข.     t-test  แบบ  independent

ค.     t-test  แบบ  dependent

ง.      t-test  แบบ  one-sample test

 

 

   

 

 

 

ขอบข่ายของเนื้อหา สาระสำคัญ

และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

 

  • ขอบข่ายของเนื้อหา

 

เรื่องที่ 1     ความหมายของการวิเคราะห์ข้อมูล และหลักการใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล

เรื่องที่ 2     สถิติที่ใช้บรรยายลักษณะของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างประชากร

เรื่องที่  3    สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างประชากร

 

 

  • สาระสำคัญ

 

การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิจัยระบบ จัดระเบียบ จัดกระทำข้อมูลที่ไม่เป็นระบบไม่สื่อ

ความหมายให้สื่อความหมายได้ชัดเจน  การจัดกระทำหรือการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถจัดเป็น

พวก  กลุ่ม  ตัวแทนข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลนั้นมีความหมาย และสามารถตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัย  การวิเคราะห์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้เทคนิคทางสถิติ  ซึ่งมีวิธีการหลากหลาย เช่น สถิติที่ใช้บรรยายลักษณะของกลุ่มประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง เช่น สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) ได้แก่ ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม พิสัย ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์การกระจาย สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างประชากร ได้แก่   z-test, t-test]

F-test เป็นต้น

 

  • จุดประสงค์การเรียนรู้

เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 7   จบแล้ว  ท่านสามารถ

  1. บอกความหมาย และหลักการวิเคราะห์ข้อมูลได้
  2. สามารถใช้สถิติเชิงบรรยายได้
  3. สามารถเลือกใช้สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างประชากรได้

 

เรื่องที่  1        ความหมายของการวิเคราะห์ข้อมูลและหลักการ

                      ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล

 

!   เรื่องที่  1.1  ความหมายของการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล  การวิจัยเป็นการจัดระบบ     จัดระเบียบ     จัดกระทำข้อมูลให้อยู่ในลักษณะที่จะแปลความหมายของข้อมูลนั้น ๆ  ได้  ดังนั้นในการวิเคราะห์ข้อมูลจึงเริ่มต้นตั้งแต่นำข้อมูลมาตรวจสอบความเรียบร้อยถูกต้อง      จัดแยกพวกตามกลุ่มตัวอย่าง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการทดลองเปรียบเทียบ)     แล้วนำมาแจกแจงความถี่      หรือแจงนับลงในตารางตามประเภทของตัวแปร นำรหัสข้อมูลลงในกระดาษ กรอกรหัสข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ด้วยเครื่องจักรกลคำนวณ  หรือนำมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิคทางสถิติ         ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยหรือสมมุติฐานของการวิจัย ระดับการวัดของตัวแปร และจำนวนของตัวแปร

 

!   เรื่องที่  1.2  หลักการวิเคราะห์ข้อมูล

            สภาวิจัยแห่งชาติ   ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลและตีความข้อมูล ดังนี้ (สภาวิจัยแห่งชาติ 2536 : 5-6)

1.  การวิเคราะห์ข้อมูลนั้น    ควรให้ตรงกับวัตถุประสงค์หรือปัญหาของการวิจัยโดยตรง หรือในกรณีที่การวิจัยนั้นมีสมมุติฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล   ควรจะเป็นการพิสูจน์สมมุติฐานนั้น

โดยตรง  การวิเคราะห์ข้อมูลที่ออกนอกขอบข่ายหรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ หรือปัญหาไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เสียเวลา

2.  ผู้วิจัยอาจจะใช้สถิติเป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์    และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล      ก็มีมากมายหลายประเภทตั้งแต่ง่ายและผิวเผินที่สุด    จนถึงยากและสลับซับซ้อนที่สุด อย่างไรก็ดี สถิติแต่ละประเภทนั้นต่างมีข้อดี ข้อเสียไม่เหมือนกัน       เพราะฉะนั้นเมื่อเลือกสถิติประเภทใดประเภทหนึ่งมาวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ผู้วิจัยควรจะชี้แจงเหตุผลประกอบเสมอว่าเหตุใดจึงเลือกใช้สถิตินั้น ๆ สถิติดังกล่าวนั้นมีความเหมาะสมกับข้อมูลหรือแผนการวิเคราะห์ของผู้วิจัยอย่างไร

 

3.  นักวิจัยหลายท่านเสนอข้อมูลยืดยาว และคิดคำนวณทางสถิตติอันสลับซับซ้อน แต่แล้วสรุปสองสามบรรทัดว่าสิ่งนั้นสัมพันธ์กับสิ่งนี้อย่างมีนัยสำคัญเท่านั้นเท่านี้  การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่มิบังควร   เพราะข้อมูลหรือตัวเลขนั้นไม่สามารถพูดโดยตัวของมันเอง   และผู้อ่านงานวิจัยก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต้องเข้าใจข้อมูลของผู้วิจัย     ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้วิจัยที่จะต้องพูดและอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง    ผู้วิจัยจะต้องเผยความหมายของข้อมูลที่เสนอมาในแง่ต่าง ๆ    อย่างน้อย ดังต่อไปนี้

3.1  ข้อมูลดังกล่าวมีลักษณะเด่นหรือลักษณะสำคัญ ๆ อะไรบ้าง ควรจะแสดงให้ดู

3.2  ข้อมูลดังกล่าวเผยความหมายทั้งที่ปรากฏต่อสายตา และที่อยู่เบื้องหลังอะไรบ้างและ

อย่างไร

3.3  ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องหรือยืนยันกับวัตถุประสงค์ ปัญหา หรือสมมุติฐานของการ

วิจัยอะไรบ้าง อย่างไร

3.4  ข้อมูลดังกล่าวมีความสอดคล้อง ยืนยัน เสริมต่อ หรือขัดแย้งทั้งทฤษฎีแนวความคิด

หรือผลงานวิจัยอื่น ๆ อะไร  อย่างไร  หรือไม่

3.5  ข้อมูลของผู้วิจัยเสนอมานี้มีข้อจำกัดอะไร หรือไม่ อย่างไร และข้อจำกัดเหล่านี้เป็น

อุปสรรคต่อการตีความอะไรหรือไม่อย่างไร

 

สรุปแล้วการวิเคราะห์ข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เป็นที่เพียงพอ จำเป็นจะต้องตีความหรือแปลความหมาย ขยายความในแง่มุมต่าง ๆ ประกอบไว้ด้วยเสมอ

 

qqqqqq

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่  1

 

 คำชี้แจง        จงทำเครื่องหมาย Ö หน้าข้อความถูก ´ หน้าข้อความที่ผิด

                       

                  

1.  การพิจารณาเลือกใช้วิธีการทางสถิติวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัยจะต้องคำนึงถึง

วัตถุประสงค์การวิจัย

2.  การนำเอาข้อมูลมาเรียงลำดับตั้งแต่มากสุดจนถึงต่ำสุด สามารถบอกความห่างของข้อมูล

ระหว่างจุดต่ำสุดกับสูงสุด เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเหมือนกัน

3.  ถ้ามีเทคนิคทางสถิติสามารถใช้วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตอบวัตพุประสงค์การวิจัยได้หลายวิธี

นักวิจัยควรจะเลือกสถิติที่ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยากมากหว่าเทคนิคขั้นสูง และยุ่งยากในการคำนวณ

4.  การเลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล จำเป็นต้องพิจารณาประเภทของข้อมูล

ประกอบด้วย

5.  การตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของแบบสอบถามหรือเครื่องมือเก็บ

รวบรวมข้อมูลของการวิจัยหลังจากเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล

6.  การนำเอาเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลของการวิจัยแยกออกเป็นกลุ่มตามระดับการศึกษา

เป็นการวิเคราะห์ข้อมูล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องที่  2        สถิติที่ใช้บรรยายลักษณะของประชากรหรือ

                      กลุ่มตัวอย่างประชากร

                      

                  

สถิติเพื่อวิวเคราะห์ข้อมูลมีอยู่ 2 ประเภท คือ สถิติเชิงพรรณนา  (Descriptive Statistics)

และสถิติเชิงอ้างอิง  (Inferential Statistics)

สถิติเชิงพรรณนา ( Descriptive  Statistics)  หมายถึง วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่จัดกระทำกับจำนวนข้อมูลที่ได้จากกลุ่มประชากรทั้งหมด  หรือได้ข้อข้อมูลมาจากกลุ่มใดก็ได้ แต่การแปรผลกาวิเคราะห์ข้อมูลจะครอบคลุมเฉพาะกลุ่มที่ได้รวบรวมข้อมูลมาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าสุ่มนักเรียนมาจำนวน 100  คน จากนักเรียน 600 คน เมื่อนำข้อมูลของนักเรียน 100  คน  มาวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ผลสรุปผลการวิเคราะห์นั้น จะอธิบายเฉพาะกลุ่มนักเรียน 100 คน เท่านั้น  จะนำไปใช้อธิบายกลุ่มที่เหลืออีก 500 คนไม่ได้ สถิติเชิงพรรณนาที่นำมาใช้ในการวิจัยในชั้นเรียน ได้แก่ ร้อยละ การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง  หรือการวัดค่ากลาง การวัดความกระจาย

 

!    เรื่องที่ 2.1  ร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์  (Percentage)

ค่าร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ เป็นวิธีการทางสถิติพื้นฐานอย่างง่าย ใช้ค่าร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์แสดงให้เห็นว่า ถ้าข้อมูลที่มีฐาน 100  หน่วย กลุ่มที่เราสนใจศึกษามีเป็นกี่หน่วย เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบ โดยอาศัยฐานข้อมูลที่มีฐาน 100  หน่วยเหมือนกัน การคำนวณใช้สูตรดังนี้

       จำนวนที่สนใจ

 

 

 

x  100

 

จำนวนข้อมูลทั้งหมด

ร้อยละ   =

 

 

      ตัวอย่าง         ผลการสำรวจนักเรียนโรงเรียน ก. จำนวน 500 คน นักเรียนที่มีบิดาประกอบ

อาชีพค้าขาย จำนวน 200 คน และสำรวจโรงเรียน ข. จำนวน 750 คน  นักเรียน

ที่มีบิดาประกอบอาชีพค้าขาย 375 คน อยากทราบว่า ร้อยละของบิดาที่ประกอบ

อาชีพค้าขายของโรงเรียนใดมากกว่ากัน

โรงเรียน  ก.  บิดาประกอบอาชีพค้าขาย  ร้อยละ  =

ร้อยละ  =  40

โรงเรียน  ข.  บิดาประกอบอาชีพค้าขาย  ร้อยละ  =

ร้อยละ  =  50

ร้อยละของบิดาประกอบอาชีพค้าขายของนักเรียนโรงเรียน ข.  มากกว่าโรงเรียน ก. (ข้อควรระวัง ใช้ค่าร้อยละในการเปรียบเทียบกันจะต้องพิจารณาว่าจำนวนข้อมูลที่เป็นฐานในการเปรียบเทียบจะต้องใกล้เคียงกัน)

 

!    เรื่องที่ 2.2  การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางหรือการวัดค่ากลาง

การวัดค่ากลางเพื่อหาค่าที่เป็นตัวแทนของข้อมูลชุดนั้น เช่น ตัวแทนกลุ่มตัวอย่างหรือตัวแทนกลุ่มประชากรนั้น เพื่อความสะดวกในการนำเสนอข้อมูล และแปลความหมายค่ากลางที่นิยมใช้เป็นตัวแทนของข้อมูล ได้แก่ ฐานนิยม (Mode)  มัธยฐาน  (Median)  และค่าเฉลี่ย (Average)

 

ก.  ฐานนิยม (Mode)   คือตัวแทนของข้อมูลที่มีจำนวนข้อมูลมากที่สุดในกลุ่มตัวอย่างหรือประชากรที่ศึกษา ตัวอย่างเช่น นักเรียนจำนวน 500 คน เมื่อจำแนกตามอาชีพของบิดาแล้วมีดังนี้

ข้าราชการ                   100      คน

เกษตรกรรม                160      คน

ค้าขาย                          200      คน

รับจ้าง                           40      คน

 

บิดาของนักเรียนประกอบอาชีพค้าขายมากที่สุด จำนวน 200 คน กลุ่มอาชีพค้าขายของบิดาของนักเรียนกลุ่มนี้เป็นฐานนิยมของการประกอบอาชีพของบิดา วิธีการหาค่าฐานนิยมได้จากการแจงนับความถี่  ถ้ากลุ่มใดมีความถี่มาก ก็ถือว่ากลุ่มนั้นเป็นฐานนิยมของกลุ่มค้าขาย

 

ข.  มัธยฐาน  (Median)   คือ ค่าที่อยู่ตรงกลางของชุดข้อมูล โดยการนำเอาข้อมูลมาเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย หรือจากน้อยไปหามากตามความเหมาะสม ในทางปฏิบัติมีข้อมูลมากนักก็ใช้วิธีเรียงข้อมูลตามลำดับและหาค่าที่อยู่ตรงกลาง ตัวอย่างเช่น ชุดข้อมูล 2,  4,  5,  8,  10, 11, 13 มีอยู่ 7 ข้อมูล  ค่ามัธยฐานของข้อมูลชุดนี้คือ 8  เพราะอยู่ตรงกลางของชุดข้อมูลชุดนี้

แต่ถ้าชุดข้อมูลที่มีค่ากลาง 2 ข้อมูล (จะเกิดขึ้นในกรณีชุดข้อมูลมีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคู่)

ก็ให้เอาค่ากลาง 2 ตัวมารวมกัน แล้วหารด้วย 2   ตัวอย่างเช่น  ชุดข้อมูล 2,  4,  5,  8,  10,  13,  14  มีข้อมูล 8  ข้อมูล ค่ากลาง คือ 8  และ 10   ค่ามัธยฐานของข้อมูลชุดนี้คือ        มัธยฐานของข้อมูลชุดนี้  คือ 9

           

            ค.  ค่าเฉลี่ย  (Average)  หรือค่าตัวกลางเลขคณิต  (Arithematic  Mean) หมายถึง   การหาค่ากลาง  เพื่อเป็นตัวแทนข้อมูลชุดนั้น โดยการนำเอาข้อมูลทุกตัวมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนข้อมูล

ทุกตัวมารวมกัน และหารด้วยจำนวนข้อมูลทั้งหมด เรียกว่า ค่าเฉลี่ย ใช้สัญลักษณ์      คำนวณจากสูตร

 

           

                   คือ  ค่าเฉลี่ย

                 คือ  คะแนนของแต่ละคน

              คือ  ผลรวมของคะแนนของแต่ละคน

            N          คือ  จำนวนของข้อมูลหรือจำนวนตัวอย่าง

 

 

      ตัวอย่าง         ชุดข้อมูล  2,  4,  6,  8,  10

ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด  =  2 + 4 + 6 + 8 + 10

   =          30

จำนวนข้อมูล (N)        =          5    

     

                                           =  

       =     6

ค่าเฉลี่ยหรือค่าตัวกลางเลขคณิตของข้อมูลชุดนี้เท่ากับ 6

!    เรื่องที่ 2.3  การวัดการกระจาย

การวัดค่ากลางหรือการวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางตามที่กล่าวมาแล้ว   เป็นการบอกลักษณะของข้อมูลโดยอาศัยค่าที่อยู่ตรงกลาง ๆ หรือค่าที่มีความถี่มาก แต่เป็นการบอกลักษณะข้อมูลเพียงมิติเดียว ทำให้เห็นลักษณะของชุดข้อมูลไม่ชัดเจนพอ ค่าวัดการกระจายจะเป็นค่าสถิติอีกชนิดหนึ่ง ที่จะช่วยอธิบายลักษณะของข้อมูลแต่ละชุด    มีค่าห่างกันมากน้อยเพียงใด      ค่าวัดการกระจายที่นิยมใช้ ได้แก่ พิสัย   (Range)     ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย    (Mean  Devation)    ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน   (Standard Deviation)  ค่าของการกระจายแต่ละค่า   (Coefficient  of  Variation)     จะบ่งบอกถึงลักษณะข้อมูลแต่ละชุดมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด   ถ้าค่าการกระจายมีค่ามากแสดงว่าลักษณะของชุดข้อมูลก็แตกต่างกันมาก   ในการจัดการเรียนการสอนพบว่า   ผลการสอบของนักเรียนมีค่าการกระจายของคะแนนสอบมาก  แสดงว่าในการสอบครั้งนั้นนักเรียนมีผลการเรียนแตกต่างกันมาก (คะแนนการสอบแตกต่างกันมาก)  สถิติที่ใช้วัดการกระจายมีดังนี้

 

 

เมื่อ  M.D. =    ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย

หมายถึง  ผลรวมของความแตกต่างระหว่างข้อมูลแต่ละตัวกับค่าเฉลี่ยของข้อมูลชุดนั้น (โดยไม่นำเอาเครื่องหมายมาคิด)

N    เป็นจำนวนข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์

 

 

      ตัวอย่าง         ชุดข้อมูล  2,  4,  6,  8,  10

มีค่าเฉลี่ย    =  6

หาค่า    ได้ดังนี้

เมื่อ

= 4 + 2 + 0 + 2 + 4

=  12

M.D.          =

ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย    =  2

ข.  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน   (Standard  Deviation)  วิธีการคิดคำนวณ  เช่นเดียวกับค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย โดยการใช้ค่าความแตกต่างของข้อมูลแต่ละตัวกับค่าเฉลี่ยมาคำนวณ แต่เนื่องจากมีบางค่าเป็นลบ จึงทำให้ค่าติดลบหมดไป โดยการยกกำลังสองของค่าผลต่าง นำเอาค่ายกกำลังสองของค่าความแตกต่างแต่ละตัวมารวมกันทุกค่าแล้วหาค่าเฉลี่ย แล้วนำค่าเฉลี่ยกำลังสองของผลต่างข้อมูลมาถอดรากที่สอง เขียนเป็นสูตรได้ดังนี้

 

(สูตรที่ 1)         S.D.    =

 

เมื่อ   S.D.     =    ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

เมื่อ          =   ค่าเฉลี่ย

                                                  =     ข้อมูลส่วนตัว

                                  N                 =     จำนวนข้อมูล

 

ในกรณีที่คำนวณจากคะแนนดิบโดยไม่ต้องหาค่าเฉลี่ย ให้ใช้สูตรต่อไปนี้

(สูตรที่ 2)         S.D.    =

 

เมื่อ   N                 =     จำนวนข้อมูล

=      ผลรวมของข้อมูลแต่ละตัวยกกำลังสอง

=      ผลรวมของข้อมูลแต่ละตัว

 

 

ค.  ค่าของการกระจายแต่ละค่า   (Coefficient  of  Variation)

C.V     =

 

เมื่อ  C.V     =     ค่าสัมประสิทธิ์ของการกระจาย

S.D    =    ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

=    ค่าเฉลี่ย

 

      ตัวอย่าง         การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย

จากชุดข้อมูล  2,  4,  6,  8,  10

=      6

เมื่อ

=  16 + 4 + 0 + 4 + 16

=  40

กรณีใช้สูตรที่ 1     S.D    =

 

=

=  3.16

 

 

 

 

 

กรณีใช้สูตรที่ 2    

X1

2

4

6

8

10

4

16

36

64

100

30

220

 

S.D    =

 

=

=

 

=

 

=  3.16

การหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจายของข้อมูลชุดดังกล่าว

                    =     6

S.D.   =  3.16

ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย      =   52.67

ง.  พิสัย (Range)  หมายถึง ความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่มีค่าสูงสุดกับค่าต่ำสุดของข้อมูลชุดหนึ่ง เป็นค่าการกระจายของข้อมูลอย่างหยาบ

 

                                    พิสัย =   ค่าสูงสุด – ค่าต่ำสุด

 

ตัวอย่าง                       ข้อมูลชุดหนึ่งประกอบด้วย  2,  4,  6,  8,  10

 

พิสัย  =   10 – 2

=   8

 

จ.  ค่าเบี่ยงเบนควอไทล์พิสัย   คือค่าครึ่งหนึ่งของความแตกต่างระหว่างควอไทล์ที่  1  (Q1) กับควอไทล์ที่ 3  (Q3)

ค่าเบี่ยงเบนควอไทล์  =

เมื่อ  Q1   คือ     ค่าของการแบ่งข้อมูลออกเป็น1/4  หรือ 25%

(หรือค่าของข้อมูล ณ ตำแหน่งควอไทล์ที่  1)

Q3   คือ     ค่าของการแบ่งข้อมูลออกเป็น3/4  หรือ 75%

(หรือค่าของข้อมูล ณ ตำแหน่งควอไทล์ที่  3)

 

ตัวอย่าง                       ข้อมูลชุดหนึ่งประกอบด้วย

12        16        19        23        24        28        30        33

 

 

Q1                  (มัธยฐาน)                   Q3

(25 % ของข้อมูล)                                   (75%ของข้อมูล)

 

ค่าเบี่ยงเบนควอไทล์  =

Q3            =   30

Q1            =   16

=

ค่าเบี่ยงเบนควอไทล์  =   7

 

แปลความหมายว่า การกระจายของข้อมูลชุดนี้จากคะแนนกลาง คือ มัธยฐานอยู่  7  คะแนน

การกระจายของข้อมูลแบบค่าเบี่ยงเบนควอไทล์นี้   จะใช้อธิบายค่าการกระจายร่วมกับค่ามัธยฐาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุปการเลือกใช้สถิติที่ใช้วัดจากการกระจายของข้อมูล

 

1.  ในกรณีต้องการจะดูการกระจายอย่างหยาบของข้อมูล และเพื่อความรวดเร็วจะใช้พิสัย แต่การใช้พิสัยจะบอกอะไรไม่ได้

2.  ในกรณีใช้ค่ามัธยฐาน  เป็นสถิติที่ใช้วัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง          ควรใช้ค่าเบี่ยงเบนควอไทล์ เป็นสถิติใช้วัดการกระจาย

3.  ในกรณีใช้ค่าเฉลี่ยเป็นสถิติที่ใช้วัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลางควรใช้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นสถิติที่ใช้วัดการกระจาย

4.  ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ยเป็นค่าสถิติที่นักวิจัยไม่นิยมใช้ เนื่องจากปัญหาในการที่ไม่มีเครื่องหมายมาพิจารณาด้วย

5.  ข้อจำกัดของการใช้ค่าพิสัย ก็คือ ในกรณีชุดข้อมูลที่มีค่าต่ำสุด  หรือสูงสุด ต่างไปจากข้อมูลส่วนใหญ่ จะทำให้ค่าพิสัยมีความผิดพลาดไปมาก คือ มีค่าพิสัยกว้างผิดไปจากค่าที่ควรจะเป็น เมื่อนำเสนอข้อมูลค่าพิสัยแล้ว  ทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาด

6.  การนำเอาค่าเฉลี่ยของกลุ่ม 2 กลุ่ม โดยใช้เครื่องมือวัดคนละชนิดกันมาเปรียบเทียบกันไม่ควรทำ

7.  การพิจารณาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการสอบ โดยใช้ค่าสถิติเชิงพรรณนาเปรียบเทียบ ควรใช้ค่าสัมประสิทธิ์การกระจายเป็นค่าสถิติเปรียบเทียบ     แม้ว่าเครื่องมือวัดจะมีคะแนนเต็มไม่เท่ากัน หรือเครื่องมือวัดเป็นคนละชนิด  ก็สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการสอบได้ โดยการสอบค่าสัมประสิทธิ์การกระจายน้อย จะมีประสิทธิภาพมากกว่าการสอบที่มีค่าสัมประสิทธิ์การกระจายมาก

 

 

qqqq

 

 

 

กิจกรรมที่  2

 

 

                          กำหนดชุดข้อมูล  7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14

   คำชี้แจง           15, 16, 17, 8, 9, 12, 11, 13, 16, 15, 7

                           

 

จากชุดข้อมูลดังกล่าว  จงหา

  1. พิสัยของข้อมูล
  2. ค่ามัธยฐาน
  3. ค่าฐานนิยม
  4. ค่าเฉลี่ย
  5. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  6. ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละเท่าไรของคะแนนสูงสุดของข้อมูลชุดนี้

 

เรื่องที่ 3       สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างระหว่างประชากร

 

ในการพัฒนาการเรียนการสอน โดยการเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการเรียนการสอน ครูอาจารย์บางท่านต้องการที่จะทราบว่า นวัตกรรมหรือสื่อการสอนที่พัฒนามาใช้แก้ปัญหาการเรียนการสอนนั้น จะมีผลทำให้คุณภาพการเรียนการสอนดีกว่าที่ครูใช้วิธีสอนแบบดั้งเดิมอยู่หรือไม่ เพื่อเป็นการยืนยันและเพื่อให้ได้คำตอบตามประเด็นที่กล่าวข้างต้น จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการเปรียบเทียบแต่เนื่องจากเทคนิคสถิตติมีมาก ในการนำเสนอเทคนิคสถิติจึงจำเป็นต้องให้สอดคล้องกับรูปแบบการทดลอง และง่ายต่อการจัดทำการวิเคราะห์

 

 

 

 

            รูปแบบการทดลอง สำหรับการวิจัยในชั้นเรียน ส่วนใหญ่จะมี 4 รูปแบบใหญ่  ๆ  คือ

 

  1. แบบการทดลองที่ 1  กลุ่มทดลองกลุ่มเดียว และมีการวัดผลการทดลอง 1  ครั้ง
  2. แบบการทดลองที่ 2  กลุ่มทดลองกลุ่มเดียว และมีการวัดผลการทดลอง 2  ครั้ง 8 คือ ก่อนและหลังการทดลอง
  3. แบบการทดลองที่ 3  กลุ่มตัวอย่าง 2  กลุ่ม  มีลักษณะเท่าเทียมกัน ใช้เป็นกลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม และกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม มีการวัดผลหลังการทดลองที่ 1
  4. แบบการทดลองที่ 4  ใช้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม มีการวัดผลก่อนและหลังการทดลองทั้ง 2 กลุ่ม โดยที่กลุ่มที่ 1  กลุ่ม และกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม

 

 

แนวทางการใช้เทคนิคสถิติเพื่อการเปรียบเทียบในการวิเคราะห์ผลการดำเนินการ รูปแบบ

การทดลองทั้ง 4 แบบนั้น พอสรุปได้ดังนี้

 

!    เรื่องที่ 3.1  รูปแบบการทดลองที่ใช้กลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม

จะใช้สถิติเพื่อการเปรียบเทียบดังนี้

3.1.1                การทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลหลังการสิ้นสุดการทดลอง แล้วนำผลมาวิเคราะห์ ใน

การทดลองรูปแบบนี้จำเป็นที่ต้องทราบเกณฑ์ที่เป็นตัวกำหนดเปรียบเทียบกับผลการทดลองครั้งนี้ ผลดีหรือไม่ดี โดยผู้ที่พัฒนานวัตกรรมต้องการกำหนดเกณฑ์ที่เป็นคะแนนไว้ล่วงหน้า  เช่น ผู้ที่เรียนโดยนวัตกรรมที่ครูนำมาใช้สอนจะต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ตำกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม หรือกำหนดเป็นสัดส่วนของนักเรียนที่สอบผ่านเกณฑ์สูงกว่าร้อยละ80 หรือสัดส่วนของนักเรียนที่ได้ระดับผลการเรียน 3, 4 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 เป็นต้น

การวิเคราะห์ข้อมูล ได้กำหนดเกณฑ์เป็นคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม ดังนั้น การเปรียบเทียบระหว่างคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ที่คำนวณได้ดังเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยใช้    t-test  แบบทดสอบกลุ่มเดียว (One  sample testX

ถ้ากำหนดเกณฑ์เป็นสัดส่วนของผู้เรียนที่ผ่านเกณฑ์ หรือสัดส่วนของนักเรียนได้ระดับคะแนน 3, 4 ให้เทียบสัดส่วนของนักเรียนที่มีคุณลักษณะดังกล่าว หลังจากประเมินผลการเรียนหลังการใช้นวัตกรรมกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้   โดยใช้สถิติ  z – test  ที่มีลักษณะ  proportion – test  แบบกลุ่มเดียว

 

ในการทดลองใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องเลขยกกำลังกับนักเรียน 40 คน

  ตัวอย่าง           ผลการทดสอบ พบว่าได้คะแนนเฉลี่ย 75 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน   ค่า

เบี่ยงเบนมาตรฐาน 6.00 ก่อนการทดลองครั้งนี้ทางหมวดวิชาคณิตศาสตร์ได้กำหนด

เกณฑ์ไว้ นักเรียนจะต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จงเปรียบเทียบว่าการทดลองครั้งนี้ผลการทดลองแตกต่างไปจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่

 

สูตรที่ใช้ครั้งนี้เป็น  t-test  แบบ  one sample test

 

t           =

=          คะแนนเฉลี่ยของผลการทดลอง

=          คะแนนเกณฑ์กำหนด

s           =          ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

df         =          40 – 1 = 39

(จากตัวอย่าง      =  75,    =  70,  s = 6.00,  n = 40)

t           =

 

=

 

=     5.268

 

ค่า  t ที่คำนวณได้  =   5.268  ไปเปรียบเทียบกับค่า  t  ที่เปิดจากตารางที่ระดับนัยสำคัญของ  สถิติ ตั้งไว้ 0.05 หรือ 0.01 แล้วแต่ละกรณี และ df ที่ 30 (ดูค่าที่ต่ำกว่า 39 เพราะในตารางไม่มี df = 39 โดยตรงให้ดูที่ df ที่มีค่าน้อยกว่าลงมา) ได้ค่า t เปิดตาราง 2.042 ซึ่งน้อยกว่า t ที่คำนวณได้ 5.268 แสดงว่า ผลการทดสอบในที่กำหนดเชิงเปรียบเทียบว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทดลองแตกต่างจากคะแนนเกณฑ์ที่กำหนด

 

  ตัวอย่าง           การทดสอบสัดส่วนของประชากรกลุ่มเดียวกัน

ในการทดลองใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เลขยกกำลังกับนักเรียนจำนวน 50 คน ก่อนการทดลองทางหมวดวิชาคณิตศาสตร์    ได้กำหนดเกณฑ์ไว้  นักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะต้องได้ระดับผลการเรียนตั้งแต่ 3 ขึ้นไป ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 เมื่อสิ้นสุดผลการทดลองพบว่า  มีนักเรียนได้ระดับผลการเรียน ดังตารางระดับผลการเรียนของนักเรียนจำนวน 40 คน

 

ระดับผลการเรียน

จำนวน

สัดส่วน

0

1

2

3

4

-

5

20

15

10

0

.10

.40

.30

.20

40

 

จงเปรียบเทียบว่าสัดส่วนของนักเรียนที่ได้ระดับผลการเรียนตั้งแต่ 3 ขึ้นไป แตกต่างไปจากเกณฑ์ของหมวดวิชาคณิตศาสตร์ที่กำหนดไว้หรือไม่

สูตรในการเปรียบเทียบสัดส่วนของประชากรกลุ่มเดียว

Z          =

เมื่อ              =     สัดส่วนเกณฑ์ที่กำหนด

=     สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่าง

Q            =     (1 – )

n             =     จำนวนกลุ่มตัวอย่าง

=     สัดส่วนเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ  30 = .30

=     สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่ได้ระดับผลการเรียน 3 ขึ้นไป

=          .30 + .20

=          0.50

n          =          50

Z          =

 

=

=

 

=          2.86

 

นำค่า  Z  ที่คำนวณได้ไปเปิดพื้นที่ใต้โค้งว่าเป็นสัดส่วนเท่าใด แล้วเปรียบเทียบกับค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติ ถ้าค่าพื้นใต้โค้งน้อยกว่าระดับนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างแตกต่างไปจากสัดส่วนที่กำหนด จากตารางที่ 1 (ภาคผนวก) จะได้

ค่า Z  =   2.86    พื้นใต้โค้ง  =   .0021

 

3.1.2  ในกรณีการทดลองกับกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว  แต่มีการทดสอบก่อนทดลอง-ทดสอบหลังการทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากรสองกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กันใช้  t-test  แบบ  Dependent group

 

ใช้สูตร             t           =

เมื่อ

 

Sd         =

d          =          ค่าความแตกต่างระหว่างคะแนนหลังการทดลองกับก่อนการทดลองของ

แต่ละตัวอย่าง

Sd         =          ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลัง

การทดลอง

df         =          n – 1

 

 

ผลการทดลองใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เลขยกกำลังกับนักเรียน 50 คน

  ตัวอย่าง            โดยมีการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน ผลของการทดลอง

ดังตารางบันทึกคะแนน

 

(คะแนนเต็ม 20  คะแนน)

คนที่

คะแนนก่อนเรียน

(X1)

คะแนนหลังเรียน

(X2)

d

(X1 – X2)

d2

1

2

3

.

.

.

.

50

9

8

10

.

.

.

.

11

14

5

16

.

.

.

.

17

5

7

6

.

.

.

.

6

25

49

36

.

.

.

.

36

รวม

450

750

300

2100

 

จากตาราง                         =          300

 

Sd  =   เมื่อ

 

=

 

t      =

 

=

 

=  17.14

นำค่า  t  ที่คำนวณได้ไปเปรียบเทียบกับค่า t  ที่เปิดจากตาราง  ได้ค่า  t  ที่คำนวณได้มากกว่าค่า  t  เปิดจากตาราง  แสดงว่าคะแนนทดสอบหลังการทดลอง แตกต่างจากคะแนนทดสอบก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับที่กำหนดไว้

การเปิดค่า  t  จากตาราง จะต้องดูระดับนัยสำคัญทางสถิติ และค่า df

 

!    เรื่องที่ 3.2  รูปแบบการทดลองที่ใช้กลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม

โดยมีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างละ 1 กลุ่ม สถิติใช้ในการเปรียบเทียบมีดังนี้

3.2.1                 การทดลองที่มี 2  กลุ่ม   มีกลุ่มทดลอง  1  กลุ่ม  และมีกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม  การเก็บ

ข้อมูลหลังจากการทดลองเพียง 1 ครั้ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ เพื่อทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของประชากรสองกลุ่มที่เป็นอิสระกัน เพื่อต้องการทราบว่าค่าเฉลี่ยของประชากรทั้งสองมีค่าเฉลี่ยแตกต่างกันหรือไม่

 

 

 

 

 

 

สูตรที่ใช้

            1.  ถ้าความแปรปรวนของประชากรทั้งสองไม่เท่ากัน (

 

ใช้สูตร               t  =

 

df         =

 

            2.  ความแปรปรวนของประชากรทั้งสองเท่ากัน ในการทดลองจะต้องใช้ค่าความแปรปรวนร่วม (Pooled Variance) ซึ่งปราณได้จากความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่าง

 

t  =

 

=

 

df   =     n1  +  n2  – 2

 

เมื่อ               คือ  ค่าเฉลี่ยของตัวอย่างกลุ่มที่ 1  และกลุ่มที่ 2  ตามลำดับ

คือ  ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ตามลำดับ

n1  , n2        คือ จำนวนตัวอย่างของกลุ่มที่ 1  และกลุ่มที่ 2  ตามลำดับ

df               คือ  ชั้นความเป็นอิสระ

คือ ความแปรปรวน  (Pooled Variance)

 

ในการทดลองเพื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มนักเรียนที่ใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

  ตัวอย่าง          เรื่อง เลขยกกำลังกับกลุ่มนักเรียนที่เรียนโดยใช้แผนการสอนปกติ     โดยนักเรียน

สองกลุ่มที่มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์พอๆ กันโดยดูจากระดับผลการเรียนคณิตศาสตร์ เฉลี่ยใกล้เคียงกัน เมื่อสิ้นสุดการทดลอง  ผลการทดสอบเป็นดังนี้

 

กลุ่มทดลอง

กลุ่มควบคุม

n1    =    50

            =  27.50

S1    =  5.00

=  25.00

n2    =    50

          =  25.00

S2    =  4.75

     =  22.56

 

ผลการทดสอบความแปรปรวนเบื้องต้น พบว่ามีความแปรแรวนไม่แตกต่างกัน

 

t  =

 

=

 

=

 

=

 

=  23.78

 

 

t           =

 

=

 

=

 

ค่า   t    =  2.56

df  =   n1 + n2 – 2

=  98

df  =  98  ได้ค่า  t  เปิดจากตาราง  =  2.00)

ค่า  t  ที่ได้จากการคำนวณมากกว่าค่า  t  เปิดจากตาราง

ผลสรุปจากการทดลองครั้งนี้พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างจากนักเรียนที่เรียน  โดยใช้แผนการสอนปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

 

3.2.2                การทดลองที่มี 2   กลุ่ม   มีกลุ่มทดสอบ  2  ครั้ง   โดยการทดสอบก่อนการทดลอง-หลังการทดลอง มีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม        การออกแบบทดลองแบบนี้เพื่อ

ต้องการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความก้าวหน้าของผลการเรียนทั้งสองกลุ่ม   มีความแตกต่างกันหรือไม่

ในการทดลองรูปแบบนี้เพื่อเอื้ออำนวยให้กับข้อจำกัดการหากลุ่มตัวอย่างที่มีพื้นฐานเท่าเทียมกันได้ลำบาก   จึงใช้แบบทดลอง    เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยตามความแตกต่างก่อนหรือหลังเรียนของกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ซึ่งเรียกว่า   gain  score โดยใช้สูตร  t-test   เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว

 

 

 

ตัวอย่าง

(คะแนนเต็ม  50  คะแนน)

กลุ่มทดลอง

กลุ่มควบคุม

      =  19.00     S1  =  4.36

=  43.00     S2  =  4.02

=  24.00

=  4.00

n   =  50

=  17.00       S1  =  5.60

=  38.60     S2  =  5.35

=  21.60

=  5.00

n   =  50

 

เมื่อ            คือ       คะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มทดลอง

คือ       คะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มควบคุม

คือ       ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มทดลอง

คือ       ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มควบคุม

 

จากข้อมูลข้างต้น จงทดสอบว่าความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย ความแตกต่างระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันหรือไม่

 

t  =

 

=

 

=

 

=

 

ค่า  t      =  2.637

 

df         =          =

 

df         =          96

 

เปิดค่า  t  จากตารางที่    ได้ 2.00 เมื่อเปรียบเทียบกับค่า  t  ที่คำนวณได้แล้ว ค่า  t   ที่คำนวณได้มากกว่า  ค่า  t  เปิดจากตาราง แสดงว่า คะแนนความแตกต่างของกลุ่มทดลองแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

 

qqq

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่  3

 

 

คำชี้แจง           3.1  ใช้บันทึกข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์

                               ค 203   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2    ห้อง   2/1

                               ตอบคำถามข้อ 1-3

 

(คะแนนเต็ม   50   คะแนน)

นักเรียนคนที่

คะแนนก่อนเรียน

คะแนนหลังเรียน

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

15

17

22

21

30

25

16

15

20

19

18

2

20

17

18

19

35

40

42

37

41

45

39

40

39

0

41

43

44

45

46

47

นักเรียนคนที่

คะแนนก่อนเรียน

คะแนนหลังเรียน

17

18

19

20

21

22

23

24

25

20

21

20

21

20

17

16

17

18

48

44

41

42

41

37

37

39

38

 

 

จากผลการบันทึกข้อมูลข้างต้น

1)  จงพิจารณาว่าผลสอบปลายภาคของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  แตกต่างจากร้อยละ 65 ของคะแนนเต็มหรือไม่

2)  จงพิจารณาว่าสัดส่วนของนักเรียนที่ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มแตกต่างไปจากสัดส่วนที่หมวดคณิตศาสตร์ตั้งไว้ ร้อยละ 50 ของนักเรียนห้อง ม.2/1 หรือไม่

3)  ผลการสอบหลังเรียนแตกต่างไปจากผลการสอบก่อนเรียนหรือไม่

 

qqq

 

 

 

 

 

 

คำชี้แจง           3.2  ใช้บันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ระหว่าง

                               ห้อง   ม. 2/1  ใช้นวัตกรรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

                               ห้อง   ม. 2/2  ใช้แผนการสอนปกติ

                               ตอบคำถามข้อ 1-3

 

(คะแนนเต็ม   50   คะแนน)

ค่าสถิติ

ม. 2/1

ม. 2/2

 

S.D

ก่อนเรียน

หลังเรียน

ก่อนเรียน

หลังเรียน

23.00

7.60

42.00

7.00

22.00

7.70

39.00

7.60

n

50

50

1)  จงเปรียบเทียบความรู้พื้นฐานของนักเรียนสองห้องว่าแตกต่างกันหรือไม่

2)  จงเปรียบเทียบว่าหลังเรียนแล้ว นักเรียนสองห้อง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน

หรือไม่

3)  ถ้าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียน

ของห้อง ม.2/1  เท่ากับ 4.00  และของห้อง ม.2/2 เท่ากับ 3.75 จงเปรียบเทียบว่าคะแนน

ความก้าวหน้าของสองห้องนี้แตกต่างกันหรือไม่

 

qqq

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

 

 

คำชี้แจง                     ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

  1.  การบรรยายให้ทราบลักษณะของประชากรหรือของกลุ่มตัวอย่างประชากร ค่าการวัดเข้าสู่

ส่วนกลางคือข้อใด

ก.     ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย  ความถี่

ข.     เปอร์เซ็นต์  พิสัย  ควอไทล์

ค.     ฐานนิยม  มัธยฐาน  ค่าเฉลี่ย

ง.      พิสัย  ค่าความแปรปรวน  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

  1. การบรรยายให้ทราบลักษณะของประชากรหรือของกลุ่มตัวอย่างประชากรด้วยการวัดการกระจาย  คือข้อใด

ก.     พิสัย  ความแปรปรวน

ข.     ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย  มัธยฐาน

ค.     ฐานนิยม  ควอไทล์  ค่าเฉลี่ย

ง.      ค่าเฉลี่ย   ร้อยละ  ควอไทล์

  1. การเลือกใช้เทคนิคสถิติให้เหมาะสมเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลควรคำนึงถึงข้อใด

ก.     ระดับการวัดของตัวแปร

ข.     จุดประสงค์ของการวิจัย

ค.     จำนวนของตัวแปร

ง.      ข้อ  ก.  ข.  และ  ค.

 

 

  1. ในการนำเสนอข้อมูลเพื่อบรรยายลักษณะของประชากร หรือของกลุ่มตัวอย่างประชากรด้วยค่าวัดเข้าสู่ส่วนกลาง และการวัดการกระจาย ข้อใดเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง

ก.     ค่าฐานนิยม กับ ค่าควอไทล์

ข.     พิสัย  กับ  ค่าร้อยละ

ค.     ค่าเฉลี่ย กับ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ง.      ค่ามัธยฐาน  กับ ค่าเบี่ยงเบนเฉลี่ย

  1. การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของประชากรกับเกณฑ์ที่กำหนด ใช้เทคนิคสถิติทดสอบข้อใด

ก.     t-test  แบบ  independent

ข.     t-test one-sample test

ค.     t-test  แบบ  dependent

ง.      z-test  แบบสัดส่วนกลุ่มเดียว

  1. การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างผลการเรียน ก่อน-หลังเรียน ใช้เทคนิคสถิติทดสอบข้อใด

ก.     t-test  แบบ  one-sample test

ข.     t-test  แบบ  dependent

ค.     t-test  แบบ  independent

ง.      z-test  แบบสัดส่วนกลุ่มเดียว

  1. การทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่ม ที่เป็นอิสระกันควรเลือกใช้เทคนิคสถิติทดสอบข้อใด

ก.     t-test  แบบ dependent independent

ข.     t-test  แบบ  one-sample test

ค.     t-test  แบบ  independent

ง.      z-test  แบบสัดส่วนกลุ่มเดียว

 

 

 

 

  1. การทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยระหว่าง 2 กลุ่ม  ที่เป็นอิสระกัน ควรเลือกใช้เทคนิคสถิติทดสอบข้อใด

ก.     t-test  แบบ  dependent

ข.      t-test  แบบ  independent

ค.     t-test  แบบ  dependent 

ง.      ข้อ  ก.  ข.  และ  ค.

 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเอง

ก่อนเรียน

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนเรียน

  1. ข.
  2. ง.
  3. ข.
  4. ข.
  5. ข.
  6. ก.
  7. ข.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองหลังเรียน

  1. ค.
  2. ก.
  3. ง.
  4. ค.
  5. ก.
  6. ค.
  7. ค.
  8. ค.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวคำตอบกิจกรรม

 

 

 

    กิจกรรมที่  1

 

ü   1.

ü   2.

ü   3.

ü   4.

ü   5.

ü   6.

 

 

    กิจกรรมที่  2

 

1.  ค่าพิสัยของข้อมูล   เท่ากับ 10

2.  ค่ามัธยฐาน             เท่ากับ 12

3.  ค่าฐานนิยม             เท่ากับ 12

4.  ค่าเฉลี่ย                   เท่ากับ 11.76

5.  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  เท่ากับ  3.05

6.  ร้อยละ  69.18

 

 

 

 

 

    กิจกรรมที่  3

 

3.1

1.)  ใช้  t –test   แบบ dependent

-  ค่า  t  ที่คำนวณได้  เท่ากับ 12.97

-  ค่า  t  เปิดจากตาราง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05

ได้  t  =  2.064

(คะแนนเฉลี่ยแตกต่างจากเกณฑ์ที่กำหนดให้ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม)

 

2)           ใช้สูตร

คำนวณได้ค่า Z เท่ากับ 2.00  นำค่า Z  ที่ได้ไปเปิดตารางเพื่อหาสัดส่วนของพื้นที่ใต้โค้งที่เป็น

ค่าความน่าจะเป็น จะมากกว่าหรือน้อยกว่าระดับนัยสำคัญทางสถิติ หารด้วย 2  ถ้าตั้งระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ 0.5  ก็จะพิจารณาว่าเป็น 0.5/2 = 0.025

เพราะฉะนั้นสัดส่วนของนักเรียนที่ได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 80 มากกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 50 ของนักเรียน

 

3)           กลุ่มทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียน-ทดสอบหลังเรียน  ใช้สถิติทดสอบ t-test แบบ dependent (ค่าที่คำนวณได้ t = 28.56) ค่า t  เปิดจากตาราง df = n – 1 , (25 – 1 ) = 24  ระดับนัยสำคัญทางสถิติตั้งไว้    ได้ ช 2.064  (คะแนนเฉลี่ยทดสอบหลังเรียนแตกต่างไปจากคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05)

 

3.2

 

1.)  ใช้  t –test   แบบ  Independent  เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนของนักเรียนทั้งสองห้อง สรุปได้ว่า นักเรียนทั้งสองห้องมีความรู้พื้นฐานไม่แตกต่างกัน

2.)   ใช้  t –test   แบบ  Independent   โดยใช้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียนทั้งสองห้องเปรียบเทียบกันได้เลย (เพราะว่าจากข้อที่ 1 เปรียบเทียบแล้วพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนของนักเรียนทั้งสองห้องไม่แตกต่างกัน)  ซึ่งค่า  t   ที่คำนวณได้  เท่ากับ 1.96  มีค่าน้อยกว่าค่า t  จากเปิดตารางที่    df = 60 = .05  เท่ากับ 2.00 จึงสรุปว่า หลังเรียนแล้ว นักเรียนทั้งสองห้องมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกัน

 

3.)   ใช้  t –test   แบบ      Independent   โดยสูตร   pooled   Variance (   ซึ่งคำนวณค่า

ได้    =  2.58 ,  ค่า  t   จากตาราง    = .05  ได้  = 2.00   จึงสรุปได้ว่า     คะแนนเฉลี่ยความก้าวหน้า

ของนักเรียนทั้งสองห้องแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  ไปจากคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน

อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5

 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

 

การศึกษานอกโรงเรียน,  กรม.   ชุดวิชาวิจัยทางการศึกษานอกโรงเรียน  การวิเคราะห์ข้อมูล.   

กรุงเทพมหานคร :  บริษัทประชาชน,  2538

 

ประคอง  กรรณสูต.   สถิติประยุกต์สำหรับครู.   กรุงเทพมหานคร :  ไทยวัฒนาพานิช,  2520.

 

 

 

q  qq  q

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

 

 

 

 

 

การวิจัยในชั้นเรียน7

 

 

 

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง

 

 

 

เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน

 

 

 

 

 

 

หน่วยที่ 6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

 

 

 

 

 

 

 

หน่วยศึกษานิเทศก์              กรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

คำนำ

 

 

 

เอกสาร  ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน ชุดนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือ

 

ร่วมใจกัน ของบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน  เพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน    โดยจะเสริมสร้างให้ครูมีความสามารถในการทำวิจัย    เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเสริมสมรรถนะทางวิชาการให้แก่ศึกษานิเทศก์  เพื่อให้สามารถนิเทศ  ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยในชั้นเรียนให้แก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

กรมสามัญศึกษา   ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ และคณะทำงานทุกท่าน   ที่มีส่วนร่วม คิดและร่วมจัดทำชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง   การวิจัยในชั้นเรียน  นี้    และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดฝึกอบรมด้วยตนเองนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศึกษานิเทศก์  และครูให้สามารถพัฒนา

 

การเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพได้อย่างเป็นมรรคผล

 

 

 

 

 

(คุณหญิงสมจินตนา    ภักดิ์ศรีวงศ์)

 

                                                                                                อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

 

 

การจัดการเรียนรู้    ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พุทธศักราช   2542

 

ได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด  ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนและพัฒนาตนเอง

 

ได้กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย   เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนั้นผู้สอนจึงมีบทบาทในการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยคามสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยศึกษาสภาพปัญหาวิธีการและผลจากการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน    เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้

 

ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องด้วยการวิจัย    และสามารถนำกระบวนการวิจัยไปประยุกต์ในการพัฒนาตน พัฒนางานให้ส่งเผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในที่สุด

 

กรมสามัญศึกษา ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ ที่ได้ปรับปรุงพัฒนา ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน และจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2  เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้สอนให้สามารถใช้การวิจัยเป็นแนวทาง  ในการจักการเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียนให้         เรียนได้เต็มศักยภาพ   อันจะส่งผลต่อเยาวชนที่มีคุณภาพตลอดไป

 

 

 

 

 

(นางกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา)

 

                                                                                            อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

 

หน้า

 

 

 

คำนำ

 

แนวทางการศึกษา

 

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

ขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญและจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

 

เรื่องที่ 1           ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

 

กิจกรรมที่  1

 

 

 

เรื่องที่ 2           การหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

 

เรื่องที่ 2.1  ความตรง  (Validity)

 

เรื่องที่ 2.2  ความเชื่อมั่น  (Reliability)

 

เรื่องที่ 2.3  อำนาจจำแนก  (Discrimination)

 

เรื่องที่  2.4  ความยาก  (Difficulty)

 

กิจกรรมที่ 2

 

 

 

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนและหลังเรียน

 

แนวคำตอบกิจกรรม

 

บรรณานุกรม

 

ภาคผนวก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวทางการศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การศึกษาเนื้อหาสาระของหน่วยนี้ ให้ท่านปฏิบัติ ดังนี้

 

 

 

  1. 1.            ศึกษาขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ และจุดประสงค์การเรียนรู้
  2. 2.            ทำแบบประเมินตนเองก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน
  3. 3.            ศึกษาเนื้อหาสาระโดยละเอียดทีละเรื่อง  และทำกิจกรรมท้ายเรื่อง
  4. 4.            ทำแบบประเมินตนเองหลังเรียน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าหลังเรียน ถ้าได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 80  ให้กลับไปทบทวนความรู้เพิ่มเติม   จนกว่าจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

 

 

 

 

คำชี้แจง                     ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

 

 

 

จงใช้ตัวเลือกข้างล่างนี้ตอบ คำถามข้อ 1-3

 

ก.     แบบทดสอบ

 

ข.     แบบสอบถาม

 

ค.     แบบสัมภาษณ์

 

ง.      แบบสังเกต

 

1.   เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

 

  1. เครื่องมือที่ประหยัดทั้งคนและงบประมาณในการเก็บรวบรวมข้อมูล
  2. เครื่องมือที่เหมาะสมที่จะใช้ถามจากผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก

 

จงพิจารณาข้อความตั้งแต่ ข้อ 4 ถึงข้อ 7 ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องใดต่อไปนี้

 

ก.  ความตรง  (Validity)

 

ข.  ความเชื่อมั่น  (Reliability)

 

ค.  อำนาจจำแนก  (Discrimination)

 

ง.  ความยาก  (Difficulty)

 

  1. ข้อสอบข้อนี้มีคนตอบถูกร้อยละ 20
  2. สมศรีทำข้อสอบนี้กี่ครั้งก็ได้คะแนนเท่าเดิม
  3. ครูสอบเรื่องที่พวกเราเรียน
  4. ข้อสอบข้อนี้คนเรียนเก่งตอบ

 

 

 

 

 

 

 

  1. ข้อควรคำนึงในการสร้างข้อคำถามในแบบสอบถามคือข้อใด

 

ก.     ไม่ถามวกวน

 

ข.     ไม่ควรมากข้อ

 

ค.     ข้อคำถามชัดเจน

 

ง.      ถูกทุกข้อ

 

  1. ข้อใดคือเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยในชั้นเรียน

 

ก.     แบบทดสอบ

 

ข.     แบบสังเกต

 

ค.     แบบสอบถาม

 

ง.      ถูกทุกข้อ

 

  1. ข้อใดคือจุดประสงค์สำคัญที่สุดของการทดลองใช้แบบสอบถาม

 

ก.     เพื่อดูเวลาที่ใช้

 

ข.     เพื่อดูความสนใจของผู้ตอบ

 

ค.     เพื่อดูความชัดเจนของคำถาม

 

ง.      เพื่อดูการเว้นที่ว่างสำหรับคำตอบ

 

  1. เครื่องเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องเสียเวลามาก เสียค่าใช้จ่ายสูงคือข้อใด

 

ก.     แบบทดสอบ

 

ข.     แบบสังเกต

 

ค.     แบบสอบถาม

 

ง.      แบบสัมภาษณ์

 

  1. ค่า  IOC ที่ใช้ได้ควรมีค่าเท่าใดขึ้นไป

 

ก.     0.20

 

ข.     0.50

 

ค.     0.80

 

ง.      1.00

 

 

 

 

 

 

 

  1. การวิเคราะห์ข้อสอบแบบอิงเกณฑ์ เป็นการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งใด

 

ก.     จำนวนผู้ตอบถูกระหว่างการทดสอบก่อนและหลังสอน

 

ข.     อำนาจการจำแนกของข้อสอบที่เป็นลบและบวก

 

ค.     ข้อสอบที่ง่ายมากและยากมากอย่างละ 10 ข้อ

 

ง.      ผลรวมของคะแนนของจำนวนนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มและกลุ่มต่ำกลุ่มละ  ของจำนวนคนทั้งหมด

 

14.  ในการประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ ข้อสอบจะต้องมีลักษณะใดจึงจะดีที่สุด

 

ก.  ก่อนสอนตอบถูก  หลังสอนตอบถูก

 

ข.  ก่อนสอนตอบผิด  หลังสอนตอบผิด

 

ค.  ก่อนสอนตอบผิด  หลังสอนตอบถูก

 

ง.  ก่อนสอนตอบถูก  หลังสอนตอบผิด

 

15.  ข้อสอบข้อหนึ่งมีคนในกลุ่มสูงทำถูก 10 คน ใน 20 คน กลุ่มต่ำทำถูก 5 คน ใน 20 คน

 

ระดับความยากจะเท่ากับเท่าใด

 

ก.   0.13

 

ข.  0.25

 

ค.  0.38

 

ง.  0.75

 

16.  ข้อสอบที่มีระดับความยาก 0.90  หมายความว่าอย่างไร

 

ก.  ยากมาก

 

ข.  ง่ายมาก

 

ค.  ยากปานกลาง

 

ง.  ยังสรุปไม่ได้

 

17.  ข้อสอบที่มีอำนาจจำแนกสูง แสดงว่าอย่างไร

 

ก.  มีคนทำถูกน้อยในแต่ละกลุ่ม

 

ข.  มีคนทำถูกมากในแต่ละกลุ่ม

 

ค.  มีคนทำถูกเท่า ๆ กันในทุกกลุ่ม

 

ง.  มีคนทำถูกในกลุ่มสูงมากและทำถูกในกลุ่มต่ำน้อย

 

 

 

  1.  การใช้สูตร KR-21  เรามีข้อสมมุติว่าอย่างไร

 

ก.  ข้อสอบทุกข้อมีความยากเท่ากัน

 

ข. ข้อสอบทุกข้อมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน

 

ค.  ข้อสอบทุกข้อมีความแปรปรวนเท่ากัน

 

ง.  ข้อสอบทุกข้อมีความคลาดเคลื่อนเท่ากัน

 

19.  การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามี่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า เราสามารถใช้สูตรใด

 

ก.  KR-20

 

ข.  KR-21

 

ค.  Alpha Coefficient

 

ง.  ข้อ  ก  และ  ข

 

20.  ถ้าค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบครึ่งฉบับมีค่า 0.60 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

 

ทั้งฉบับจะเป็นเท่าใด

 

ก.     0.75

 

ข.     0.80

 

ค.     0.90

 

ง.      1.00

 

 

 

 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบข่ายของเนื้อหา สาระสำคัญ

 

และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

 

 

 

 

 

  • ขอบข่ายของเนื้อหา

 

 

 

เรื่องที่ 1           ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

 

เรื่องที่ 2           การหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

 

เรื่องที่ 2.1  ความตรง  (Validity)

 

เรื่องที่ 2.2  ความเชื่อมั่น  (Reliability)

 

เรื่องที่ 2.3  อำนาจจำแนก  (Discrimination)

 

เรื่องที่  2.4  ความยาก  (Difficulty)

 

 

 

 

 

  • สาระสำคัญ

 

 

 

  1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีหลายชนิด เช่น  แบบทดสอบ  แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์  แบบสังเกต  เป็นต้น
  2. คุณภาพของเครื่องมือพิจารณาได้จากความตรง  ความเชื่อมั่น  อำนาจจำแนกและความยาก

 

 

 

  • จุดประสงค์การเรียนรู้

 

เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 6   จบแล้ว  ท่านสามารถ

 

  1. บอกประเภทต่าง ๆ ของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้
  2. บอกขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิธีการปรับปรุงเครื่องมือวัดได้
  3. เลือกใช้วิธีการหาคุณภาพของเครื่องมือได้อย่างเหมาะสม

 

 

 

 

 

 

เรื่องที่  1        ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม

 

                      ข้อมูล

 

                  

 

 

 

            เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่นิยมใช้ในการวิจัยในชั้นเรียน มีหลายอย่าง ได้แก่

 

  1. แบบทดสอบ  (Test)
  2. แบบสอบถาม  (Questionnaires)
  3. แบบสัมภาษณ์  (Interview)
  4. แบบสังเกต  (Observation)

 

 

 

  1. 1.            แบบทดสอบ  (Test)  หมายถึง ชุดของคำถามที่ใช้วัด พฤติกรรมประเมินแบบทดสอบ

 

แบ่งได้หลายแบบ เช่น

 

แบบทดสอบแบบอัตนัยหรือแบบความเรียง (Subjective of Essay Type)  หมายถึง

 

แบบทดสอบที่กำหนดปัญหาหรือคำถามมาให้   โดยให้ผู้เข้าสอบเขียนตอบยาว ภายในเวลาที่กำหนดให้  ข้อสอบประเภทนี้เหมาะสำหรับวัดหลาย ๆ ด้าน ในแต่ละข้อ เช่น วัดความสามารถในการใช้ภาษา  ความคิด  การแสดงออกของอารมณ์  ทัศนคติอื่น ๆ

 

1.2  แบบปรนัย หรือแบบให้ตอบสั้น ๆ  (Objective or Short Answer Type)  หมายถึง แบบทดสอบที่กำหนดให้ตอบสั้น ๆ หรือแบบกำหนดคำตอบให้เลือก ได้แก่ แบบทดสอบต่อไปนี้  

 

            ก.  แบบถูก – ผิด  (True-False)

 

ข.  แบบเติมคำ  (Completion)

 

ค.  แบบจับคู่  (Matching)

 

ง.  แบบเลือกตอบ  (Multiple Choice)

 

 

 

  1. 2.            แบบสอบถาม  (Questionnaires)  คือ รายการคำถามที่ส่งไปให้คนกลุ่มหนึ่ง เป็น

 

ผู้ตอบเกี่ยวกับเรื่องที่เราต้องการทราบ อาจเป็นคำถามที่ถามข้อเท็จจริง   ความเห็น   ความรู้สึก การประเมินสภาพ การประเมินการปฏิบัติ ฯลฯ โดยให้บุคคลตอบในแบบสอบถาม

 

 

 

ขั้นตอสนการสร้างแบบสอบถาม

 

 

 

การสร้างแบบสอบถาม  มีขั้นตอนดำเนินการ  ดังนี้

 

  1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการสร้างแบบสอบถาม
  2. ระบุเนื้อหาหรือประเด็นหลักที่จะถามให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ที่จะประเมิน
  3. กำหนดประเภทของคำถาม โดยอาจจะเป็นคำถามปลายเปิด หรือปลายปิด
  4. ร่างแบบสอบถาม  โครงสร้างของแบบสอบถามอาจแบ่งเป็น 3 ตอน คือ

 

ตอนที่  1  ข้อความเบื้องต้น

 

ตอนที่  2  ข้อมูลทั่วไป

 

ตอนที่  3  ข้อมูลหลักเกี่ยวกับเรื่องที่จะถาม

 

  1. ตรวจสอบข้อคำถามว่าครอบคลุมเรื่องที่จะวัดตามวัตถุประสงค์หรือไม่
  2. ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและภาษาที่ใช้
  3. ทดลองใช้แบบสอบถามเพื่อดูความเป็นปรนัย ความเที่ยงและเพื่อประมาณเวลาที่ใช้
  4. ปรับปรุงแก้ไข
  5. จัดพิมพ์และทำคู่มือ

 

 

 

 

 

ประเภทคำถามในแบบสอบถาม

 

 

 

คำถามในแบบสอบถามมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีความมุ่งหมายแตกต่างกันดังนี้

 

 

 

  1. 1.            แบบคำถามปลายเปิด    เป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบเขียนตอบได้อย่างอิสระมี

 

การกำหนดคำตอบไว้ เช่น

 

นักเรียนชอบสื่อการเรียนการสอนที่มีลักษณะอย่างไร

 

……………………………………………………………………………………

 

…………………………………………………………………………………..

 

  1. 2.            แบบคำถามปลายเปิด   เป็นแบบที่กำหนดคำตอบให้ผู้เลือกตอบไว้แน่นอน ผู้ตอบ

 

เลือกตอบจากคำตอบที่กำหนดให้ ลักษณะของคำตอบแบ่งได้ดังนี้

 

(1)  แบบเลือกตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจากสองคำตอบ เช่น นักเรียนรู้สึกอย่างไรต่อการเรียนด้วยบทเรียนแบบโปรแกรมชุดนี้

 

(  )  ชอบ

 

(  )  ไม่ชอบ  เพราะ…………………

 

(2)        แบบเลือกคำตอบเดียวจากหลายคำตอบ เช่น นักเรียนเห็นว่าเรื่องใดต่อไปนี้ยากที่สุด

 

(  )  เลขยกกำลัง

 

(  )  จำนวนจริง

 

(  )  สมการเส้นตรง

 

(  )  ความน่าจะเป็น

 

(3)        แบบเลือกคำตอบหลายคำตอบ เช่น

 

  • สาเหตุที่นักเยนได้คะแนนคณิตศาสตร์น้อยเป็นเพราะเหตุใด (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

 

(  )  ไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์

 

(  )  ไม่ตั้งใจเรียนขณะที่ครูสอน

 

(  )  ไม่ได้ทำการบ้านด้วยตนเอง

 

(  )  ความรู้พื้นฐานไม่ดี

 

(  )  ครูสอนไม่ดี

 

(  )  อื่น ๆ (โปรดระบุ)…………..

 

  •  นักเรียนชอบใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรมใด

 

(  )  นอน

 

(  )  อ่านหนังสือ

 

(  )  ฟังวิทยุ

 

(  )  ดูโทรทัศน์

 

(  )  เล่นกีฬา

 

(  )  ทำงานบ้าน

 

(  )  ทำการบ้าน

 

(  )  งานอื่น ๆ (โปรดระบุ)………………………..

 

(4)  แบบจัดเรียงลำดับ ผู้ตอบจะต้องเรียงลำดับความสำคัญ หรือลำดับก่อนหลัง โดยใส่หมายเลข 1,  2,  3  ตามลำดับ เช่น

 

  •  นักเรียนชอบเรียนวิชาต่าง ๆ ตามลำดับมากน้อยอย่างไร

 

(  )  คณิตศาสตร์

 

(  )  ภาษาไทย

 

(  )  ภาษาอังกฤษ

 

(  )  วิทยาศาสตร์

 

(  )  สังคมศึกษา

 

(  )  สุขศึกษา

 

(  )  พลศึกษา

 

(  )  การงาน

 

(  )  ศิลปศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(5)  แบบมาตรประมาณค่า เป็นแบบให้จัดลำดับความสำคัญ อาจใช้ 5 ลำดับ เช่น มากที่สุด มาก  ปานกลาง  น้อยและน้อยที่สุด  หรืออาจใช้ 3 ลำดับก็ได้ เช่น มาก  ปานกลาง  น้อย

 

ให้นักเรียนกาเครื่องหมาย Ö  ลงในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของนักเรียน

 

 

 

 

ข้อความ

ระดับความคิดเห็น

มากที่สุด

มาก

ปานกลาง

น้อย

น้อยที่สุด

1.  การจัดเรียงลำดับของเนื้อหาเหมาะสม

2.  ความเหมาะสมของจำนวนตัวอย่าง

3.  ความเหมาะสมของจำนวนข้อของ

แบบฝึกหัด

·   ………………………………………………..

·   ………………………………………………..

·   ………………………………………………..

10. เอกสารเล่มนี้มีประโยชน์

………………

………………

………………

 

 

 

 

………………

………..

………..

………..

 

 

 

 

………..

…………………..

…………………..

…………………..

 

 

 

 

………………….

……..

……..

……..

 

 

 

 

……..

………………

………………

………………

 

 

 

 

………………

 

 

 

 

 

คำตอบที่ได้จากคำถามประเภทนี้ เป็นการบอกปริมาณว่ามากน้อยเท่าใด สามารถนำมาแปลเป็นคะแนนได้ดังนี้

 

มากที่สุด                     มีค่าเท่ากับ                   5          คะแนน

 

มาก                             มีค่าเท่ากับ                   4          คะแนน

 

ปานกลาง                    มีค่าเท่ากับ                   3          คะแนน

 

น้อย                            มีค่าเท่ากับ                    2          คะแนน

 

น้อยที่สุด                    มีค่าเท่ากับ                    1          คะแนน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรวัดเจตคติ   จัดเป็นแบบมาตรประมาณค่าด้วย     เราสามารถใช้มาตรวัดเจตคติเพื่อสอบถามระดับความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ข้อความมาตรวัดเจตคติจะเป็นข้อความทั้งเชิงบวก และเชิงลบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

 

ตัวอย่างแบบสอบถามเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

 

 

 

 

 

ข้อความ

ระดับความคิดเห็น

เห็นด้วยอย่างยิ่ง

เห็นด้วย

เฉย ๆ

ไม่เห็นด้วย

เห็นด้วยอย่างยิ่ง

1.  คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ให้ประโยชน์

2.  รู้สึกเบื่ออหน่ายเมื่อเรียนวิชาคณิตศาสตร์

3.  วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ทำให้คนมี

เหตุผล

4.  รู้สึกพอใจเมื่อได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์

·   ………………………………………………..

·   ………………………………………………..

·   ………………………………………………..

20. คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีคุณค่า

………………

………………

………………

 

……………….

……………….

……………….

……………….

……………….

………..

………..

………..

 

…………….

……………. …………… ……………

…………….

………………………

 

…………………..

………………

……………….

……………….

……………….

 

……………….

……………….

……………….

……………….

……………….

………………

………………

………………

 

……………….

……………….

……………….

……………….

………………

 

 

 

 

ข้อความที่สอบถามจะมีทั้งข้อความเชิงบวก เช่น ข้อความที่ 1,  3,  4  และ 20 ส่วนข้อความเชิงลบเช่นข้อความที่ 2  การแปลความหมายของคะแนนจะมีตั้งแต่ 1-5 คะแนน

 

สำหรับข้อความเชิงบวก

 

ถ้าตอบว่า    เห็นด้วยอย่างยิ่ง               จะได้       5     คะแนน

 

ถ้าตอบว่า    เห็นด้วย                           จะได้       4     คะแนน

 

ถ้าตอบว่า    เฉย  ๆ                               จะได้       3     คะแนน

 

ถ้าตอบว่า    ไม่เห็นด้วย                       จะได้       2     คะแนน

 

ถ้าตอบว่า    ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง           จะได้       1     คะแนน

 

สำหรับข้อความเชิงลบ

 

ถ้าตอบว่า    เห็นด้วยอย่างยิ่ง               จะได้       1     คะแนน

 

ถ้าตอบว่า    เห็นด้วย                           จะได้        2     คะแนน

 

ถ้าตอบว่า    เฉย  ๆ                               จะได้       3     คะแนน

 

ถ้าตอบว่า    ไม่เห็นด้วย                       จะได้       4     คะแนน

 

ถ้าตอบว่า    ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง           จะได้       5     คะแนน

 

 

 

â   ข้อแนะนำในการสร้างแบบสอบถาม

 

ในการสร้างแบบสอบถามควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

 

1.  คำถามต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และมีความครอบคลุม

 

2.  คำถามที่จะให้ตอบต้องชัดเจนไม่คลุมเครือใช้ภาษาง่าย ๆ

 

3.  คำถามแต่ละข้อควรถามเพียงเรื่องเดียว

 

4.  ตั้งคำถามที่ย้อนหลังไปเป็นเวลานาน

 

5.  ไม่ถามย้อนไปย้อนมา คำถามในเรื่องเดียวกันควรถามให้ต่อเนื่องกัน

 

6.  ควรหลีกเลี่ยงการใช้ปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ

 

7.  ไม่ควรตั้งคำถามแบบถามนำ เช่น ท่านไม่ชอบคณิตศาสตร์เพราะเรียนไม่เข้าใจใช่ไหม

 

8.  ไม่ตั้งคำถามที่ยากหรือเกินความรู้ของผู้ตอบ

 

9.  ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ เช่น คำว่า “ประจำ” “บ่อย”  “เสมอ ๆ”

 

10. ในการตั้งคำถามต้องคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ตอบด้วยคำถามเกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง

 

ถ้าถามตรง ๆ อาจไม่ได้คำตอบที่แท้จริง อาจต้องเลี่ยงคำถามเป็นอย่างอื่น

 

11. ข้อคำถามไม่ควรจะมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ตอบเบื่อหน่ายในการตอบ

 

12. ควรมีคำชี้แจงวิธีการตอบแบบสอบถามและมีตัวอย่างการตอบที่ชัดเจน

 

13. ควรมีการทดลองใช้เครื่องมือเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องก่อนนำไปใช้จริง

 

14. ควรหาคุณภาพของแบบสอบถามด้านความตรงและความเชื่อมั่น

 

15. ควรมีจดหมายนำ

 

 

 

 

 

 

 

â  การทดลองใช้แบบสอบถาม

 

            แบบสอบถามที่เตรียมไว้แล้ว จำเป็นต้องทดลองใช้ดูก่อน เพื่อจะได้ทราบข้อบกพร่องของคำถามและรูปแบบต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขให้ถูกต้องสมบูรณ์ก่อนนำไปใช้ มีหลักในการปฏิบัติดังนี้

 

1.  ทดลองใช้แบบสอบถามกับบุคคลที่อยู่ในสภาพเดียวกับบุคคลที่เราจะให้ตอบจริง

 

2.  ทดลองใช้แบบสอบถามในสภาพการณ์ที่เป็นจริง

 

 

 

จากการทดลองใช้แบบสอบถามนี้ จะทำให้เราทราบว่า

 

1.  เวลาที่ใช้ในการตอบนานเท่าใด

 

2.  คำถามกวนหรือไม่

 

3.  มีที่ว่างสำหรับการตอบเพียงพอหรือไม่

 

4.  คำถามชัดเจน เข้าใจง่ายหรือไม่

 

5.  ผู้อ่านเข้าใจคำชี้แจงในการตอบแบบสอบถามหรือไม่

 

 

 

â  ปัจจัยที่จะช่วยให้ได้รับแบบสอบถามกลับคืน

 

            1.  มีจดหมายนำ

 

2.  รูปแบบของแบบสอบถามน่าสนใจ

 

3.  แบบสอบถามไม่ยาวเกินไป

 

4.  มีความง่ายในการตอบ

 

5.  มีสิ่งจูงใจ เช่น แจ้งประโยชน์ของงานวิจัยที่มีต่อส่วนรวม

 

6.  คุณลักษณะของผู้ตอบ เช่น ระดับการศึกษา อาชีพและลักษณะงานที่ทำ เป็นต้น

 

7.  เวลาที่จะมีให้ในการตอบแบบสอบถาม

 

8.  มีการติดตาม

 

 

 

â  ข้อดีของแบบสอบถาม

 

1.  ประหยัดทั้งคนและงบประมาณในการเก็บข้อมูล

 

2.  สามารถให้ผู้ตอบ ตอบพร้อมกันหลายคนได้

 

3.  ผู้ตอบมีความสบายใจที่ไม่มีใครเห็นตัวเอง และสามารถปกปิดชื่อตัวเองได้ ทำให้ผู้ตอบมีอิสรเสรีในการตอบมากขึ้น

 

4.  ผู้ตอบมีเวลามากในการตอบ ทำให้สามารถนั่งคิดพิจารณาปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด

 

5.  ผู้วิจัยสามรถเก็บข้อมูลได้จำนวนมากในเวลาอันจำกัด

 

 

 

â  ข้อจำกัดของแบบสอบถาม

 

1.  เสียเวลามากกว่าจะได้ข้อมูลคืนมา

 

2.  คำถามแบบปลายเปิด ผู้ตอบจะเสียเวลาตอบมาก จนเกิดความเบื่อหน่ายแล้วไม่ตอบหรือตอบไม่ชัดเจน

 

3.  วิธีการโดยมากจะให้ผู้ตอบกาเครื่องหมาย ถ้าผู้ตอบไม่แน่ใจคำถาม จะตอบแบบเดา

 

4.  ขาดการติดต่อกับผู้ให้ข้อมูลโดยตรง จึงไม่แน่ใจว่าเป็นข้อมูลจากผู้ตอบเองทั้งหมดหรือไม่

 

 

 

  1. 3.           แบบสัมภาษณ์  (Interview)  เหมาะสำหรับเก็บข้อมูลจากเด็ก ๆ หรือกลุ่มตัวอย่างที่

 

อ่านหนังสือไม่ออก    แต่ต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูล  ผู้สัมภาษณ์ถ้ามีหลายคนจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกและสาธิตการสัมภาษณ์ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แบบสัมภาษณ์มี 2 ชนิด คือ

 

แบบสัมภาษณ์ที่มีคำถามที่แน่นอน (Structured Interview) เป็นแบบที่มีคำถาม

 

กำหนดไว้แน่นอน เช่น ท่านมีเวลาเพียงพอในการเตรียมตัวสอบหรือไม่

 

แบบสัมภาษณ์ที่ไม่มีคำถามที่แน่นอน (Unstructured Interview) เป็นแบบที่ไม่มี

 

คำถามกำหนดไว้ก่อนแน่นอน    เราสามารถเปลี่ยนแปลงคำถามได้        ตามสถานการณ์แต่ต้องสู่จุดหมายเดียวกัน เช่น ท่านมีข้อเสนอแนะอะไรบ้างเกี่ยวกับการสอนของครู

 

 

 

â  ข้อดีของการสัมภาษณ์

 

  1. สามารถเก็บข้อมูลได้ แม้กับผู้ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
  2. ต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์มาก
  3. สามารถถามเพิ่มเติมจนได้ข้อมูลที่ถูกต้อง
  4. สามารถสร้างความคุ้นเคย ความไว้วางใจ และเลียบเคียงถามทางอ้อมได้
  5. ช่วยแก้ปัญหาการได้ข้อมูลกลับคืนมาน้อยจากการใช้แบบสอบถาม
  6. สามารถสงเกตพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ให้สัมภาษณ์ได้

 

â  ข้อจำกัดของการสัมภาษณ์

 

1.  เสียเวลามาก เสียค่าใช้จ่ายสูง

 

2.  ต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์มาก

 

3.  ผู้ตอบสัมภาษณ์มักระวังตัวเพราะนึกว่าเป็นเรื่องของราชการ หรือมักจะอาย เพราะ

 

ทราบว่ามีคนรู้สิ่งที่ตนตอบอย่างน้อย

 

4.  ยากในการรวบรวมคำตอบ โดยเฉพาะการสัมภาษณ์โดยไม่มีแบบคำสัมภาษณ์

 

 

 

4. แบบสังเกต  (Observation)   เป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ทำได้ง่าย ๆ   ผู้วิจัยสามารถสังเกตเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการสังเกต วิธีสังเกตมี 2 ประเภท คือ

 

4.1    สังเกตโดยเข้าไปร่วม  (Participant Observation) หมายถึงผู้สังเกตไปร่วมอยู่ใน

 

หมู่ที่ผู้สังเกตและมีการร่วมกระทำกิจกรรม โดยผู้สังเกตเป็นสมาชิกของกลุ่มนั่นด้วย

 

4.2    การสังเกตโดยไม่เข้าไปร่วม (Non-Participant Observation) หมายถึงผู้สังเกตอยู่

 

นอกวงของผู้ถูกสังเกต โดยกระทำตนเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้เข้าไปร่วมกิจกรรมของกลุ่มด้วย

 

 

 

â  ข้อดีของการสังเกต

 

1.   ทำให้ได้ข้อมลปฐมภูมิในสถานการณ์จริง

 

2.  ได้ข้อมูลละเอียดกว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลวิธีอื่น ๆ

 

3.  ใช้ในกรณีที่วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลวิธีอื่นใช้ไม่ได้ เช่น การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก

 

ทารก

 

  1. 4.            ช่วยเสริมข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม หรือการสัมภาษณ์ที่ผู้ตอบอาจไม่เต็มใจหรือตอบไม่ตรงตามความเป็นจริง

 

 

 

â  ข้อจำกัดของการสังเกต

 

  1. การสังเกตทำได้เฉพาะพฤติกรรมภายนอกที่สามารถใช้ประสาทสัมผัสเท่านั้น แต่

 

พฤติกรรมภายใน เช่น ความรู้  เจตคติ ไม่อาจสังเกตได้ จึงต้องควบคู่กับเทคนิควิธีอื่น

 

2.  ในขณะที่ทำการสังเกตพฤติกรรมบางพฤติกรรมอาจไม่เกิดขึ้น

 

3.  ในกรณีที่ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวจะมีการปฏิบัติแตกต่างไปจากสถานการณ์ปกติ ทำให้ได้รับ

 

ข้อมูลไม่ตรงตามสภาพที่เป็นจริง

 

4.  ถ้าผู้สังเกตขาดทักษะจะมีอคติ   ทำให้ไม่เป็นกลาง  เช่น    เอาใจใส่บางสิ่งบางอย่างจน

 

มองข้ามส่วนอื่น ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่  1

 

 

 

 

 

 

  คำชี้แจง          ให้ท่านพิจารณาแต่ละข้อต่อไปนี้แล้วกาเครื่องหมาย  Ö

 

                         ถ้าเห็นว่าถูกต้อง และ ´ ถ้เห็นว่าไม่ถูกต้อง

 

                  

 

1.  แบบสอบถามคือชุดของคำถามที่ใช้วัดพฤติกรรมประเภทความรู้

 

2.  แบบคำถามปลายปิดเป็นแบบที่กำหนดคำตอบให้ผู้เลือกตอบไว้แน่นอน

 

3.  เราสามารถใช้มาตรวัดเจตคติสอบถามความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

 

4.  คำถามในแบบสอบถามต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และมีความครอบคลุม

 

5.  แบบสอบถามที่จะนำไปใช้ไม่จำเป็นต้องมีการทดลองใช้ก่อน

 

6.  ถ้าต้องการสอบถามข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่อ่านหนังสือไม่ออก ควรใช้แบบสัมภาษณ์

 

7.  การใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทำให้เสียเวลามากและเสียค่าใช้จ่าย

 

8.  การสังเกตทำให้ได้ข้อมูลปฐมภูมิ

 

 

 

 

 

เรื่องที่  2        การหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการ

 

                     เก็บรวบรวมข้อมูล

 

                  

 

คุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเครื่องมือที่มีคุณภาพ จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล   อาจได้จากผู้อื่นสร้างไว้ ซึ่งจะทำให้ไม่เสียเวลาในการสร้างเครื่องมือใหม่ ถ้าไม่สามารถหาเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่ตรงกับงานวิจัยของตนเองได้ ควรสร้างเครื่องมือใหม่อย่างถูกหลักวิชาและควรตรวจสอบ

 

คุณภาพของเครื่องมือด้วย เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีคุณภาพ ควรมีลักษณะสำคัญคือ มีความตรง ความเชื่อมั่น อำนาจจำแนกและความยากง่าย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

 

 

 

 

!    เรื่องที่ 2.1  ความตรง  (Validity)

 

ความตรงหรือความเที่ยงตรง หมายถึง ความสามารถวัดในสิ่งที่ต้องการจะวัด เช่น จะวัดเรื่องความสัตย์ ตัวคำถามในแบบสอบถามจะต้องเป็นเรื่องที่แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ หรือหากสอนเรื่องเศษส่วน   แบบทดสอบถามวัดเรื่องเศษส่วนจริง ๆ  หรือไม่   การสร้างเครื่องมือให้มีความตรง ควรถือหลักปฏิบัติดังนี้

 

1.  การเขียนข้อความ ให้คำนึงถึงหลักตรรกวิทยาและทฤษฎีเกี่ยวข้องมากที่สุดว่าสิ่งที่เราเขียนอยู่ในความหมายของสิ่งที่เราต้องกาจะวัดหรือไม่

 

2.  ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ด้วยว่า ข้อความที่สร้างเหมาะสมหรือไม่ครอบคลุมสิ่งที่เราต้องการจะวัดมากน้อยเพียงใด

 

 

 

!    การหาค่าความตรง 

 

การหาค่าความตรงของเครื่องมือมีหลายวิธี    ขึ้นอยู่กับประเภทของความตรงและวัตถุประสงค์ของผู้วิจัย  ผู้วิจัยอาจใช้วีใดวิธีหนึ่ง หรือหลายวิธีพร้อม ๆ กันก็ได้ ในที่นี้ได้เสนอวิธีการหาค่าความตรงตามเนื้อหาดังนี้

 

1.  ให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ในรายวิชานั้นอย่างน้อย 3 คน ช่วยประเมินเป็นรายบุคคล ว่าข้อคำถามแต่ละข้อสามารถวัดได้ตรงกับจุดประสงค์ที่กำหนดหรือไม่ โดยให้คะแนนตามเกณฑ์ดังนี้

 

ถ้าข้อคำถามวัดได้ตรงจุดประสงค์                                      ได้        1          คะแนน

 

ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดตรงจุดประสงค์หรือไม่        ได้        0          คะแนน

 

ถ้าข้อคำถามวัดได้ไม่ตรงจุดประสงค์                                  ได้        -1         คะแนน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่างแบบตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับจุดประสงค์(รายบุคคล)

 

 

 

                        โปรดพิจารณาข้อคำถามแต่ละข้อที่แนบมาให้ว่าวัดได้ตรงกับจุดประสงค์

 

คำชี้แจง           หรือไม่ โดยให้กาเครื่องหมาย   Ö

 

ในช่อง + 1       ถ้าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงกับจุดประสงค์

 

0                         ถ้าไม่แน่ใจหรือตัดสินไม่ได้

 

-1      ถ้าข้อคำถามนั้นวัดได้ไม่ตรงกับจุดประสงค์

 

 

 

 

จุดประสงค์ที่

 

ข้อคำถามข้อที่

วัดได้ตรงจุดประสงค์หรือไม่

 

ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ

+1

0

-1

1. ………………….

…………………..

 

2. …………………

………………….

………………….

1.

2.

3.

4.

5.

6.

7.

…………

…………

…………

…………

…………

…………

…………

………..

…………

…………

…………

…………

…………

…………

………..

…………

…………

…………

…………

…………

…………

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.  นำคะแนนของผู้เชี่ยวชาญทุกคนที่ประเมินมากรอกลงในแบบวิเคราะห์   ความสอดคล้องของข้อคำถามกับจุดประสงค์เพื่อหาค่าเฉลี่ย สำหรับข้อคำถามแต่ละข้อ

 

 

 

โดยใช้สูตร  IOC  =

 

IOC  คือ  ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์

 

(Index of Item-Objective Congruence)

 

คือ  ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

 

N      คือ   จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

 

 

 

!   เกณฑ์การคัดเลือกข้อคำถาม

 

  1. ข้อคำถามที่มีค่า IOC  ตั้งแต่  0.50 – 1.00  คัดเลือกไว้ใช้ได้
  2. ข้อคำถามที่มีค่า  IOC  ต่ำกว่า 0.50  ควรพิจารณาปรับปรุงหรือตัดทิ้ง

 

 

 

 

 

qqqq

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตัวอย่าง      แบบวิเคราะห์ความสอดคล้องของข้อคำถามกับจุดประสงค์และผลการวิเคราะห์

 

 

 

 

 

จุดประสงค์ที่

ข้อคำถาม

ข้อที่

คะแนนของผู้เชี่ยวชาญคนที่

IOC 

1

2

3

4

5

1

2

1

2

3

4

5

-

-

-

+1

+1

-1

0

+1

0

+1

0

0

+1

+1

+1

0

0

+1

+1

+1

-1

0

+1

0

+1

0

0

0

3

5

-2

0

4

0.60

1.00

-0.40

0.00

0.80

 

 

 

ข้อคำถามข้อที่ 1, 2 และ 5 มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป แสดงว่าข้อคำถามข้อที่ 1, 2 และ 5 มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

!   เรื่องที่ 2.2  ความเชื่อมั่น (Reliability)

 

ความเชื่อมั่นของเครื่องมือหรือความเที่ยง หมายถึง ความคงที่ในการวัด เช่น สอบครั้งที่ 1 ได้คะแนน 20   ถ้านำข้อสอบชุดเดิมมาสอบอีก   ก็จะได้คะแนนเท่าเดิมหรือใกล้เคียงที่สุดเปรียบเหมือนตาชั่งชั่งของกี่ครั้งก็ได้น้ำหนักเท่าเดิม นอกจากนี้แล้วความเชื่อมั่นยังหมายรวมถึงว่า ถ้าเราวัดกลุ่มเดียวกันซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ผลที่ออกมาจะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันทุกครั้งไป อย่างไรก็ดีในทัศนะของนักวิจัยแล้ว   ความเที่ยงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก    ส่วนมากแล้ว นักวิจัยจะถือว่าเครื่องมือวัดใด ๆ ถ้ามีความเที่ยงค่อนข้างสูงก็ถือว่าใช้ได้ เพื่อให้เครื่องมือมีความเชื่อมั่นสูง ควรจะปฏิบัติดังนี้

 

  1. เขียนข้อคำถามที่จะใช้วัดให้ชัดเจนเพื่อทำให้ผู้ตอบเข้าใจได้ตรงกัน
  2. เขียนข้อคำถามให้มีจำนวนมากข้อ เช่น ถ้าต้องการ 4 ข้อ อาจสร้างไว้ 60 ข้อ เพราะเมื่อ

 

หาคุณภาพแล้ว อาจต้องตัดข้อที่มีคุณภาพต่ำออก การมีจำนวนคำถามยิ่งมากคะแนนรวมที่ได้มาก็จะยิ่งใกล้ความจริง

 

 

 

การหาค่าความเชื่อมั่น   อาจเลือกจากวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้

 

  1. 1.            วิธีของ Kuder-Richardson  ใช้สำหรับข้อสอบที่มีระบบการให้คะแนนแบบ 0 -1

 

มีสูตรที่ใช้ 2 สูตร คือ

 

 

 

 

 

สูตรที่ 1                       เรียกว่า สูตร  KR – 20

 

 

 

 

 

 

คือ  ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

 

เมื่อ      n       คือ  จำนวนข้อของแบบทดสอบ

 

S2     คือ   ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ

 

P      เป็นสัดส่วนของคนทำถูกแต่ละข้อ

 

q     เป็นสัดส่วนของคนทำผิดแต่ละข้อ (q = 1 – p)

 

 

 

 

 

สูตรที่ 2                       เรียกว่า สูตร  KR – 21

 

 

 

 

 

 

 

 

คือ  ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

 

เมื่อ      n       คือ  จำนวนข้อของแบบทดสอบ

 

คือ   ค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้งฉบับ

 

S2     คือ  ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ

 

 

ความแตกต่างระหว่าง KR-20    และ  KR-21  คือสูตร   KR-21  สมมุติให้ข้อสอบทุกข้อมีระดับความยากเท่ากัน หรือค่า p คงที่ และมักจะให้ค่าความเชื่อมั่นต่ำกว่าค่าความเชื่อมั่นที่คำนวณด้วยสูตร KR-20 โดยทั่วไปครูมักนิยมใช้สูตร KR-21  เพราะว่าใช้การคำนวณน้อยกว่า และทำได้รวดเร็วกว่า เพียงแต่แทนค่าจำนวนข้อในแบบทดสอบ (n) ค่าเฉลี่ย  ()  และ ค่าความแปรปรวน (S2 )  ลงในสูตร  ก็สามารถคำนวณค่าความเชื่อมั่นได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงการหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR-20  และสูตร  KR-21

 

ตัวอย่าง          แบบทดสอบฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อสอบจำนวน 6 ข้อ ทดสอบกับนักเรียน

 

10 คน  ให้คะแนนตามวิธี  0-1 (Zero-one method)

 

 

 

นักเรียน

คนที่

ข้อที่

คะแนนรวม

1

2

3

4

5

6

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

1

0

1

1

1

0

1

1

1

1

1

1

0

1

1

1

1

1

1

1

1

1

1

0

1

0

0

0

1

1

0

0

1

1

1

0

1

1

1

1

1

0

0

1

0

1

1

0

1

1

1

1

0

1

0

0

0

1

1

1

5

3

3

5

4

2

4

4

6

6

P

q

pq

.8

.2

.16

.9

.1

.09

.6

.4

.24

.7

.3

.21

.6

.4

.24

.6

.4

.24

-

-

-

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

N = 10                                                     n = 6

 

 

 

KR – 20 :

 

 

 

 

KR – 21 :

 

N = 10               S2  =  1.56                     = 4.2             n = 6

 

 

 

 

 

 

 

=  0.23

 

จะเห็นว่าการคำนวณค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร KR = 21  จะได้ค่าต่ำกว่าการคำนวณโดยใช้สูตร KR = 20 ทั้งนี้เนื่องจาก KR = 21 ใช้ค่าเฉลี่ย (mean) ของทุกข้อแทน p q ของแต่ละข้อ

 

 

 

  1. 2.            วิธีของครอนบาค (Cronbach)  ใช้กับแบบสอบถามที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่าวิธีนี้

 

เรียกว่าการหา “สัมประสิทธิ์แอลฟา” (= Coefficient) ดัดแปลงมาจาก KR = 20  ใช้สูตรดังนี้

 

เมื่อ         คือ  ความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม

 

n     คือ  จำนวนข้อคำถาม

 

S2      คือ  ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ

 

คือ ผลรวมของความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ

 

3.  วิธีทดสอบซ้ำ  (Test-Retest)  ใช้ในกรณีที่มีการทดสอบ 2 ครั้ง โดยใช้แบบทดสอบฉบับเดียวกันและกลุ่มผู้สอบกลุ่มเดียวกัน (เว้นระยะพอประมาณ)  เมื่อให้คะแนนของแต่ละคนจากการสอบแต่ละครั้ง แล้วนำคะแนนจากการสอบ 2 ครั้ง หาค่าสหสัมพันธ์  จากสูตรดังนี้

 

 

 

 

เมื่อ                  เป็นค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร X   กับตัวแปร  Y

 

เป็นผลรวมของข้อมูลที่วัดได้จากตัวแปร X

 

เป็นผลรวมของข้อมูลที่วัดได้จากตัวแปร Y

 

เป็นผลงานของผลคูณระหว่างค่าของตัวแปร X และ Y

 

 

 

4.  วิธีแบ่งครึ่ง  (Split-Half)  ใช้ในกรณีที่มีการทดสอบเพียงครั้งเดียว เมื่อตรวจได้คะแนนแต่ละข้อแล้วให้รวมคะแนนแยกเป็น 2 ส่วน อาจแยกเป็นแบบข้อคู่-ข้อคี่ หรือครึ่งแรก-ครึ่งหลัง แล้วนำคะแนนทั้งสองส่วนที่แบ่งแล้วไปหาค่าสหสัมพันธ์ เช่นเดียวกับการใช้วิธีการทดสอบ 2 ครั้ง แต่ค่าสหสัมพันธ์ทีได้ยังไม่ใช่ความเชื่อมั่นที่แท้จริง เพราะหาได้จากคะแนนเพียงครึ่งเดียว จึงจำเป็นต้องนำมาขยายให้เต็มฉบับเสียก่อน โดยใช้สูตร

 

 

 

 

r    คือ  ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

 

 

ค่าความเชื่อมั่น (r) จะมีค่า ตั้งแต่ -1 ถึง +1 (-1  r 1)  ความเชื่อมั่นที่ดีจะมีค่าสูงใกล้ ๆ +1 ถ้าเครื่องมือใดมีค่าต่ำกว่า 0.5 ควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือแล้วนำไปทดลองเพื่อหาค่าr ใหม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

!   เรื่องที่ 2.3   อำนาจจำแนก   (Discrimination)

 

 

 

อำนาจจำแนก  หมายถึง ประสิทธิภาพของข้อคำถามในการแบ่งเด็กออกเป็นกลุ่มคนเก่งและอ่อน กลุ่มผู้ผ่านเกณฑ์ กับกลุ่มผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ ในกรณีที่เป็นแบบทดสอบ หรือจำแนกผู้ที่มีคุณลักษณะสูงจากผู้ที่มีคุณลักษณะต่ำในกรณีที่เป็นแบบสอบถาม

 

กรณีเป็นแบบปรนัยที่มีการให้คะแนนแบบ 0-1  อาจใช้วิธีคำนวณค่าอำนาจจำแนก โดยใช้เทคนิค  25 % ของ Garrett ดังนี้

 

1.  ตรวจคะแนนของทุกคน แล้วนำกระดาษคำตอบมาเรียงลำดับคะแนนจากมากไปน้อย(ควรทดสอบเด็กประมาณ 100 คน)

 

2.  หาจำนวน 25 % (1 ใน 4 ) ของกระดาษคำตอบทั้งหมดแล้วนำเอากระดาษคำตอบกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด กับกลุ่มต่ำสุดมากกลุ่มละ  25 %  ตรงกลาง 50 %  ตัดทิ้ง

 

3.  ในข้อสอบแต่ละข้อ  ให้นับจำนวนคนตอบถูกในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ   แล้วเทียบเป็นร้อยละของแต่ละกลุ่ม

 

4.  หาความแตกต่างระหว่างร้อยละของคนตอบถูกในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ ผลที่ได้คือค่าอำนาจจำแนก เช่น

 

ข้อสอบข้อที่ 1      กลุ่มสูงตอบถูก    80  %

 

กลุ่มต่ำตอบถูก    20   %

 

ค่าอำนาจจำแนก = 80-20 = 60 %  หรือ  0.60

 

ข้อสอบที่ถือว่ามีค่าอำนาจจำแนกใช้ได้จะมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป

 

กรณีเป็นแบบสอบถาม ที่ให้คะแนนเป็นแบบ 1,  2,  3,  4  วิธีคำนวณใช้สูตร

 

 

 

t           =

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อ      t       หมายถึง      คะแนน   t

 

หมายถึง    คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มสูง (แต่ละข้อ)

 

หมายถึง    คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มต่ำ (แต่ละข้อ)

 

S2     หมายถึง    ค่าความแปรปรวนของคะแนนกลุ่มสูง (แต่ละข้อ)

 

S2     หมายถึง    ค่าความแปรปรวนของคะแนนกลุ่มต่ำ (แต่ละข้อ)

 

N   N      หมายถึง    จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำซึ่งมีจำนวนเท่ากัน

 

แบบสอบถามข้อใดที่มีค่า t  ตั้งแต่ 2.00  ขึ้นไป  เป็นข้อที่มีอำนาจจำแนกสูงอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้

 

 

 

!   เรื่องที่ 2.4   ความยาก   (Difficulty)

 

 

 

ความยาก หมายถึง จำนวนร้อยละหรือค่าสัดส่วนของนักเรียนที่ตอบถูกในข้อนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับนักเรียนทั้งหมด ใช้กับเครื่องมือวัดที่เป็นแบบทดสอบปรนัยประเภท 0-1  หรือ

 

ในกรณีที่แบ่งเป็นกลุ่มสูง กลุ่มต่ำ ให้นำร้อยละของจำนวนคนที่ตอบถูกในกลุ่มสูง รวมกับร้อยละของจำนวนคนที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำหารด้วย 2

 

 

 

เช่น  ข้อสอบข้อ 1          กลุ่มสูงตอบถูก   80  %

 

กลุ่มต่ำตอบถูก   20  %

 

ความยาก =

 

ความยากที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 0.20-0.80  ถ้ามีค่ายิ่งมากแสดงว่ายิ่งง่าย

 

 

 

!   การปรับปรุงเครื่องมือวัด

 

 

 

ภายหลังจากการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและการนำไปทดลองใช้แล้ว  ผู้สร้างอาจต้องตัดข้อคำถามบางข้อทิ้ง  หรือปรับปรุงข้อความใหม่ การปรับปรุงได้แก้ การแก้ไขข้อความ เช่น เพิ่มคำบางคำหรือขยายความบางอย่างให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น แล้วจึงนำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างแล้ววิเคราะห์รายข้อทำเช่นนี้หลาย ๆ ครั้งจนไม่มีข้อใดที่จำเป็นต้องปรับปรุง  จึงคำนวณหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด

 

 

 

 

กิจกรรมที่  2

 

 

 

 

 

                          ให้ท่านพิจารณาแต่ละข้อต่อไปนี้แล้วกา

 

   คำชี้แจง           เครื่องหมาย ü  ถ้าเห็นว่าถูกต้อง  และ 

 

                          ×     ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้อง           

 

 

 

 

 

  1. เครื่องมือวัดที่มีความตรงจะสามารถวัดในสิ่งที่ต้องการจะวัดได้
  2. ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ของข้อคำถามที่ใช้ได้ควร

 

มีค่าตั้งแต่ 0.50  ขึ้นไป

 

  1. เครื่องมือวัดที่มีความเชื่อมั่นจะให้ผลการวัดที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันทุกครั้งไป
  2. การหาค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบที่มีระบบการให้คะแนน 0-1 จะใช้สูตร  Alpha

 

Coefficient

 

  1. ค่าความเชื่อมั่นจะมีค่าสูงสุดไม่เกิน 0.90
  2. ข้อสอบข้อหนึ่งกลุ่มสูงตอบถูก 80 %  กลุ่มต่ำตอบถูก 20 %  ค่าอำนาจจำแนกจะ

 

เท่ากับ 0.60

 

  1. ข้อสอบข้อหนึ่งกลุ่มสูงตอบถูก 70 %  กลุ่มต่ำตอบถูก 30 %  ค่าอำนาจจำแนกจะ

 

เท่ากับ 1.00

 

  1. การหาค่าอำนาจจำแนกของข้อคำถามในมาตรวัดเจตคติจะเลือกข้อที่มีค่า  t  ตั้งแต่

 

0.20  ขึ้นไป

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

 

 

 

 

 

 

คำชี้แจง                     ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

 

 

 

จงใช้ตัวเลือกข้างล่างนี้ตอบ คำถามข้อ 1-3

 

ก.  แบบทดสอบ

 

ข.  แบบสอบถาม

 

ค. แบบสัมภาษณ์

 

ง.  แบบสังเกต

 

1.  เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

 

2.  เครื่องมือที่ประหยัดทั้งคนและงบประมาณในการเก็บรวบรวมข้อมูล

 

3.  เครื่องมือที่เหมาะสมที่จะใช้ถามจากผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก

 

 

 

จงพิจารณาข้อความตั้งแต่ ข้อ 4 ถึงข้อ 7 ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องใดต่อไปนี้

 

ก.  ความตรง  (Validity)

 

ข.  ความเชื่อมั่น  (Reliability)

 

ค.  อำนาจจำแนก  (Discrimination)

 

ง.  ความยาก  (Difficulty)

 

4.  ข้อสอบข้อนี้มีคนตอบถูกร้อยละ 30

 

5.  ฉันทำข้อสอบฉบับนี้ 2 ครั้ง  ได้คะแนนเท่ากัน

 

6.  เรื่องที่ครูสอบ  ไม่ตรงกับเรื่องที่ครูสอน

 

7.  ข้อสอบข้อนี้คนเรียนอ่อนตอบผิด  คนเรียนเก่งตอบถูก

 

 

 

8. ข้อควรคำนึงในการสร้างข้อคำถามในแบบสอบถามคือข้อใด

 

ก.  ไม่ถามวกวน

 

ข.  ไม่ควรมากข้อ

 

ค.   ข้อคำถามชัดเจน

 

ง.    ถูกทุกข้อ

 

9.   ข้อใดคือเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยในชั้นเรียน

 

ก.  แบบทดสอบ

 

ข.  แบบสังเกต

 

ค.  แบบสอบถาม

 

ง.  ถูกทุกข้อ

 

10.  ข้อใดคือจุดประสงค์สำคัญที่สุดของการทดลองใช้แบบสอบถาม

 

ก.  เพื่อดูเวลาที่ใช้

 

ข.  เพื่อดูความสนใจของผู้ตอบ

 

ค.  เพื่อดูความชัดเจนของคำถาม

 

ง.  เพื่อดูการเว้นที่ว่างสำหรับคำตอบ

 

11.   เครื่องเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องเสียเวลามาก เสียค่าใช้จ่ายสูงคือข้อใด

 

ก.  แบบทดสอบ

 

ข.  แบบสังเกต

 

ค.  แบบสอบถาม

 

ง.  แบบสัมภาษณ์

 

12.  ค่า  IOC ที่ใช้ได้ควรมีค่าเท่าใดขึ้นไป

 

ก.  0.20

 

ข.  0.50

 

ค.  0.80

 

ง.  1.00

 

 

 

 

 

 

 

13.  การวิเคราะห์ข้อสอบแบบอิงเกณฑ์ เป็นการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งใด

 

ก.  จำนวนผู้ตอบถูกระหว่างการทดสอบก่อนและหลังสอน

 

ข.  อำนาจการจำแนกของข้อสอบที่เป็นลบและบวก

 

ค.  ข้อสอบที่ง่ายมากและยากมากอย่างละ 10 ข้อ

 

ง.  ผลรวมของคะแนนของจำนวนนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มและกลุ่มต่ำกลุ่มละ  ของ

 

จำนวนคนทั้งหมด

 

14.  ในการประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ ข้อสอบจะต้องมีลักษณะใดจึงจะดีที่สุด

 

ก.  ก่อนสอนตอบถูก  หลังสอนตอบถูก

 

ข.  ก่อนสอนตอบผิด  หลังสอนตอบผิด

 

ค.  ก่อนสอนตอบผิด  หลังสอนตอบถูก

 

ง.  ก่อนสอนตอบถูก  หลังสอนตอบผิด

 

15.  ข้อสอบข้อหนึ่งมีคนในกลุ่มสูงทำถูก 10 คน ใน 20 คน กลุ่มต่ำทำถูก 5 คน ใน 20 คน

 

ระดับความยากจะเท่ากับเท่าใด

 

ก.   0.13

 

ข.  0.25

 

ค.  0.38

 

ง.  0.75

 

16.  ข้อสอบที่มีระดับความยาก 0.90  หมายความว่าอย่างไร

 

ก.  ยากมาก

 

ข.  ง่ายมาก

 

ค.  ยากปานกลาง

 

ง.  ยังสรุปไม่ได้

 

17.  ข้อสอบที่มีอำนาจจำแนกสูง แสดงว่าอย่างไร

 

ก.  มีคนทำถูกน้อยในแต่ละกลุ่ม

 

ข.  มีคนทำถูกมากในแต่ละกลุ่ม

 

ค.  มีคนทำถูกเท่า ๆ กันในทุกกลุ่ม

 

ง.  มีคนทำถูกในกลุ่มสูงมากและทำถูกในกลุ่มต่ำน้อย

 

 

 

  1.  การใช้สูตร KR-21  เรามีข้อสมมุติว่าอย่างไร

 

ก.  ข้อสอบทุกข้อมีความยากเท่ากัน

 

ข. ข้อสอบทุกข้อมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากัน

 

ค.  ข้อสอบทุกข้อมีความแปรปรวนเท่ากัน

 

ง.  ข้อสอบทุกข้อมีความคลาดเคลื่อนเท่ากัน

 

19.  การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามี่เป็นมาตราส่วนประมาณค่า เราสามารถใช้สูตรใด

 

ก.  KR-20

 

ข.  KR-21

 

ค.  Alpha Coefficient

 

ง.  ข้อ  ก  และ  ข

 

20.  ถ้าค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบครึ่งฉบับมีค่า 0.60 ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ

 

ทั้งฉบับจะเป็นเท่าใด

 

ก.  0.75

 

ข.  0.80

 

ค.  0.90

 

ง.  1.00

 

 

 

 

   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเอง

 

ก่อนเรียนและหลังเรียน

 

 

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

1.  ก                                   11.  ง

2.  ข                                   12.  ข

3.  ค                                   13.  ก

4.  ง                                   14.  ค

5.  ข                                   15.  ค

6.  ก                                   16.  ข

7.  ค                                   17.  ง

8.  ง                                   18.  ก

9.  ง                                   19.  ค

10.  ค                                 20.  ก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

1.  ง                                   11.  ค

2.  ค                                   12.  ข

3.  ก                                   13.  ข

4.  ง                                   14.  ง

5.  ข                                   15.  ข

6.  ก                                   16.  ค

7.  ค                                   17.  ง

8.  ง                                   18.  ก

9.  ง                                   19.  ค

10.  ค                                 20.  ข

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เกณฑ์การผ่าน

 

 

 

เกณฑ์การผ่านแบบประเมินตนเองก่อนเรียนและหลังเรียนคือร้อยละ 80

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลยกิจกรรม

 

 

 

 

กิจกรรมที่  1

 

    ×  1.

ü  2.

ü  3.

ü  4.

×  5.

ü  6.

                      ×  7.

ü  8.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่  2

 

    ü  1.

ü  2.

ü  3.

    ×  4.

×  5.

ü  6.

                      ×  7.

ü  8.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

 

 

 

 

โกวิท  ประวาลพฤกษ์ และคณะ.  ผลงานเลื่อนระดับ.   กรุงเทพมหานคร :  สำนักพิมพ์ศูนย์

 

ส่งเสริมวิชาการ, ม.ป.ป.

 

 

 

ชวาล  แพรัตกุล.  เทคนิคการวัดผล.  กรุงเทพมหานคร :  วัฒนาพานิช,  2518.

 

 

 

ธีระชัย   ปูรณโชติ.  การสร้างผลงานทางวิชาการเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน.  กรุงเทพฯ  :

 

โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2532.

 

 

 

บุญธรรม  จิตต์อนันต์.  การวิจัยทางสังคมศาสตร์,    กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์สำนักส่งเสริมและ

 

ฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ . 2536.

 

 

วิเชียร  เกตุสิงห์.   คู่มือการวิจัยเชิงปฏิบัติ.    กรุงเทพฯ  : ป.ม.ท. 2531.

 

 

 

วิเชียร  เกตุสิงห์.   หลักการสร้างและวิเคราะห์เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.    กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์

 

และทำปกเจริญผล,  2530.

 

 

 

สามัญศึกษา, กรม,  หน่วนศึกษานิเทศก์.  การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ :

 

โรงพิมพ์คุรุสภา,   2531.

 

 

 

สามัญศึกษา, กรม,  หน่วนศึกษานิเทศก์.  ชุดฝึกอบรมการทำวิจัยเชิงบรรยาย. กรุงเทพฯ :

 

ม.ป.ท.,   2526. (อัดสำเนา).

 

 

 

 

 

 

 

ศึกษาธิการ,  กระทรวง.  กองตรวจและรายงาน.  หลักการวิจัยทางการศึกษา.  กรุงเทพฯ :

 

ม.ป.ท.,  ม.ป.ป.

 

 

 

อนันต์  ศรีโสภา.  หลักการวิจัยเบื้องต้น.   กรุงเทพฯ  : วัฒนาพานิช, 2527.

 

 

 

q  qq  q

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การวิจัยในชั้นเรียน6

 

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง

 

เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน

 

 

หน่วยที่ 5

 

 

 

 

 

การออกแบบการทดลอง

 

 

 

หน่วยศึกษานิเทศก์              กรมสามัญศึกษา

 

 

คำนำ

 

            เอกสาร  ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน ชุดนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือ

ร่วมใจกัน ของบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน  เพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน    โดยจะเสริมสร้างให้ครูมีความสามารถในการทำวิจัย    เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเสริมสมรรถนะทางวิชาการให้แก่ศึกษานิเทศก์  เพื่อให้สามารถนิเทศ  ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยในชั้นเรียนให้แก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมสามัญศึกษา   ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ และคณะทำงานทุกท่าน   ที่มีส่วนร่วม คิดและร่วมจัดทำชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง   การวิจัยในชั้นเรียน  นี้    และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดฝึกอบรมด้วยตนเองนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศึกษานิเทศก์  และครูให้สามารถพัฒนา

การเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพได้อย่างเป็นมรรคผล

 

 

(คุณหญิงสมจินตนา    ภักดิ์ศรีวงศ์)

                                                                                                อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

                        การจัดการเรียนรู้    ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พุทธศักราช   2542

ได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด  ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนและพัฒนาตนเอง

ได้กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย   เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนั้นผู้สอนจึงมีบทบาทในการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยคามสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยศึกษาสภาพปัญหาวิธีการและผลจากการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน    เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้

ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องด้วยการวิจัย    และสามารถนำกระบวนการวิจัยไปประยุกต์ในการพัฒนาตน พัฒนางานให้ส่งเผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในที่สุด

กรมสามัญศึกษา ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ ที่ได้ปรับปรุงพัฒนา ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน และจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2  เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้สอนให้สามารถใช้การวิจัยเป็นแนวทาง  ในการจักการเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียนให้         เรียนได้เต็มศักยภาพ   อันจะส่งผลต่อเยาวชนที่มีคุณภาพตลอดไป

 

 

(นางกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา)

                                                                                            อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

หน้า

 

คำนำ

แนวทางการศึกษา

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

ขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญและจุดประสงค์การเรียนรู้

เรื่องที่ 1           ความหมาย   ความสำคัญ  และหลักการของการออกแบบการทดลอง

กิจกรรมที่  1

เรื่องที่ 2           การกำหนดตัวแปรตามของการทดลอง

กิจกรรมที่ 2

เรื่องที่ 3           รูปแบบการทดลอง และแนวทางการวิเคราะห์ผล

กิจกรรมที่ 3

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนและหลังเรียน

แนวคำตอบกิจกรรม

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวทางการศึกษา

 

 

 

 

การศึกษาเนื้อหาสาระของหน่วยนี้ ให้ท่านปฏิบัติ ดังนี้

 

  1. 1.            ศึกษาขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ และจุดประสงค์การเรียนรู้
  2. 2.            ทำแบบประเมินตนเองก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน
  3. 3.            ศึกษาเนื้อหาสาระโดยละเอียดทีละเรื่อง  และทำกิจกรรมท้ายเรื่อง
  4. 4.            ทำแบบประเมินตนเองหลังเรียน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าหลังเรียน ถ้าได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 80  ให้กลับไปทบทวนความรู้เพิ่มเติม   จนกว่าจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

 

คำชี้แจง                     ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

  1. ข้อใดคือจุดมุ่งหมายของการออกแบบการทดลอง

ก.     เพื่อให้ผลวิจัยมีความแม่นตรง

ข.     เพื่อความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ค.     เพื่อให้สามารถจัดลำดับขั้นตอนวิจัยได้เหมาะสม

ง.      เพื่อให้ผู้วิจัยดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ได้ครบถ้วน

  1. ในการออกแบบการทดลองควรคำนึงถึงความคลาดเคลื่อนจากแหล่งใด

ก.     ผู้วิจัย,  เครื่องมือวิจัย,  การเก็บรวมรวบข้อมูล

ข.     เครื่องมือวัด,  การเลือกลุ่มตัวอย่าง,  การใช้สถิติ

ค.     กลุ่มตัวอย่าง,  เครื่องมือวัด,  การนำเสนอผลการวิจัย

ง.      เครื่องมือวัด,  ผู้วิจัย,  การนำเสนอผลการวิจัย

 

  1.  ตัวบ่งชี้ความสำเร็จว่านวัตกรรมแก้ปัญหาได้คือข้อใด

ก.     ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น

ข.     ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ

ค.     ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หรือเจตคติ หรือนิสัยในการเรียนอย่างใดอย่างหนึ่ง

ง.      คุณลักษณะใดก็ได้ที่สะท้อนว่านวัตกรรมที่นำมาทดลองนั้นใช้ได้ผล

 

 

 

  1. ในการเลือกตัวอย่างเพื่อทดลองนวัตกรรมควรใช้วิธีใด

ก.     ควรเลือกแบบเฉพาะเจาะจง  หรือเลือกกลุ่มที่มีลักษณะเช่นเดียวกับประชากรที่ต้องการแก้ปัญหา

ข.     เลือกกลุ่มที่เหมือนกันเพื่อจัดเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

ค.     ควรทำการทดลองทุกห้องที่สอน เพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง

ง.      ควรทำการสุ่มอย่างแท้จริง

  1. การเลือกใช้สถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล  ต้องพิจารณาสิ่งใด

ก.     วัตถุประสงค์ของการวิจัย

ข.     ลักษณะของข้อมูลที่รวบรวมได้

ค.     ข้อตกลงเบื้องต้นของสถิตินั้น ๆ

ง.      ทั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัย ลักษณะของข้อมูลที่รวบรวมได้ และข้อตกลงเบื้องต้นของสถิตินั้น ๆ

   

 

ขอบข่ายของเนื้อหา สาระสำคัญ

และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

 

  • ขอบข่ายของเนื้อหา

 

เรื่องที่ 1           ความหมาย  ความสำคัญ  และหลักการของการออกแบบการทดลอง

เรื่องที่ 2           การกำหนดตัวแปรตามของการทดลอง

เรื่องที่ 3           รูปแบบการทดลองและแนวทางการวิเคราะห์ผล

 

 

  • สาระสำคัญ

 

  1. การออกแบบการทดลอง คือ การวางแผน  เพื่อประเมินคุณภาพของนวัตกรรมที่สร้างขึ้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดวิธีการและเทคนิคในการทดลองให้ได้ผลการทดลองมีความแม่นยำเชื่อถือได้
  2. ก่อนดำเนินการทดลองใช้นวัตกรรม  จะต้องระบุตัวแปรตามของการทดลองที่บ่งชี้ถึงคุณภาพของนวัตกรรม  เพื่อกำหนดแนวทางการวัดที่เหมาะสม
  3. แบบการทดลองที่ใช้ในการวิจัยมีหลายแบบ    การจะเลือกแบบทดลองใดมาใช้ ควรคำนึงถึงจุดเด่น  จุดด้อย   ของแบบการทดลองและสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการทดลองหรือข้อจำกัดต่าง ๆ  และการเลือกใช้สถิติใด        เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ควรพิจารณาถึงจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า  แบบการทดลองที่เลือกใช้และระดับของข้อมูลที่ได้จากการวัด

 

  • จุดประสงค์การเรียนรู้

เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 5  จบแล้ว  ท่านสามารถ

  1. บอกความหมาย   และจุดมุ่งหมายของการออกแบบการทดลองได้
  2. กำหนดตัวแปรตามของการทดลองได้เหมาะสม
  3. ออกแบบการทดลอง และกำหนดแนวทางการวิเคราะห์ผลที่เหมาะสมได้

เรื่องที่  1        ความหมาย  ความสำคัญ  และหลักการของ     

                      การออกแบบการทดลอง

                  

 

@   เรื่องที่ 1.1     ความหมายของการออกแบบการทดลอง

            การออกแบบการทดลอง   คือ   การวางแผนเพื่อพิสูจน์ว่า  นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมีคุณภาพหรือไม่    โดยการนำไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริง       แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินว่านวัตกรรมนั้นสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่      หรือสามารถพัฒนาการเรียนการสอนได้ตามเป้าหมาย

ที่กำหนดไว้หรือไม่ กล่าวคือ หลังจากครูผู้สอนได้พัฒนานวัตกรรมตามขั้นตอนอย่างถูกต้องตามหลักการหรือทฤษฎีแล้ว อาจนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาแก้ไขปรับปรุง   จะทำให้มีความมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า นวัตกรรมที่สร้างขึ้นนั้นน่าจะมีคุณภาพ เพราะได้สร้างตามขั้นตอน มีทฤษฏีหรือหลักการรับรอง   หรือมีผู้เชี่ยวชาญพิจารณาถึงการเป็นไปตามหลักวิชา  แต่เพื่อให้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ว่าสามารถแก้ปัญหา  หรือพัฒนาการเรียนการสอนได้จริงตามเป้าหมาย จึงต้องนำไปทดลองใช้กับนักเรียนที่มีคุณลักษณะเช่นเดียวกับกลุ่มเป้าหมาย

            เช่นเดียวกับการที่บริษัทผลิตสินค้าชนิดใหม่ ๆ ก่อนที่จะนำสินค้านั้นออกมาเผยแพร่หรือจำหน่าย ทางบริษัทจะต้องทำการทดลองเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสินค้านั้นเสียก่อน จนกว่าจะมั่นใจว่ามีคุณภาพดีพอ  จึงนำออกเผยแพร่หรือจำหน่าย   โดยวิธีการทดลองนั้นทางบริษัทจะสุ่มสินค้าบางชิ้นเท่านั้น ไม่ใช่ทำการทดสอบกับสินค้าทุกชิ้น ในการทดลองนั้น นวัตกรรมของครูก็เช่นเดียวกัน จะนำมาทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเล็ก ๆ  เสียก่อน จนมั่นใจว่านวัตกรรมนั้นมีคุณภาพจริง   กล่าวคือ   สามารถแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอนได้       จากนั้นจึงจะนำนวัตกรรมดังกล่าวไปเผยแพร่    ใช้กับนักเรียนที่สอนทั้งหมด     หรือใช้กับนักเรียนกลุ่มอื่นที่มีคุณลักษณะเช่นเดียวกัน   ในการทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเล็ก ๆ   ดังกล่าว  ต้องมีการวางแผนกำหนดวิธีการ และเทคนิคในการทดลอง เพื่อให้ผลการทดลองมีความแม่นยำเชื่อถือได้

 

 

 

 

@   เรื่องที่ 1.2     ความสำคัญของการออกแบบการทดลอง

 

การออกแบบการทดลอง เป็นการวางแผนกำหนดวิธีการ     และเทคนิคในการทดลอง ถ้าครูผู้สอนมิได้ทำการวางแผนไว้ล่วงหน้า    อาจเกิดปัญหาระหว่างดำเนินการทดลอง หรือภายหลังดำเนินการทดลองในช่วงการวิเคราะห์และแปลผล  กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่วางแผนการสร้างรูปแบบนวัตกรรมที่จะจำมาใช้   ควรจะต้องมีความเด่นชัด     มีทฤษฎีรองรับ     เพื่อให้มั่นใจว่ามีโอกาสแก้ปัญหาที่มีอยู่ หรือพัฒนาการเรียนการสอนได้จริง ต้องกำหนดและเตรียมเครื่องมือที่ใช้วัดให้เหมาะสมโดยเครื่องมือต้องมีคุณภาพ   และกำหนดช่วงเวลาในการวัดว่าจะวัดเมื่อใด วัดตัวแปรใดบ้าง จะใช้ใครเป็นกลุ่มตัวอย่าง แนวทางการเก็บรวบรวม  และวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้วิธีใด ในการวางแผนดังกล่าว ต้องคำนึงถึงความถูกต้องตามหลักวิชา และหลักคุณธรรม แต่ถ้าครู อาจารย์ไม่ได้เตรียมวางแผนรายละเอียดดังกล่าว    และปฏิบัติตามแผนนั้น    อาจทำให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การสรุปผลการทดลองผิดพลาดด้วย

 

@   เรื่องที่ 1.3    หลักการของการออกแบบการทดลอง

เพื่อให้ผลการทดลองมีความแม่นตรง    ได้ข้อสรุปถึงผลการทดลองที่แม่นยำ   ในการออกแบบการทดลอง ควรมีหลักการ  ดังนี้

1.  นวัตกรรมที่นำมาทดลอง    จะต้องมีความเด่นชัด     มีทฤษฎีรองรับเพื่อให้มั่นใจว่ามีโอกาสแก้ปัญหาที่มีอยู่ได้ผล หรือพัฒนาการเรียนการสอนได้จริง หรือแตกต่างจากวิธีเดิม ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เกิดความมั่นใจว่า ผลของการใช้นวัตกรรมจะแตกต่างจากการไม่ได้ใช้นวัตกรรมหรือการใช้วิธีเดิมอย่างชัดเจน เช่น  การทดลองสอนโดยใช้ชุดการสอนมินิคอร์ด รายวิชา ค 311

คณิตศาสตร์  ชั้น ม.3   การเรียนการสอนโดยใช้ชุดมินิคอร์ดจะต้องมีลักษณะเด่นชัด  คือ  มีการสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ และมีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีวัตถุประสงค์ของการเรียนอย่างชัดเจน หลักการรองรับ ต่างจากวิธีสอนเดิมที่ครูใช้สอนอยู่อย่างชัดเจน ถ้าแนวทางการสร้างนวัตกรรมมีหลักวิชาการรองรับ หรือมีผู้เคยนำแนวทางนั้น ๆ ไปใช้ในสถานการณ์ใกล้เคียงกันแล้วเกิดผล จะทำให้มีโอกาสสูง ที่นวัตกรรมนั้นจะใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน

2.  พยายามลดความคลาดเคลื่อนในการวิจัยให้เหลือน้อยที่สุด โดยการใช้เครื่องมือที่มีความตรง   (Validity)   คือ   วัดได้ตรงตามจุดประสงค์และพฤติกรรมที่ต้องการให้วัด  วัดได้ครอบคลุมครบถ้วนตามเนื้อหาตามที่ต้องการวัด และวัดได้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรที่ศึกษา และนอกจากนี้สถิติที่นำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล มีความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของการวิจัย และเหมาะสมกับระดับของข้อมูลที่รวบรวมได้

ตัวอย่างเครื่องมือวัดที่มีความตรง เช่น ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อสอบและจุดประสงค์ (IOC)  มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 กล่าวคือ ข้อสอบข้อนั้นพิจารณาว่าสามารถวัดจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการวัดหรือไม่ โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าวัดจุดประสงค์นั้นจริง

(ศึกษารายละเอียดได้ในหน่วยที่ 6)

ตัวอย่างการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชากร เช่น ต้องการใช้ชุดการสอนมินิคอร์ดเพื่อสอนรายวิชา  ค 311    เรื่องเลขยกกำลัง   และเรื่องโพลิโนเมียล     กับนักเรียนโรงเรียนสามแสนวิทยาลัย ชั้น ม.3    ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนปกติ      การเลือกกลุ่มตัวอย่างที่นำมาทดลองสอนด้วยชุดการสอนมินิคอร์ดดังกล่าว ต้องพิจารณาเลือกนักเรียนชั้น ม.3   ห้องเรียนที่มีทั้งนักเรียนที่มีผลการเรียนเก่ง  ปานกลา  และอ่อนคละกัน  ไม่เลือกห้องเก่ง หรือห้องอ่อน ห้องใดห้องหนึ่งมาทดลอง แต่ถ้าต้องการทดลองใช้บทเรียนการ์ตูนในการสอนซ่อมเสริมเด็กที่เรียนอ่อน ในการเลือกกลุ่มตัวอย่างก็จะต้องเลือกเด็กนักเรียนที่เรียนอ่อน หรือกรณีที่ต้องการใช้ชุดการเรียนด้วยตนเองเสริมสร้างสำหรับเด็กเรียนเก่ง การเลือกกลุ่มตัวอย่างก็จะต้องเลือกนักเรียนห้องที่เรียนเก่ง เป็นต้น

การเลือกสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล  ต้องพิจารณาว่าสถิตินั้นสามารถตอบปัญหาการวิจัยหรือจุดประสงค์ของการวิจัยได้หรือไม่ และสอดคล้องกับข้อตกลงเบื้องต้นในการใช้ค่าสถิตินั้น ๆ หรือไม่

(ศึกษารายละเอียดได้ในหน่วยที่ 7)

 

3.  การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนที่รบกวนผลการทดลอง  เช่น    ในการทดลองสอนชุดการสอนมินิคอร์ด รายวิชา ค 311 เรื่องเลขยกกำลัง และ โพลิโนเมียล ขณะทำการทดลองอาจมีนักเรียนบางคนได้เรียนพิเศษ รายวิชา ค 3011 นอกเหนือจากการเรียนโดยใช้ชุดการสอนดังกล่าว

การเรียนพิเศษ จึงรบกวนต่อผลการทดลอง  ในกรณีเช่นนี้ครูควรคัดนักเรียนเหล่านี้ออกจากกลุ่มตัวอย่าง ด้วยการไม่นำคะแนนการสอบวัดของนักเรียนที่พิเศษมาวิเคราะห์ เพื่อสรุปผล

ในการออกแบบการทดลองนอกจากยึดหลักการทั้ง 3 ข้อแล้ว ในทางปฏิบัติจริงควรพิจารณาถึงข้อควรคำนึงอื่น  ๆ อีก เช่น

ก.  ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง เช่น การเลือกกลุ่มตัวอย่าง ครูควรเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นห้องเรียน        ที่จัดอยู่ในสภาพเดิมอยู่แล้ว      ไม่ควรมีการจัดขั้นเรียนใหม่เพื่อการทดลอง

โดยเฉพาะ  เช่น มีการสุ่มนักเรียนแต่ละห้องมาห้องละ 10 คน   จาก 5 ห้องเรียน     แล้วมาจัดเป็นห้องทดลองใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวายในการจัดการ และนอกจากนี้นักเรียนจะมีความรู้สึกว่ากังถูกทดลอง อาจส่งผลต่อผลการวิจัยได้

ข.  ไม่ควรให้นักเรียนบางส่วนเสียโอกาสหรือเสียเปรียบ    ในการทดลองบางครั้งมีการออกแบบ   โดยเห็นชัดเจนว่า   นักเรียนกลุ่มหนึ่งเสียเปรียบ เช่น กรณีที่มีการออกแบบการทดลองโดยให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งเรียนโดยใช้สื่อประกอบบทเรียนและนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งเรียนโดยไม่ใช้สื่อประกอบ    นักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยไม่ใช้สื่อประกอบ      ย่อมเสียเปรียบกลุ่มที่เรียนโดยมีสื่อประกอบ ในกรณีดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ควรออกแบบการทดลอง  โดยมีกลุ่มเปรียบเทียบ แต่ควรเป็นการทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มที่ครูผู้สอนรับผิดชอบทั้งหมด

 

กิจกรรมที่  1        เพราะเหตุใดจึงต้องมีการออกแบบการทดลอง

                  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องที่  2        การกำหนดตัวแปรตามของการทดลอง

                  

ในการทดลองใช้นวัตกรรม ต้องกำหนดว่าหลังจากการทดลองสิ้นสุดลงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวนักเรียนบ้าง หรือกกำหนดว่าตัวบ่งชี้ใดบ้างที่ควรจะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการสะท้อนว่านวัตกรรมที่นำมาทดลองนั้นใช้ได้ผลมีคุณภาพจริง

ตัวอย่าง เช่น ในการทดลองใช้ชุดการสอนมินิคอร์ด เพื่อสอนเรื่องเลขยกกำลังและโพลิโนเมียล ครูผู้สอนกำหนดว่า หลังจากมีการทดลองสอนสิ้นสุดลงแล้ว    นักเรียนจะต้องมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน    เรื่อง   เลขยกกำลัง  และเรื่องโพลิโนเมียล  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ( เช่น เกณฑ์กำหนดไว้ว่า คะแนนเฉลี่ยต้องสูงกว่า ร้อยละ 70) ดังนั้น    ตัวแปรตามของการทดลองของกรณีตัวอย่างนี้คือ   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเลขยกกำลังและเรื่องโพลิโนเมียล      นอกจากนี้ขณะทดลองครูผู้สอนสังเกตว่า นักเรียนที่เรียนด้วยชุดมินิคอร์ด มีความกระตือรือร้นสนใจต่อบทเรียน

ดี จึงทำการวัดความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดมินิคอร์ด ดังนั้น จึงถือว่าความพึงพอใจต่อการเรียน โดยใช้ชุดมินิคอร์ด คือ ตัวแปรตามของการทดลองอีกตัวหนึ่งด้วย

 

การกำหนดตัวแปรตามของการทดลองมีแนวทาง  ดังนี้

1.  กำหนดจากคุณลักษณะของนักเรียนที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยตรง อันเป็นผลจากการใช้นวัตกรรม เช่น ในการทดลองใช้ชุดการสอนมินิคอร์ดรายวิชา ค 311  คณิตศาสตร์ เรื่องเลขยกกำลัง และโพลิโนเมียล คุณลักษณะของนักเรียนที่ต้องการให้เกิดโดยตรง หลังจากใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำควบกล้ำ คุณลักษณะของนักเรียนที่ต้องการให้เกิดโดยตรง หลังจากใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำควบกล้ำ คือ “ทักษะการอ่านของนักเรียนในการอ่านคำควบกล้ำ”

2.  กำหนดจากผลโดยอ้อม  หรือผลข้างเคียง   ในบางครั้งครูผู้สอนมีจุดมุ่งหมายในนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่เมื่อใช้นวัตกรรมดังกล่าวแล้ว กลับมีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่มิใช่จุดมุ่งหมายที่ต้องการแก้ปัญหานั้นเกิดขึ้นด้วย เช่น ในการทดลองใช้ชุดการสอนมินิคอร์ดรายวิชา ค 311   คณิตศาสตร์ เรื่องเลขยกกำลังและโพลิโนเมียล  นอกจากผลสัมฤทธิ์การเรียนเปลี่ยนแปลงแล้ว  นักเรียนยังมีนิสัยในการเรียนดีขึ้น  กล่าวคือ มีความกระตือรือร้นที่จะเรียน ขยันทำงานที่ครูมอบหมาย ดังนั้น “นิสัยในการเรียน”  จึงเป็นผลโดยอ้อม หรือผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ชุดการสอนมินิคอร์ดดังกล่าว  หรือตัวอย่างกรณีการทดลองใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำควบกล้ำวิชาภาษาไทย  เมื่อการทดลองสิ้นสุดลง   นอกจากทักษะการอ่านคำควบกล้ำของนักเรียนจะดีขึ้นแล้ว   นักเรียนยังชอบวิชาภาษาไทย รู้สึกอยากเรียนวิชาภาษาไทยมากขึ้นอีก  นั่นก็คือ เกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทย จึงกล่าวได้ว่า “เจตคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทย” เป็นผลโดยอ้อมหรือผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำควบกล้ำด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อนวัตกรรมที่ทำการทดลอง

ตัวแปรตามที่กำหนด

คุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดโดยตรง

ผลโดยอ้อมหรือผลข้างเคียง

1.  ชุดการสอนมินิคอร์ดเรื่องเลข

ยกกำลัง และเรื่องโพลิโนเมียล

 

2.  ชุดฝึกทักษะการอ่านคำควบกล้ำ

 

3.  รายงานการวิจัย เรื่อง

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา

(ส 101 ประเทศของเรา) เรื่อง

“ประชากรของประเทศไทย”

ระหว่างการสอน โดยวิธี

กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์กับ

การสอนโดยวิธีปกติ

 

4.  คู่มือการใช้ “แผ่นโปร่งใส”

ประกอบการสอนรายวิชา

คณิตศาสตร์ ค 203

 

5.  รายงานการวิจัยเรื่อง การทดลอง

สอนแบบผ่านเกณฑ์ วิ ชา

สังคมศึกษา (ส 203)ทวีปของเรา

ชั้นมัธยมศึกษา

 

6.  การพัฒนาชุดการเรียนการสอน

เรื่อง “การคบเพื่อน”

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เลขยกกำลัง และเรื่องโพลิโนเมียล

 

ทักษะการอ่านคำควบกล้ำ

 

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง

ประชากรของประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

 

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์

รายวิชา ค 203

 

 

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา สังคม

ศึกษา (ส 203)

 

 

 

คุณธรรมในด้าน

-  ความรับผิดชอบ

-  ความซื่อสัตย์

-  ความขยันหมั่นเพียร

-  ความอดทนอดกลั้น

 

นิสัยในการเรียน

 

 

เจตคติต่อวิชาภาษาไทย

 

บรรยากาศการเรียน

 

 

 

 

 

 

 

 

เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์

 

 

 

นิสัยในการเรียน

 

 

 

 

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

 

กิจกรรมที่  2            จากชื่อนวัตกรรมที่ทำการทดลองต่อไปนี้

                          จงพิจารณากำหนดตัวแปรตามของการทดลอง

                       ทั้งที่เป็นคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดขึ้โดยตรง 

                          และผลโดยอ้อมหรือผลข้างเคียง

 

 

2.1   บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  ( CAI )  ชั้นมัธยมศึกษาปี่ 3 (วิชา ค 012 คณิตศาสตร์ เรื่อง การแยกตัวประกอบพหุนาม)

2.2  บทเรียนโปรแกรมสไลด์เทปเรื่อง  สีสรรพ์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

เรื่องที่  3        รูปแบบการทดลอง และแนวทางการวิเคราะห์ผล

                  

ในการออกแบบการทดลองเพื่อพิสูจน์ว่านวัตกรรมสามารถแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาคุณลักษณะของนักเรียนได้ สามารถออกแบบการทดลองได้หลายแบบ แต่แบบการทดลองที่จะได้นำเสนอต่อไปนี้ เป็นแบบของการทดลองที่สามารถนำมาใช้ในการวิจัยในชั้นเรียนได้

 

 

แบบการทดลองที่  1

 

ใช้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว มีการวัดผลการทดลอง 1 ครั้ง (One-shot case study design)

ดังภาพ

 

X                     O2

 

X     การทดลองใช้นวัตกรรม

O2    การวัดผลหลังการทดลองใช้นวัตกรรม

!    การทดลอง

ในการเลือกกลุ่มตัวอย่างมาทดลอง ใช้กลุ่มตัวอย่าง 1 ห้องเรียนที่มีนักเรียนเก่ง  อ่อน  และปานกลางคละกัน    แต่โรงเรียนมีข้อจำกัดจำนวนห้องเรียนน้อย   ไม่สามมารถเลือกห้องเรียนได้ หรือมีการจัดห้องเรียนในลักษณะอื่นก็ให้เลือกห้องเรียนตามข้อจำกัดนั้น  ๆ    หลังจากเลือกห้องเรียนแล้ว    ทำการสอนโดยใช้นวัตกรรมที่สร้างขึ้น   เมื่อจบการทดลองแล้วให้ทำการสอบวัดด้วยข้อสอบหรือเครื่องสื่อวัดที่มีคุณภาพ

 

!    การวิเคราะห์ผลการทดลอง

หลังจากทกการวัดตัวแปรตามของการทดลองได้แล้ว นำผลการวัดมาเทียบกับเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า ในการนี้ผู้พัฒนานวัตกรรมต้องกำหนดเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า เช่น ถ้านวัตกรรมของตนมีคุณภาพ  นักเรียนจะต้องได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 70 หรือสัดส่วนของนักเรียนที่สอบผ่านเกณฑ์สูงกว่าร้อยละ 80 หรือสัดส่วนของนักเรียนที่ได้ระดับคะแนน 3.4 มากกว่าร้อยละ 40 เป็นต้น

การวิเคราะห์ผล ถ้ากำหนดเกณฑ์ คือ นักเรียนจะต้องได้คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 (หรือ 75, 80, 85 ฯลฯ) ให้ทำการเปรียบเทียบระหว่างคะแนน เฉลี่ย ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่คำนวณได้กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยใช้สถิติทดสอบที่ (t-test)

ถ้ากำหนดเกณฑ์คือ สัดส่วนของนักเรียนที่สอบผ่านเกณฑ์ หรือสัดส่วนของนักเรียนได้รับคะแนน 3, 4 ให้นักเรียนเทียบสัดส่วนของนักเรียนที่มีคุณลักษณะดังกล่าว หลังจากประเมินผลการเรียนหลังการใช้นวัตกรรมแล้ว กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยใช้สถิติทดสอบที่ (t-test) ที่มีลักษณะเป็น Proportion-test

สำหรับรายละเอียดของค่าสถิติที่ใช้สามารถศึกษารายละเอียดได้จากหนังสือสถิติสำหรับการวิจัยทั่ว ๆ ไป

 

!    จุดเด่นจุดด้อยของแบบการทดลองที่ 1

          จุดเด่น

เป็นรูปแบบที่ง่ายไม่ซับซ้อน มีการวัดหลังการทดลองเพียงครั้งเดียว และใช้กลุ่มทดลองเพียงกลุ่มเดียว

          จุดด้อย

1.  ไม่มีเกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบว่าก่อนการทดลองใช้นวัตกรรม นักเรียนมีพื้นความรู้อยู่ในระดับใด   เนื่องจากมีการวัดผลหลังการทดลองเพียงครั้งเดียว    จึงทำให้ไม่สามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่า  หลังการทดลองนักเรียนมีคะแนนสูงขึ้นจากเดิมจริงหรือไม่

2.  เนื่องจากไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ จึงทำให้ไม่แน่ใจว่าคะแนนที่วัดได้นั้นเป็นผลมาจากนวัตกรรมโดยตรง หรืออานเนื่องมาจากตัวนักเรียนหรือการเลือกกลุ่มตัวอย่างก็ได้

 

 

แบบการทดลองที่  2

 

ใช้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว มีการวัดผล 2 ครั้ง   ก่อนและหลังทดลอง  (One-group  pretest- posttest  design)  ดังแผนภาพ

 

 

O1                             X                 O2

 

 

X     การทดลองใช้นวัตกรรม

O1    การวัดผลก่อนการทดลองใช้นวัตกรรม     (วัดผลครั้งที่  1)

O2    การวัดตัวแปรตามหลังการใช้นวัตกรรม    (วัดผลครั้งที่  2)

 

!    การทดลอง

            การเลือกกลุ่มตัวอย่าง  ลักษณะเช่นเดียวกับแบบการทดลองที่ 1   ก่อนทดลองนวัตกรรม ทำการสอบวัดตัวแปรตามของการทดลองด้วยเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ หลังจากใช้นวัตกรรมแล้ว

ทำการสอบวัดด้วยเครื่องมือชุดเดิม

 

 

 

!    การวิเคราะห์ผลการทดลอง

            เมื่อการทดลองนี้สิ้นสุดลง และทำการวัดตัวแปรตามหลังการทดลองแล้วนำผลการวัดก่อนและหลังการทดลองเปรียบเทียบกัน โดยใช้สถิติทดสอบที่ (t-test) แบบ dependent samplesหรือที่เรียกว่า t-test แบบ Correlated samples หรือใช้วิธีทดสอบเครื่องหมาย (Sign test) และการทดสอบของวิลคอกซัน  (Wileoxon matched-pairs signed rank test)

 

!    จุดเด่นจุดด้อยของแบบการทดลองที่ 2

            จุดเด่น

            เป็นรูปแบบการทดลองที่มีการเปรียบเทียบ โดยเปรียบเทียบกับตัวของมันเองก่อนดำเนินการ และหลังดำเนินการทดลอง ทำให้สรุปได้อย่างค่อนข้างมั่นใจยิ่งขึ้นว่า ถ้าคะแนนหลังการทดลองเพิ่มขึ้น แสดงว่าเป็นผลเนื่องมาจากการใช้นวัตกรรม

 

            จุดด้อย

            1.  เนื่องจากการทดลองนี้มีการวัด 2 ครั้ง โดยการวัดครั้งที่ 2 อาจได้รับผลกระทบจากการวัดครั้งแรก เช่น อาจมีการจำข้อคำถามได้ หรือผู้ถูกวัดอาจรู้ตัวว่ากำลังถูกทดลองจึงอาจทำให้ผลการวัดมีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง  ซึ่งกรณีเช่นนี้      มักจะเกิดขึ้นกับการวัดตัวแปรเจตคติมากกว่าตัวแปรด้านผลสัมฤทธิ์

2.  ถ้าการทดลองใช้นวัตกรรมเป็นระยะเวลานาน ช่วงเวลาของการวัดครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 จะห่างกันมาก    ในช่วงเวลาดังกล่าวผู้เรียนมีอายุมากขึ้น   วุฒิภาวะเพิ่มขึ้น องค์ประกอบเหล่านี้ส่งผลต่อคะแนนการวัดครั้งที่ 2   ทำให้คะแนนที่เพิ่มขึ้น         มิได้เกิดจากการใช้นวัตกรรมเพียงอย่างเดียว

 

แบบการทดลองที่  3

 

ใช้กลุ่มตัวอย่าง  2   กลุ่ม  มีลักษณะเท่าเทียมกัน ใช้เป็นกลุ่มทดลอง  1  กลุ่ม   และกลุ่มควบคุม  1  กลุ่ม  มีการวัดผลการทดลอง 1 ครั้ง  (Nonrandomized Control-group posttest-only)   ดังแผนภาพ

 

 

ã                            ~X             O2c

 

E                             X                 O2E

 

ã    กลุ่มควบคุม

E      กลุ่มทดลอง

~X     สอนวิธีเดิม

X      สอนโดยใช้นวัตกรรม

O2C   วัดผลหลังการสอนโดยวิธีเดิม

O2E    วัดผลหลังการสอนโดยใช้นวัตกรรม

 

!    การทดลอง

            การเลือกกลุ่มตัวอย่าง  เลือกนักเรียน 2   ห้องเรียนที่มีความเท่าเทียมกัน    ก่อนทดลองใช้นวัตกรรม โดยการสุ่มให้ห้องใดห้องหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุมทำการสอนโดยใช้วิธีเดิม และอีกกลุ่มหนึ่ง   ให้สอนโดยใช้นวัตกรรม       เมื่อสอนครบตามกำหนดทำการสอบวัดตัวแปรตามของการทดลองทั้ง 2  กลุ่ม  ด้วยเครื่องมือชุดเดียวกัน

            ความเท่าเทียมกันของนักเรียนทั้ง 2 ห้อง  หมายถึง  คุณลักษณะต่าง ๆ ของนักเรียนโดยเฉลี่ยทั้ง 2 ห้อง ใกล้เคียงกัน เช่น ความรู้พื้นฐานในวิชาที่ทดลองใช้นวัตกรรม ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ปกครอง วุฒิภาวะของนักเรียน ฯลฯ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติให้ครูสนใจเลือกห้องเรียนที่มีพื้นความรู้ในวิชาที่ทดลองใช้นวัตกรรมไม่แตกต่างกันเป็นหลัก

 

!    การวิเคราะห์ผลการทดลอง

            เมื่อการทดลองนี้สิ้นสุดลง และทำการวัดตัวแปรตามหลังการทดลอง ทั้ง 2 ห้องเรียนแล้วนำผลการวัดทั้ง  2  กลุ่มมาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)  แบบ  Independent samples

 

 

 !    จุดเด่นจุดด้อยของแบบการทดลองที่ 3

            จุดเด่น

            แบบการทดลองนี้มีกลุ่มสำหรับเปรียบเทียบ  ซึ่งได้แก่กลุ่มที่เท่าเทียมกันแต่จัดให้มีการเรียนการสอนโดยวิธีเดิม   (กลุ่มควบคุม)  ทำให้ผลการสรุปมั่นใจยิ่งขึ้นว่า      ถ้ากลุ่มทดลองมีคะแนนการวัดตัวแปรตามหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมแสดงว่าการสอนโดยใช้นวัตกรรม

มีคุณภาพดีกว่าการสอนโดยวิธีเดิม

 

            จุดด้อย

            เป็นการยากสำหรับผู้ทดลองนวัตกรรม โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กเนื่องจากหากลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนที่เท่าเทียมกัน 2 ห้อง ได้ค่อนข้างน้อย

 

 

แบบการทดลองที่ 4

 

ใช้กลุ่มตัวอย่าง  2   กลุ่ม  มีการสอบก่อนและหลังการทดลอง  (Nonrandomized Control-group pretest-posttest design)   ดังแผนภาพ

 

 

ã                          O1c                 ~X                    O2c

 

E                            O1E                      X                    O2E

 

ã    กลุ่มควบคุม

E      กลุ่มทดลอง

~X     สอนวิธีเดิม

X      สอนโดยใช้นวัตกรรม

O1C   วัดผล ก่อนการสอนโดยวิธีเดิม

O1E    วัดผล ก่อนการสอนโดยใช้นวัตกรรม

O2C   วัดผล  หลังการสอนโดยวิธีเดิม

O2E    วัดผล หลังการสอนโดยใช้นวัตกรรม

 

!    การทดลอง

            การเลือกกลุ่มตัวอย่าง  เลือกนักเรียน 2   ห้องเรียนที่มีคุณลักษณะต่าง ๆ   ใกล้เคียงกันก่อนดำเนินการทดลอง ทำการสอบวัดตัวแปรตามของการทดลองด้วยเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพหลังจากดำเนินการทดลองโดยทำการสอนกลุ่มควบคุมด้วยวิธีเดิม  และสอนกลุ่มทดลองโดยใช้นวัตกรรมทำการวัดตัวแปรตามของการทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ด้วยข้อสอบชุดเดิมอีกครั้งหนึ่ง

 

!    การวิเคราะห์ผลการทดลอง

            นำคะแนนเฉลี่ยของผลต่างก่อนและหลังการทดลองของแต่ละกลุ่มมาเปรียบเทียบ โดยใช้สถิติทดสอบที ที (t-test)  (สำหรับกรณีเปรียบเทียบ  gain scores)

ถ้าพบว่าคะแนนเฉลี่ยของผลต่างของกลุ่มทดลองที่สอนโดยใช้นวัตกรรมสูงกว่ากลุ่มที่สอนโดยวิธีเดิม แสดงว่านวัตกรรมมีคุณภาพ

 

 !    จุดเด่นจุดด้อยของแบบการทดลองที่ 4

            จุดเด่น

             จุดเด่นและจุดด้อยของแบการทดลองนี้  เช่นเดียวกับแบบการทดลองที่ 3  แต่มีข้อเพิ่มเติมคือ ในกรณีที่กลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ใกล้เคียงกัน และมีความแตกต่างกันมาก การนำคะแนนความแตกต่างมาวิเคราะห์จะมีความเชื่อมั่นน้อยลง

 

แบบการทดลองที่ 5

 

ใช้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว มีการวัดหลาย ๆ ครั้งตามที่ต้องการก่อนการทดลองและหลังการทดลอง   (One-group time series  design)   ดังแผนภาพ

 

O1      O2      O3      O4      X      O5      O6      O7      O8

 

X     การทดลองใช้นวัตกรรม

O1   วัดผล ก่อนการทดลอง      ครั้งที่   1

O2   วัดผล ก่อนการทดลอง      ครั้งที่   2

O3   วัดผล ก่อนการทดลอง      ครั้งที่   3

O4   วัดผล ก่อนการทดลอง      ครั้งที่   4

O5   วัดผล ก่อนการทดลอง      ครั้งที่   1

O6   วัดผล ก่อนการทดลอง      ครั้งที่   2

O7   วัดผล ก่อนการทดลอง      ครั้งที่   3

O8   วัดผล ก่อนการทดลอง      ครั้งที่   4

 

!    การทดลอง

            เลือกกลุ่มตัวอย่างที่จะทดลองเช่นเดียวกับแบบทดลองที่ 1  ทำการวัดหรือสังเกตหลาย ๆ ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง ตามแผนภาพข้างบนมีการวัด 4  ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง ซึ่งไม่จำเป็นต้อง 4  ครั้งเสมอไป  อาจวัด 5 ครั้ง  ก่อนและหลังการทดลองใช้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับงานวิจัยแต่ละเรื่อง  ซึ่งต้องวัดโดยใช้เครื่องมือวัดชุดเดียวกันทั้งก่อนและหลังการทดลอง และให้ระยะเวลาในการวัดแต่ละครั้งห่างกันพอสมควร เช่น  1  สัปดาห์  หรือ  1 เดือน  เป็นต้น

!    การวิเคราะห์ผลการทดลอง

            เมื่อการทดลองสิ้นสุดลง   ทำการวัดตัวแปรตามหลังการทดลองทุกครั้ง     แล้วสังเกตการเปลี่ยนแปลจาก O4   ไป  O5 ว่าแตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงจากการวัดของช่วงอื่น ๆ หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ถ้าพบว่าการเปลี่ยนแปลงจาก  O4  ไป  O5   มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของช่วงอื่น ๆ ก็แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงนั้น  มีผลมาจากการทดลองใช้นวัตกรรม      วิธีนี้เรียกว่าการวิเคราะห์แนวโน้ม  (Trend analysis)   ดังตัวอย่าง

 

 

 

A

B

 

คะแนน

ตัวแปรตาม

 

 

                             O1            O2           O3            O4            O5       O6       O7            O8  

 

จากตัวอย่าง  รูปแบบ  A  สรุปได้ว่า  นวัตกรรมที่ทดลองใช้ทำให้คะแนนสูงขึ้นหรือคะแนนหลังการทดลองสูงขึ้น  เป็นผลเนื่องจากการใช้นวัตกรรม

รูปแบบ  B  และ  C  ไม่สามารถสรุปได้ว่า คะแนนหลังการทดลองสูงขึ้นเป็นผลจากการใช้นวัตกรรม อาจเป็นผลจากกลุ่มตัวอย่างหรือตัวแปรแทรกซ้อนต่าง ๆ ก็ได้

 

!    จุดเด่น  จุดด้อยของแบบการทดลองที่ 5

            จุดเด่น

             แบบการทดลองนี้ใช้ได้ดีกับการวิจัยทางการศึกษา สามารถใช้เป็นรายบุคคลหรือกลุ่มบุคคลก็ได้ที่ใช้เวลาศึกษาในระยะยาว

 

            จุดด้อย

             ไม่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนต่าง ๆ   ที่เกิดขึ้นในการสอบก่อนและหลังการทดลองได้  เพราะไม่มีกลุ่มควบคุม

 

!    การเลือกใช้แบบการทดลอง

            ในการเลือกใช้แบบการทดลองที่ดีและเหมาะสมที่สุดนั้น ควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

1.  กลุ่มตัวอย่างที่จะนำมาศึกษานั้นจะศึกษาเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคลก็ได้

2.  คำนึงถึงจุดเด่นและจุดด้อยของแบบการทดลองแต่ละแบบ ผู้ทดลองต้องประเมินว่ายอมให้จุดด้อยใดเกิดในการทดลองของงาน

3.  สภาพที่เอื้ออำนวยต่อการทดลองหรือข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น ถ้าเป็นโรงเรียนขนาดเล็กอาจใช้แบบการทดลองที่ 3 หรือ 4 ไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถหากลุ่มตัวอย่างที่เท่าเทียมกันหรือคุณลักษณะใกล้เคียงกันได้ยาก

 

!    ความผิดพลาดของการทดลอง

            1.  ขาดการพิจารณาว่าควรใช้แบบการทดลองใดจึงจะดีที่สุด

2.  ใช้กระบวนการที่ไม่เหมาะสม

3.  เลือกใช้แบบการทดลองที่ผู้วิจัยไม่สามารถดำเนินการตามทีแบบการทดลองกำหนดไว้

 

 

   กิจกรรมที่  3

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

 

คำชี้แจง                     ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

1.   ข้อใดคือจุดมุ่งหมายของการออกแบบการทดลอง

ก.   เพื่อให้ผลวิจัยมีความแม่นตรง

ข.  เพื่อความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล

ค.  เพื่อให้ผู้วิจัยดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ได้ครบถ้วน

ง.  เพื่อให้สามารถจัดลำดับขั้นตอนวิจัยได้เหมาะสม

2.   ตัวบ่งชี้ความสำเร็จว่านวัตกรรมแก้ปัญหาได้คือข้อใด

ก.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่านั้น

ข.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ

ค.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หรือเจตคติ หรือนิสัยในการเรียนอย่างใดอย่างหนึ่ง

ง.   คุณลักษณะใดก็ได้ที่สะท้อนว่านวัตกรรมที่นำมาทดลองนั้นใช้ได้ผล

3.  ในการออกแบบการทดลองควรคำนึงถึงความคลาดเคลื่อนจากแหล่งใด

ก.  ผู้วิจัย,  เครื่องมือวิจัย,  การเก็บรวมรวบข้อมูล

ข.  เครื่องมือวัด,  การเลือกลุ่มตัวอย่าง,  การใช้สถิติ

ค.  กลุ่มตัวอย่าง,  เครื่องมือวัด,  การนำเสนอผลการวิจัย

ง.   เครื่องมือวัด,  ผู้วิจัย,  การนำเสนอผลการวิจัย

 

 

 

 

4.  ในการเลือกตัวอย่างเพื่อทดลองนวัตกรรมควรใช้วิธีใด

ก.  ควรเลือกแบบเฉพาะเจาะจง  หรือเลือกกลุ่มที่มีลักษณะเช่นเดียวกับประชากรที่

ต้องการแก้ปัญหา

ข.  เลือกกลุ่มที่เหมือนกันเพื่อจัดเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

ค.  ควรทำการทดลองทุกห้องที่สอน เพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง

ง.  ควรทำการสุ่มอย่างแท้จริง

5.  การเลือกใช้สถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล  ต้องพิจารณาสิ่งใด

ก.  วัตถุประสงค์ของการวิจัย

ข.  ลักษณะของข้อมูลที่รวบรวมได้

ค.  ข้อตกลงเบื้องต้นของสถิตินั้น ๆ

ง.   ทั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัย ลักษณะของข้อมูลที่รวบรวมได้ และข้อตกลง

เบื้องต้นของสถิตินั้น ๆ

   

 

เฉลยแบบประเมินตนเอง

ก่อนและหลังเรียน

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนเรียน

  1. ก.
  2. ข.
  3. ง.
  4. ก.
  5. ง.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฉลยแบบประเมินตนเองหลังเรียน

  1. ก.
  2. ง.
  3. ง.
  4. ก.
  5. ง.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวคำตอบกิจกรรม

 

 

     กิจกรรมที่ 1

 

เพื่อให้ผู้วิจัยสามารถดำเนินการขั้นตอนต่าง ๆ ตามแผนที่วางไว้ได้ครบถ้วน เป็นผลให้ได้ข้อมูลถูกต้อง ส่งผลให้ผลการทดลองมีความแม่นตรงเชื่อถือได้

 

 

     กิจกรรมที่ 2

 

 

ชื่อนวัตกรรมที่ทำการทดลอง

ตัวแปรตามที่กำหนด

คุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดโดยตรง

ผลโดยอ้อมหรือผลข้างเคียง

2.1

 

 

 

2.2

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

คณิตศาสตร์ รายวิชา ค 012

เรื่องการแยกตัวประกอบพหุนาม

 

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

เรื่องสีสรรพ์

เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ หรือนิสัยในการเรียน

 

 

เจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์

หรือนิสัยในการเรียน

 

 

 

     กิจกรรมที่ 3

 

การเลือกแบบทดลองควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1.  ความแม่นตรงของผลการทดลอง โดยพิจารณาจากจุดเด่นจุดด้อยของแบบการทดลองแต่ละแบบ

2.  สภาพที่เอื้ออำนวยต่อการทดลองหรือข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น จำนวนห้องเรียนที่จะใช้เป็นกลุ่มตัวอย่าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

 

จินดารัตน์  วิเชียรโรจน์.  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม

ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.  2535  อัดสำเนา.

 

ชูศรี  วงศ์รัตนะ.  แบบแผนการทดลองและสติถิ.  2528.  อัดสำเนา.

 

บุญธรรม  กิจปรีดาบริสุทธิ์.  เทคนิคการสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัย.

กรุงเทพมหานคร :  โรงพิมพ์เจริญผล 2537.

 

เสาวนีย์   วงษ์ท้าวศึก.  บทเรียนสำเร็จรูปวิชาคณิตศาสตร์  เรื่อง  เลขยกกำลัง.  2533.  อัดสำเนา.

 

Kerlinger N. Fred. Foundations of Behavioral Reserarch. Tokyo : Halt, Saunders Japan, LTD.

1981

 

q  qq  q

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

 

 

 

 

 

การวิจัยในชั้นเรียน5

 

ขั้นตอนการจัดทำเอกสารประกอบการสอนประเภทต่าง ๆ

1

 

 

 

ศึกษาหลักสูตร

22

 

         ศึกษาค้นคว้า                      เอกสารและแหล่งข้อมูล

กำหนด                            เนื้อหา

32

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 7 ขั้นตอนการจัดทำเอกสารประกอบการสอนประเภทต่าง ๆ

 

จากภาพประกอบที่ 7  แสดงขั้นตอนในการจัดทำเอกสารประกอบการสอน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.  ศึกษาหลักสูตร เพื่อดูวัตถุประสงค์ของวิชาที่สอน พิจารณาคำอธิบายรายวิชา ซึ่งจะกล่าวถึงแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน เนื้อหาสาระสำคัญ และวัตถุประสงค์การเรียนวิชานั้น

2.  กำหนดเนื้อหาสาระ ประเด็นที่จะจัดทำเอกสารประกอบการสอนแต่ละประเภท โดยศึกษาลักษณะและส่วนประกอบของเอกสารประเภทนั้น ๆ

3.  ศึกษาค้นคว้าเอกสารและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาอ้างอิงประกอบการจัดการทำเอกสารประกอบการสอน

4.  เขียนเอกสารประกอบการสอน ตามลักษณะของเอกสารนั้น โดยกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ ความคิดรวบยอด เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล แล้วจัดลำดับเป็นบทหรือตอนเป็นเรื่องหรือเป็นคาบเรียน ให้ครอบคลุมรายวิชาหรือบางส่วนของรายวิชาที่ต้องการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม หรืออัดสำเนา

5.  นำไปทดลองใช้สอนในชั้นเรียน และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ใช้ หรือผู้รู้ แล้วจึงนำไปขยายผลใช้กับผู้เรียนกลุ่มใหญ่ต่อไป

 

 

สำหรับข้อดีและข้อจำกัดของการใช้เอกสารประกอบการสอน

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

              นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระตรงกับจุดประสงค์ของหลักสูตร    จากเอกสารที่ผ่านการวิเคราะห์ ศึกษาค้นคว้า   และเรียบเรียงอย่างดี เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นและความสามารถของนักเรียน

เอกสารประกอบการสอนที่จัดทำเป็นรูปเล่มเรียบร้อย สะดวกแก่การใช้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองในเวลาที่ต้องการ

     การใช้เฉพาะเอกสารประกอบการสอนเพียงอย่างเดียวในการจัดการเรียนการสอน ทำให้นักเรียนขาดการแสวงหาความรู้   ด้วยวิธีการอื่น ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทเรียนสำเร็จรูป

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

              เป็นสื่อสำหรับให้นักเรียนเรียน  ด้วย  ตนเอง อาจให้ศึกษาเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม เพื่อเสริมการเรียนในชั้นเรียน หรือนอกห้องเรียนเป็นการสนองความร้องการของเด็กเรียนเร็ว และใช้ซ่อมเสริมเด็กเรียนช้าหรือใช้เสริมเฉพาะจุดประสงค์ที่เด็กขาดความรู้

ความเข้าใจ

ชื่อเรื่อง บทเรียนสำเร็จรูปวิชาคณิตศาสตร์

ค 311 เรื่องเลขยกกำลัง

ผู้แต่ง  :    นางเสาวนีย์  วงษ์ท้าวศึก

สถานที่ทำงาน:  โรงเรียนบางคานขำวิทยา

กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1

 

 

 

 

 

เขียนจุดประสงค์                        ปลายทาง

22

                                                สร้างแบบทดสอบ                        ปลายทาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 8   ขั้นตอนการจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป

 

จากภาพประกอบที่ 8    แสดงขั้นตอนการจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป    ทั้งนี้ก่อนจะเริ่มลงมือจัดทำ ครูผู้สอนต้องศึกษาวีการเขียนบทเรียนสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ ให้เข้าใจชัดแจ้งทั้งจากตำราและการสอบถามผู้รู้  แล้วกำหนดเลือกวิลาและเนื้อหาที่จะเขียน     และระดับชั้นที่จะใช้บทเรียนนี้แล้วจึงดำเนินการตามขึ้นตอนดังนี้

1.  เขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ปลายทาง

2.  สร้างแบบทดสอบตามจุดประสงค์การเรียนรู้ปลายทาง

3.  หาคุณภาพของข้อสอบแต่ละข้อ และคุณภาพของแบบทดสอบทั้งฉบับก่อนนำไปใช้จริง

4.  สร้างจุดประสงค์การเรียนรู้นำทาง

5.  สร้างกิจกรรมการเรียนการสอน ตามจุดประสงค์การเรียนรู้นำทาง เป็นสถานการณ์ให้เด็กศึกษา รวมทั้งเป็นความรู้ กฎเกณฑ์ หลักการ เพื่อให้เข้าใจสามารถนำหลักการไปใช้แก้ปัญหาได้

6.  สร้างแบบทดสอบตามจุดประสงค์การเรียนรู้นำทางแต่ละจุดประสงค์

7.  เฉลยแบบทดสอบของจุดประสงค์การเรียนรู้นำทางแต่ละจุดประสงค์

8.  นำบทเรียนสำเร็จรูปที่เขียนเสร็จแล้วมาเรียงเป็นรูปเล่ม เริ่มด้วยแบบทดสอบก่อนเรียน (วัดจุดประสงค์ปลายทาง) แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการศึกษาบทเรียน โดยให้ศึกษาบทเรียนตามกิจกรรมที่กำหนด ทำแบบฝึกหัด (วัดจุดประสงค์นำทาง) แล้วตรวจคำตอบจากแบบเฉลย  มีคำอธิบายทบทวนสรุป แล้วให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน (วัดจุดประสงค์ปลายทาง)

9.  นำบทเรียนสำเร็จรูปไปหาประสิทธิภาพ แล้วปรับปรุงก่อนนำไปใช้จริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อดีและข้อจำกัดของการสอน โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

               นักเรียนแต่ละคนได้เรียนรู้ตามความ

สามารถของตน  โดยใช้เวลาไม่เท่ากัน คนเก่งจะเรียนได้เร็วกว่าคนอ่อน     แต่ถ้าให้เวลา

คนอ่อน  มากขึ้น เขาจะสามารถเรียนได้ครบตามจุดประสงค์ทีละขั้นตอน และทราบผลการเรียนรู้ของตนเองทุกขั้นตอน     เกิดแรงเสริมทางบวกในการเรียน        ครูเป็นแต่เพียงผู้ให้คำปรึกษา        ควบคุมชั้นเรียนและคอยตรวจแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนครูจะประหยัดเวลาในการยืนสอนหน้าชั้นเรียน

      ถ้าใช้บทเรียนสำเร็จรูปทุกคาบเรียนเด็กจะเบื่อ เพราะมีแต่กิจกรรมศึกษาด้วยตนเอง เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงควรนำไปใช้สอนสลับกับกิจกรรมการเรียนการสอนอื่น ๆ ในวิชาเดียวกันนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชุดการสอนหรือชุดการเรียน

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

         เป็นระบบการผลิตและการนำสื่อการสอน

ประสมที่สอดคล้องกับวิชาและหัวเรื่อง มาช่วย

ให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของ

นักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“การใช้สื่อประสม” หมายถึง การอาศัยหลักการ

นำเอาสื่อการสอนหลายอย่างมาสัมพันธ์กันและ

มีคุณค่าเสริมซึ่งกันและกันอย่างมีระบบ  สื่อการสอนอย่างหนึ่ง อาจสอนเพื่อเร้าความสนใจในขณะที่อีกอย่างหนึ่งใช้เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงของเนื้อหา     และอีกชนิดหนึ่งอาจใช้เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและป้องกันการเข้าใจความหมายผิด การใช้สื่อประสมช่วยให้ผู้เรียนมีประสมการณ์จากประสาทสัมผัสที่ผสมผสานกัน ทำให้นักเรียนได้ค้นพบวิธีการที่จะเรียนในสิ่งที่ต้องการได้ด้วยตนเองมากขึ้น

 

ชื่อเรื่อง บทเรียนสื่อประสมรายวิชาทักษะ

การอ่าน 1 8 051 ชั้น ม.3

ผู้แต่ง  :    นางพร้อมพรรณ  พฤทธิกุล

สถานที่ทำงาน:  โรงเรียนกุนนทีรุทธาราม

กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

 

 

1

 

 

 

 

 

กำหนด                                      เนื้อหา

22

                                                กำหนด                                     หน่วยการเรียนรู้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 9   ขั้นตอนการสร้างชุดการสอนหรือชุดการเรียน

 

จากภาพประกอบที่ 9    รายละเอียดของการสร้างชุดการสอนหรือชุดการเรียน ดำเนินการตามลำดับดังนี้

1.  กำหนดเนื้อหาและประสบการณ์ โดยอาจกำหนดเป็นหมวดวิชาหรือบูรณาการเป็นแบบสหวิทยาการก็ได้

2.  กำหนดหน่วยการสอน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วย  โดยประมาณหน่วยหนึ่ง ควรถ่ายทอดความรู้ภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง

3.  กำหนดหัวเรื่อง โดยกำหนดหน่วยการสอนย่อยแต่ละหัวเรื่องว่าจะให้ประสบการณ์อะไรแก่ผู้เรียนบ้าง

 

4.  กำหนดสาระสำคัญ และหลักการให้สอดคล้องกับหน่วยและหัวเรื่อง โดยสรุปรวม

แนวคิด สาระและหลักเกณฑ์ที่สำคัญไว้ เพื่อเป็นแนวทางหาเนื้อหามาสอนให้สอดคล้องกัน

5.  กำหนดวัตถุประสงค์ ให้สอดคล้องกับหัวเรื่อง โดยกำหนจุดประสงค์ทั่วไปก่อนแล้วจึงเขียนเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ต้องมีเกณฑ์การเปลี่ยนพฤติกรรมไว้ทุกครั้ง

6.  กำหนดกิจกรรมการเรียน ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งจะเป็นแนวทางการเลือกและการผลิตสื่อการสอน “กิจกรรมการเรียน” ต้องเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนปฏิบัติทุกอย่าง เช่น การอ่านบัตรคำสั่ง ตอบคำถาม เขียนภาพ ทำการทดลองปฏิบัติจริง เล่นเกม ฯลฯ

7.  กำหนแบบประเมินผล ต้องประเมินให้ตรงกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้แบบทดสอบอิงเกณฑ์เพื่อดูว่าหลังผ่านกิจกรรมแล้ว นักเรียนได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่

8.  เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณ์ และวีการที่ครูใช้ ถือเป็นสื่อการสอนทั้งสิ้น เมื่อผลิตสื่อการสอนแต่ละหัวเรื่องแล้ว ก็จัดสื่อการสอนเหล่านั้นไว้เป็นหมวดหมู่ในกล่องที่เตรียมไว้ ก่อนนำไปทดลองหาประสิทธิภาพ

9.  หาประสิทธิภาพของชุดการสอน เพื่อเป็นการประกันว่าชุดการสอนทีสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพในการสอน ผู้สร้างต้องกำหนดเกณฑ์ขึ้น ถือหลักที่ว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการเพื่อช่วยให้การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียนบรรลุผล ดังนั้นเกณฑ์จึงต้องคำนึงถึง “กระบวนการ”และ      “ผลลัพธ์”    โดยกำหนดตัวเลขเป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยเป็น   “ประสิทธิภาพ  ของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์” นิยมตั้งไว้เป็น 90/90 สำหรับเนื้อหาที่เป็นความจำ 80/80 สำหรับวิชาทักษะ และ 75/75 สำหรับเจตคติ  เป็นต้น

การใช้ชุดการสอนหรือชุดการเรียน สำหรับนักเรียน อาจนำไปใช้ได้ 2 ลักษณะ คือ การจัดห้องเป็นศูนย์การเรียน หรือจัดในระบบเปิดเป็นการเรียนการสอนรายบุคคล

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้ชุดการสอนหรือชุดการเรียน

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

               สามารถจัดการเรียนการสอนได้ทั้ง

รายบุคคลและเป็นกลุ่ม     โดยไม่จำกัดเวลา สถานที่และระดับชั้น   เป็นการส่งเสริมความสนใจ    และความสามารถของนักเรียนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครู เพราะชุดการสอนช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเอง หรือต้องการความช่วยเหลือจากผู้สอนเพียงเล็กน้อย

        การลงทุนในการผลิต ทดลองใช้ และหาประสิทธิภาพค่อนข้างสูงและใช้เวลายาวนานกว่าจะได้ชุดการสอนที่สมบูรณ์มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายงานการศึกษาค้นคว้า

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

         เป็น เอกสารจากการศึกษาค้นคว้าเรื่องที่เกี่ยวกับวิชาที่สอนหรืองานในภาคปฏิบัติ โดยการแสวงหาความรู้จากตำรา หนังสือ บทความทางวิชาการ    และจากการเข้าร่วมสัมมนา  การอภิปรายและการทดลอง หรืองานที่ปฏิบัติและจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ   เพื่อนำมาปรับปรุงวิธี

การสอน   หรืองานที่ปฏิบัติในหน้าที่ที่ทันสมัย

มีประสิทธิภาพ เช่น การเสนอวิธีการสอนหรือวิธีการปฏิบัติงานในหน้าที่    ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น แล้วนำเสนอเป็นเอกสารรายงาน สำหรับกรณี

ที่มีการศึกษาค้นคว้า  เพื่อจัดทำวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นสื่อการเรียนการสอน ก็เขียนรายงานพร้อมทั้งตัวอย่างวัสดุอุปกรณ์นั้นด้วย

 

ชื่อเรื่อง การศึกษาการพัฒนาห้องสมุด

โรงเรียนมัธยมศึกษา : กรณีศึกษา

โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย

ผู้แต่ง  :    นายอนันต์   บุญส่ง

สถานที่ทำงาน:  โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย

กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1

 

 

 

 

 

กำหนด                                 ขอบข่ายเรื่อง

22

                                                ค้นคว้าเขียน                          รายละเอียดเนื้อหา

 

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 10  ขั้นตอนการจัดทำรายงานการศึกษาค้นคว้า

 

จากภาพประกอบที่ 10 รายละเอียดของการจัดทำรายงานการศึกษาค้นคว้ามีขั้นตอน ดังนี้

1.  กำหนดขอบข่ายสาระสำคัญของเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้า เขียนหัวเรื่องลำดับไว้ให้ครบถ้วนครอบคลุมประเด็นที่ต้องการ

2.  ศึกษาค้นคว้ารายละเอียดของเนื้อหาสาระ ที่กำหนดจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ นำมาสรุปเรียบเรียงเขียนให้ตรงกับหัวเรื่องที่ตั้งไว้

3.  เขียนแหล่งอ้างอิงที่คันคว้ามาประกอบให้ถูกต้องชัดเจน และจัดทำบรรณานุกรมไว้ท้ายเล่ม

4.  ให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ศึกษาค้นคว้านั้น ตรวจสอบให้ความคิดเห็นเสนอแนะเพื่อแก้ไขปรับปรุง

5.  นำผลการตรวจของผู้ทรงคุณวุฒิมาปรับปรุง พัฒนาให้รายงานการศึกษาค้นคว้าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

6.  จัดพิมพ์และนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายทีต้องการพัฒนา หรือใช้ประกอบการปฏิบัติงานในหน้าที่กำหนดไว้ และประเมินผลการใช้

 

ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้รายงานการศึกษาค้นคว้า

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

         นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระที่ละเอียดลึกซึ้ง  ครอบคลุมประเด็นสำคัญของเรื่องนั้นอย่างสมบูรณ์    หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันได้แนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานของตนให้ดียิ่งขึ้น         นักเรียนขาดทักษะในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง เพราะคิดว่ารายงานการศึกษาค้นคว้ามีความสมบูรณ์แล้ว แต่ความสมบูรณ์ทันสมัยของรายงานอาจจะคงอยู่เพียงช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่มีความสมบูรณ์ตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายงานโครงการเกี่ยวกับ

การเรียนการสอน

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

        เป็นการรายงานโครงการที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับสาขาวิชาที่สอน    หรืองานที่ปฏิบัติเกี่ยวกับการศึกษา  โดยระบุความเป็นมาของโครงการในด้านเหตุผล        ความจำเป็นวัตถุประสงค์ เป้าหมายของโครงการและผลกระทบอื่น ๆ ตลอดจนประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อนักเรียนทั่วไป ทั้งนี้ให้จัดทำเป็นเอกสารเสนอข้อมูลดังกล่าวอย่างละเอียด

 

ชื่อเรื่อง การประเมินโครงการเสริมสร้าง

จริยธรรมของนักเรียน

โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี

ผู้แต่ง  :    นางสาวสุวนิตย์   ก้อนบาง

สถานที่ทำงาน:  โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี

จังหวัดอุตรดิตถ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1

 

 

 

 

 

เขียน                                        โครงการ

22

                                                ดำเนินงาน                                    โครงการ

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 11  ขั้นตอนการจัดทำโครงการ

 

จากภาพประกอบที่ 11   การจัดทำรายงานโครงการมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.  เขียนโครงการพัฒนาการเรียนการสอน หรือโครงการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน โดยระบุเหตุผลและความจำเป็น กำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีดำเนินการกิจกรรมและการประเมินผลตามรูปแบบของโครงการ

2.  นำโครงการไปปฏิบัติตามขั้นตอนของวิธีดำเนินการที่ระบุไว้ในปฏิทินปฏิบัติงาน

3.  ประเมินผลการดำเนินโครงการทุกขั้นตอน และสรุปผลการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงการ

4.  เขียนรายงานการดำเนินโครงการ บรรยายสภาพตั้งแต่เริ่มโครงการในด้านความพร้อมของทรัพยากร  กระบวนการดำเนินกิจกรรมทุกกิจกรรมในโครงการ       และผลของกิจกรรมทุกกิจกรรมที่สนองตอบต่อการพัฒนาผู้เรียน    หรือสนองตอบต่อการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนตามเป้าหมายของโครงการ   ตลอดจนผลกระทบของโครงการ ทั้งในด้านที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ    และข้อเสนอแนะเพื่อการตัดสินใจดำเนินโครงการต่อเนื่องปรับปรุงแก้ไขโครงการหรือยุติโครงการ

5.  พิมพ์เผยแพร่รายงานการดำเนินโครงการ

ข้อดีและข้อจำกัดของการทำ

รายงานโครงการ

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

        โครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาใด  ๆ   เกี่ยวกับการเรียนการสอน    จะเป็นวิธีการทำงานเชิงระบบที่สมบูรณ์ เพราะเริ่มด้วยการวิเคราะห์ปัญหาและความจำเป็น วิเคราะห์ทางเลือกในการแก้ปัญหา หรือการพัฒนา แล้วตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดไปปฏิบัติการติดตามประเมินและสรุปผล   เพื่อดูผลสัมฤทธิ์ของโครงการ จึงถือว่าเป็นการสร้างวิธีการแก้ปัญหาที่เฉพาะเจาะจง   และตรงประเด็น

 

         อาจจำเป็นต้องใช้บุคลากรหลายฝ่ายและงบประมาณค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการจัดทำโครงการ     และจะต้องมีช่วงเวลาที่ดำเนินโครงการต่อเนื่อง     ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด  อาจเป็นเวลา 1 ปีการศึกษาหรือมากกว่า อีกทั้งเป้าหมายบางข้อของโครงการอาจสัมฤทธิ์ผลในระยะยาว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่ 3

 

 

คำชี้แจง                     โปรดตอบคำถามต่อไปนี้

 

1.  จากการวิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอนของท่านพบว่าปัญหาสำคัญที่สุดด้านสื่อคือ

อะไร

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

2.  ท่านจะเลือกนวัตกรรมประเภทสื่อชนิดใดที่คิดว่าเหมาะสมในการแก้ปัญหาข้อ 1. (ขอให้ระบุ

เรียงลำดับความสำคัญ 3 ชนิด)  พร้อมอธิบายเหตุผลในการเลือกด้วย

อันดับที่ 1 ……………………………………………………………เพราะว่า………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

อันดับที่ 2  ……………………………………………………………เพราะว่า………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

อันดับที่ 3 ……………………………………………………………เพราะว่า………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

 

 

 

 

โปรดตรวจคำตอบกิจกรรมที่ 3  ในหน้า 53

 

@   เรื่องที่ 3.2     การนำเทคนิควิธีสอนไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน

 

เทคนิควิธีการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มีหลายแบบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

การสอนแบบศูนย์การเรียนรู้  คือ  การให้นักเรียนเรียนรู้จากการประกอบ

กิจกรรมของนักเรียนเอง   โดยการแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 4-6   กลุ่ม    นำโต๊ะแลเก้าอี้รวมกัน เรียกว่าศูนย์กิจกรรม     แต่ละศูนย์จะมีกิจกรรมแตกต่างกันไปตามเนื้อหาที่กำหนดไว้  จะใช้เวลาประกอบกิจกรรม 15-20 นาที  แล้วทำหมุนเวียนเปลี่ยนไปจนกว่านักเรียนทุกคนจะผ่านกิจกรรม

ทุกศูนย์   ครูในศูนย์การเรียน จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานการเรียน โดยเนื้อหาวิชาที่จะให้เด็กนักเรียนนั้น ไม่ได้มาจากครูเพียงแหล่งเดียว แต่จะมาจากสื่อการสอน (วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ)หลายประเภท เรียกว่า สื่อประสม สื่อการสอนรวมอยู่ในซองประจำศูนย์กิจกรรม ซองทั้งหมดก็จะรวมอยู่ในกล่อง ถุงกระดาษหรือแฟ้ม เรียนกว่า “ชุดการสอน”

 

 

 

การสอน

แบบ

สรุป

ศูนย์การเรียน

                                          Ž                                                             Ž

ประกอบกิจกรรม

 

 

                                

การนำเข้าสู่บทเรียน

Œ                                                                        Œ

 

ภาพประกอบที่ 12  ขั้นตอนในการสอนแบบศูนย์การเรียน

 

จากภาพประกอบที่ 12  แสดงขั้นตอนในการสอนแบบศูนย์การเรียนมีรายละเอียด ดังนี้

 

 

1.  ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูจะแนะนำการใช้ชุดการสอนในแต่ละศูนย์  กิจกรรม    สร้าง

บรรยากาศให้นักเรียนรู้สึกพึงพอใจและเป็นกันเองกับการประกอบกิจกรรมในศูนย์ และมีศูนย์สำรองไว้ในกรณีที่บางกลุ่มทำกิจกรรมในศูนย์ของตนเสร็จก่อนกำหนด

2.  ขั้นประกอบกิจกรรม   นักเรียนอ่านบัตรคำสั่งซึ่งเป็นตัวแทนครูในการกำหนดว่า

นักเรียนจะต้องประกอบกิจกรรมอะไรบ้าง  และลงมือประกอบกิจรรม โดยใช้สื่อการสอนต่าง ๆ ได้แก่  แผ่นคำสอน  แบบเรียน  ภาพชุด  ของจริง เทปบันทึกเสียง สไลด์ ฯลฯ เมื่อนักเรียนได้รับความรู้จากสื่อการสอนแล้ว อาจมีการอภิปรายและเขียนรายงานลงในกระดาษคำตอบ เป็นรายคน

3.  ขั้นสรุป  มักเป็นกิจกรรมที่นักเรียนทั้งชั้นกระทำร่วมกันหลังจากทุกคนเรียนรู้กิจกรรมในทุกศูนย์แล้ว

ข้อดีและข้อจำกัดของการสอน

แบบศูนย์การเรียน

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

     การสอนในศูนย์การเรียน   เน้นให้นักเรียนเรียนด้วยความสนใจ  สนุกสนาน   และได้รบความรู้ โดยที่ผู้เรียนไม่รู้สึกว่าถูกยัดเหยียดให้ กิจกรรมต่าง ๆ เนื้อหาและพฤติกรรมของครูกับนักเรียนจะตระเตรียมไว้ในชุดการสอนทั้งสิ้น ผลงานของนักเรียนในกระดาษคำตอบ สามารถนำมาเป็นคะแนนเก็บ รวมกันกับคะแนนสอบเพื่อการวัดและประเมินผล

 

     การจัดทำชุดการสอนสำหรับจัดศูนย์การเรียนต้องลงทุนสูงเพราะต้องทำให้ครบสมบูรณ์

เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ และต้องจัดเวลาช่วงยาวพอเหมาะ   ให้นักเรียนสามารถหมุนเวียนครบทุกศูนย์  กิจกรรมในการสอน

แต่ละครั้ง

 

 

 

 

            3.2.2  การสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมุติ   คือ    การจัดสถานการณ์เพื่อให้ผู้แสดงได้มีโอกาสแสดงออกตามธรรมชาติ  โดยอาศัยบุคลิกภาพของเขาอย่างเป็นอิสระ ครูจะเป็นผู้จัดเตรียมบทบาทสมมุติเอาไว้ให้     โดยจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือความขัดแย้งระหว่างบุคคล ผู้แสดงออก จะใช้บทเจรจาและบุคลิกที่เป็นของตนเอง โดยไม่ต้องมีการฝึกซ้อมหรือเตรียมตัวมาก่อนเพียงแต่ได้ทราบจุดมุ่งหมายที่จำเป็นบางประการของสถานการณ์ที่กำหนดให้ระยะเวลาที่ใช้เพียงช่วงสั้น ๆ โดยมุ่งให้ผู้แสดงได้เรียนรู้จากการสังเกตหรือวิเคราะห์บทบาทที่ได้แสดงไปแล้วนั้น

 

 

การแสดง

บทบาทสมมุติ

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุปผลสรุปผล

                                                          

การแสดงเพิ่มเติม

 

 

                                                             

การวิเคราะห์และอภิปราย

Ž                                                                       Ž

การแสดง



การเตรียมการ

                                                                                          

Œ                                                                         Œ

                                                                               

ภาพประกอบที่ 13  ขั้นตอนการสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมุติ

 

จากภาพประกอบที่ 13  แสดงขั้นตอนการสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมุติมีรายละเอียด

ดังนี้

 

 

1.  การเตรียมการ   ครูกำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะ     ว่าต้องการให้ผู้เรียนได้อะไรบ้างจาก

การแสดง แล้วกำหนดสถานการณ์ และบทบาทสมมุติขึ้น  ให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ มีความชัดเจน  ยากง่าย เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน   มีเนื้อหาใกล้ความเป็นจริง  บทที่ใช้แสดงควรมีการขัดแย้งหรืออุปสรรคที่ต้องแก้ไข เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดและแก้ปัญหา

 

2.  การแสดง แบ่งเป็นขั้นตอนย่อย ๆ  6 ขั้น คือ

2.1  เร้าความสนใจ   โดยการเล่าเรื่องหรือสถานการณ์ที่เตรียมมาให้ผู้เรียนสนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียน และในตอนท้ายจะทิ้งปัญหากระตุ้นให้คิดอยากติดตามและชี้แจงให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์จากการเข้าร่วมบทบาทสมมุติ

2.2  เลือกผู้แสดงจากอาสาสมัครในชั้นเรียน ครูช่วยอธิบายให้ผู้แสดงเข้าใจสถานการณ์และลดความประหม่าของผู้แสดง

2.3  จัดฉาก ควรให้ผู้ที่ไม่ได้แสดงบทบาทสมมุติบางคนมาช่วยจัดสถานที่สมมุติขึ้นแบบง่าย ๆ

2.4  เตรียมผู้สังเกตการณ์การแสดงบทบาทสมมุติเป็นกลุ่ม ๆ   เช่น    กลุ่มหนึ่งให้สังเกตวิเคราะห์เหตุการณ์      อีกกลุ่มอนึ่งอาจสังเกตวิธีการแก้ไขปัญหาที่    เพื่อนเสนอว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ อีกกลุ่มหนึ่งคอยดูว่าผู้แสดงจะเกิดความรู้สึกอะไรบ้าง  ให้คิดล่วงหน้าว่าแก้ไขปัญหาไปเช่นนั้น แล้วจะทำให้เกิดปัญหาตามมาหรือไม่

2.5  เมื่อผู้แสดงพร้อมเริ่มการแสดง ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ นอกจากผู้แสดงต้องการความช่วยเหลือ

2.6 การตัดบทหากการแดสงดำเนินการไปได้พอสมควร และได้ข้อมูลเพียงพอทั้งผู้แสดงและผู้เข้าชมเข้าใจลึกซึ้งพอที่จะเดาเรื่องราวได้ ควรตัดบทเพื่อนำมาวิเคราะห์และอภิปรายได้

3.  การวิเคราะห์และอภิปรายผล   เป็นไปในรูปของการอภิปรายร่วมกันอย่างมีเหตุผลตรงไปตรงมาเกี่ยวกับพฤติกรรมแสดงออก ไม่มุ่งวิจารณ์ว่าใครแสดงดีหรือไม่ดีอย่างไร

4.  การแสดงเพิ่มเติม  หลังจากการวิเคราะห์และอภิปรายผลการแสดงแล้ว กลุ่มอาจจะแนะแนวทางใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาหรือตัดสินใจ ครูอาจจะให้มีการแสดงเพิ่มเติมได้หรือถ้าไม่จำเป็นต้องแสดงเพิ่มเติม ก็ข้ามไปขั้นที่ 5 ได้

 

5.  การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสรุป เมื่อจบการแสดง ครูกระตุ้นให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้ได้แนวคิดกว้างขวางขึ้น และส่งเสริมให้นักเรียนเห็นว่าสิ่งที่เรียนนั้นเกี่ยวข้องกับความเป็นจริง     ทำให้นักเรียนสามารถหาข้อสรุป  หรือได้แนวความคิดรวบยอดที่ตนสามารถเข้าใจได้อย่างดี

 

ข้อดีและข้อจำกัดของการสอน

ด้วยการแสดงบทบาทสมมุติ

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

           นักเรียนได้มีประสบการณ์ใกล้เคียงกับ

ประสบการณ์จริง ได้มีโอกาสสวมบทบาทในการแก้ปัญหาที่ขัดแย้ง  เพื่อหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง หรือได้มีโอกาสร่วมอภิปรายกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการแสดง ในกรณีที่เป็นผู้สังเกตการณ์ ทำให้สามารถหาข้อสรุปที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้   ด้วยการมีส่วนร่วมในการอภิปราย

 

     การกำหนดบทบาทสมมุติในสถานการณ์ที่ขัดแย้งกัน ครูต้องระวังอย่าให้มีบทบาทที่ทำให้ผู้แสดงเกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์เกินไป ครูและนักเรียนควรมีการวางแผนล่วงหน้าร่วมกัน      ในการจัดกิจกรรมบทบาทสมมุติ คำนึงถึงว่าการแสดงบทบาทสมมุติต้องเป็นกิจกรรมการเรียน  ที่เกี่ยวข้องและเสริมการเรียนรู้ในบทเรียน

 

            3.2.3  การสอนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัยในการทำงาน คือ การจัดการสอนเพื่อให้นักเรียนมีลักษณะนิสัยที่ดีในการทำงานได้ด้วยการควบคุมตนเอง ประกอบกับการที่ครูเป็นตัวแบบที่ดี ให้ความเอาใจใส่และให้การเสริมแรงเมื่อนักเรียนทำพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เพื่อให้คงพฤติกรรมนั้นเป็นลักษณะถาวร

 

 

 

 

 

 

เสริมสร้าง

                                                            ลักษณะนิสัยในการทำงาน

การควบคุมตนเอง

 

 

                                                                 

การปรับพฤติกรรม

Ž                                                                       Ž

การให้ตัวแบบ



การสร้างความตระหนัก

                                                                                           

Œ                                                                         Œ

                                                                              

ภาพประกอบที่ 14  ขั้นตอนการสอนเพื่อเพิ่มลักษณะนิสัยในการทำงาน

 

ภาพประกอบที่ 14  แสดงขั้นตอนการสอนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัยในการทำงาน  มีรายละเอียดดังนี้

 

1.  การสร้างความตระหนัก โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนตัดสินด้วยตนเองว่าพฤติกรรมใดควรทำ พฤติกรรมใดไม่ควรทำ เพราะเหตุใด แล้วกำหนดพฤติกรรมเป้าหมายของตนด้วยตนเองโดยครูใช้กิจรรมและคำถามที่กระตุ้นให้นักเรียนฉุกคิด

2.  การใช้ตัวแบบ  ขั้นนี้มีเป้าหมายให้นักเรียนจำแนกได้ว่า        พฤติกรรมใดควรทำและไม่ควรทำ ให้นักเรียนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับผลกระทำ    และให้นักเรียนเกิดความเชื่อในความสัมพันธ์นั้น  โดยครูให้ตัวแบบทั้งตัวแบบจริง สัญลักษณ์ และคำบอกเล่าหรือคำชี้แนะ

3.  การปรับพฤติกรรม มีเป้าหมายให้นักเรียนได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับผลกระทำด้วยประสบการณ์ตรง  โดยครูจะให้การเสริมแรงทันทีทุกครั้งที่นักเรียนทำพฤติกรรมที่พึงประสงค์

4.  การควบคุมตนเอง นักเรียนสามารถเรียนรู้การประเมินตนเอง โดยการบันทึกพฤติกรรมของตนและเสริมแรงตนเอง

ข้อดีและข้อจำกัดของการสอน

ด้วยการแสดงบทบาทสมมุติ

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

           ทำให้นักเรียนมีความสามารถควบคุมตนเอง ตัดสินใจเลือกพฤติกรรมที่พึงประสงค์โดยมีเหตุผลที่สมควรโดยการคาดหวังผลดีที่จะเกิดขึ้นในระดับตนเองและสังคม

 

            ครูผู้สอนจะต้องเป็นตัวแบบที่ดีในการกระทำพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ให้ความเอาใจใส่ โดยการสังเกตและให้การเสริมแรงทันทีเมื่อนักเรียนทำตามข้อตกลง ขณะเดียวกันต้องประสานงานกับผู้ปกครอง เรื่องการให้ความร่วมมือกับโรงเรียน    ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนให้สอดคล้องกับทางโรงเรียน

อันจะทำให้เด็กเกิดความมั่นใจและภูมิใจในการกระทำของเขา และจะกระทำต่อเนื่องจนเป็นลักษณะนิสัยถาวรต่อไป

 

 

            3.2.4  การสอนโดยใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริม   คือ    การสอนเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนช้า หรือเพื่อสอนนักเรียนที่มีข้อบกพร่องในทางการเรียน      เพื่อให้นักเรียนเรียนทันเพื่อน ไม่เกิดปมด้อย     และให้สามารถสอบผ่านได้จบตามเกณฑ์ของหลักสูตร      การซ่อมเสริมต้องช่วยเหลือนักเรียนในการขจัดข้อเสียหรือข้อบกพร่องของนักเรียน ตลอดจนการเรียนให้หมดไป เพื่อทำให้สามารถเรียนได้ดีขึ้นจนประสบความสำเร็จ

 

 

 

 

 

 

 

เทคนิค

การสอนซ่อมเสริม

ตรวจสอบความก้าวหน้า

บันทึกผลการเรียน

’                                                ’

‘                                                     ‘

จัดกิจกรรมการสอน

                                                          

จัดกลุ่มการสอน

 

 

                                                             

การจัดเวลาและตารางสอน

Ž                                                                       Ž

กำหนดจุดประสงค์ในการสอน



สำรวจข้อบกพร่องของนักเรียน

                                                                                          

Œ                                                                         Œ

                                                                              

 

ภาพประกอบที่ 15  ขั้นตอนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริม

 

จากภาพประกอบที่ 15     แสดงขั้นตอนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริม           มีรายละเอียด ดังนี้

  1. ศึกษาสำรวจข้อบกพร่องของนักเรียนเป็นรายบุคคล
  2. กำหนดจุดประสงค์ในการสอน และการจัดวัสดุอุปกรณ์การสอนให้เหมาะสมกับวัย

และความสามารถความสนใจของนักเรียนแต่ละคน เช่น จัดทำสื่อซ่อมเสริมเฉพาะจุดประสงค์

เป็นบทเรียนสำเร็จรูป การมอบงานศึกษา ค้นคว้าโดยใช้ใบงาน การทำแบบฝึกทักษะซ่อมเสริมเป็นต้น

3.  การจัดเวลาและตารางสอนให้นักเรียนให้เหมาะสม       โดยคำนึงถึงความเหนื่อยล้าเบื่อหน่ายของนักเรียนด้วย

       4.  การจัดกลุ่มการสอนโดยดูความบกพร่องของนักเรียน จากคะแนนรายจุดประสงค์หรือจากผลงาน หรือจากการสังเกต มีการชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจความบกพร่องของตนเอง

5.  ครูจัดกิจกรรมการสอนโดยคำนึงถึงความพอใจของนักเรียน การจัดประสบการณ์ให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนบ่อย ๆ พยายามสร้างความเชื่อมั่นและการเคารพตนเองให้กับนักเรียนให้บทเรียนสั้น ๆ จากง่ายไปหายาก ให้กำลังใจและไม่ย้ำปมด้อยของนักเรียน

6.  ครูบันทึกผลการเรียนของนักเรียนและงานที่มอบหมายให้นักเรียน ตลอดจนศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคล

7.  ให้นักเรียนทำแผนภูมิความก้าวหน้าในการเรียนการสอนหรือจดบันทึกความก้าวหน้าในการทำแบบฝึกทักษะ ได้คะแนนพัฒนาขึ้น เป็นต้น

ข้อดีและข้อจำกัดของการสอน

โดยใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริม

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

           เป็นการช่วยให้นักเรียนที่มีข้อบกพร่องในการเรียน   มีโอกาสประสบความสำเร็จในการเรียน มีความมั่นใจในตนเองและได้ใช้ความษมารถของตนเองอย่างเต็มที่เพื่อให้ฝ่ายเกณฑ์การจบหลักสูตร

 

            นักเรียนกลุ่มที่มีความบกพร่องทางการเรียน มักจะไม่มีนิสัยรักเรียน ครูต้องพยายามซ่อมเสริมด้วยเทคนิควีที่หลากหลาย ไม่ซ้ำซากจำเจ เพื่อดึงดูดความสนใจและให้กำลังใจในการเรียนให้มากขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.2.5  การสอนแบบโครงการ คือ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติงานโดยนักเรียนเป็นผู้วางแผนการทำงานด้วยตนเอง ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานจนเสร็จสิ้นผลสรุปสุดท้าย ลักษณะการสอนแบบโครงการ มักจะใช้ในลักษณะงานที่เป็นการสร้างวัสดุ โครงการแสวงหาความรู้และทักษะ และโครงการแก้ปัญหา

 

 

การสอน

แบบโครงการ

รายงานผลการจัดทำโครงการ

                                                          

สอบสวนพิจารณา

 

 

                                                             

ลงมือแก้ปัญหา

Ž                                                                       Ž

วางโครงการ



ตั้งความมุ่งหมาย

                                                                                          

Œ                                                                         Œ

                                                                              

 

ภาพประกอบที่ 16     ขั้นตอนการสอนแบบโครงการ

 

จากภาพประกอบที่ 16  แสดงขั้นตอนการสอนแบบโครงการ มีรายละเอียด ดังนี้

 

1.  ตั้งความมุ่งหมาย ครูต้องพยายามให้คำปรึกษา แนะนำให้นักเรียนตั้งความมุ่งหมายของกิจกรรมที่ทำว่า ทำเพื่ออะไร เช่น เพื่อแก้ปัญหา เพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ เป็นต้น

2.  วางโครงการ กระตุ้นให้นักเรียนวางแผนงานที่จะแก้ปัญหาตามลำดับขั้นตอนให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยครูเป็นผู้คอยแนะนำช่วยเหลือตามที่เห็นสมควร

3.  ลงมือแก้ปัญหา นักเรียนลงมือกระทำจริงตามแผนงานที่วางไว้ ครูส่งเสริมให้นักเรียนกระทำตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้ด้วยความอดทน และรู้จักการวัดผลและประเมินผลงานที่ได้กระทำทุกระยะ

4.  สอบสวนพิจารณา นักเรียนต้องพิจารณาผลการดำเนินงานแต่ละขั้นตอนว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ยังมีข้อบกพร่องแก้ไขอะไรอีกบ้าง ครูช่วยเสนอแนะวิธีการแก้ไขข้อบกพร่อง

5.  รายงานผลการจัดทำโครงการ นักเรียนเสนอผลการปฏิบัติงานตามโครงการต่อเพื่อนร่วมชั้น ให้ร่วมกันชื่นชมผลงาน และให้ข้อเสนอแนะการดำเนินงานลักษณะนี้ต่อไป

ข้อดีและข้อจำกัดของการสอน

แบบโครงการ

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

          นักเรียนได้ทำงานเองโดยตลอดตามขั้นต่าง ๆ เป็นการแก้ปัญหางานในโครงการเหมือนกับการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน

 

            ในการวางโครงการอาจจะขาดเนื้อหาวิชาหรือหลักวิชาที่สำคัญ ๆ ต่อเนื่องกันและอาจจะต้องใช้เวลาในการทำกิจกรรมมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            3.2.6  การสอนแบบแก้ปัญหา คือ เทคนิคการสอนแบบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยฝึกให้นักเรียนได้คิดเป็นแก้ปัญหาเป็น เป็นการบูรณาการ วิธีสอนที่เป็นกระบวนการในการปฏิบัติที่นักเรียนรู้ขั้นตอนการปฏิบัติพร้อมกับได้รับความรู้ และสามารถแก้ปัญหาได้

 

 

การสอน

                                                                   แบบแก้ปัญหา

การสรุปผล

 

 

                                                                 

การทดลองปฏิบัติ

 

Ž                                                                       Ž

การตั้งสมมุติฐาน



                                                                                           

การระบุปัญหา

Œ                                                                         Œ

                                                                              

 

ภาพประกอบที่ 17    ขั้นตอนการสอนแบบแก้ปัญหา

 

ภาพประกอบที่ 17  แสดงขั้นตอนการสอนแบบแก้ปัญหา มีรายละเอียดดังนี้

 

1.  การระบุปัญหา    เป็นการยกประเด็นปัญหาขึ้นมาถกเถียงว่าเป็นสิ่งที่ทำให้คับข้องใจ เดือดร้อน หรือไม่ก่อให้เกิดผลดี เป็นที่ยอมรับกันว่าต้องหาทางแก้ไขข้อขัดข้องนั้นเสีย

2.  การตั้งสมมุติฐาน เป็นการพยายามร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา เสนอแนะทางเลือก เพื่อแก้ไขสาเหตุของปัญหานั้นเป็นข้อ ๆ ไป หาเหตุผลในการตั้งสมมุติฐานทางเลือกแก้ปัญหาให้ตรงกับสาเหตุของปัญหามากที่สุด

3.  การทดลองปฏิบัติตามทางเลือก เป็นการวางแผนกำหนดขั้นตอนในการดำเนินการแก้ปัญหา จะต้องทำอะไรก่อน-หลัง และลงมือปฏิบัติตามขั้นตอนนั้น จดบันทึกผลของการปฏิบัติจะได้คำตอบเป็นผลของการแก้ปัญหาแต่ละทางเลือก

4.  สรุปผล  เมื่อได้พิจารณาหรือวิเคราะห์ร่วมกันทั้งกลุ่ม หรือทั้งชั้นแล้ว มองเห็นผลงานของการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ตั้งไว้ ก็ตกลงมีมติเป็นขั้นสรุปว่า ควรจะใช้วีการนั้น ๆหรือทางเลือกนั้นเป็นการแก้ปัญหาได้สำเร็จในสถานการณ์นั้น

ข้อดีและข้อจำกัดของการสอน

แบบแก้ปัญหา

 

ข้อดี

ข้อจำกัด

             ทำให้นักเรียนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์สาเหตุและทางเลือกในการแก้ปัญหา   ได้มีโอกาสวางแผนและเลือกทางเลือกในการปฏิบัติเพื่อดูผล และได้ข้อสรุปจากการค้นพบด้วยตนเอง อันเป็นกระบวนการที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ในชีวิตประจำวัน

 

             ครูต้อยพยายามกระตุ้นให้นักเรียนวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา พร้อมทั้งยั่วยุและเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดหาทางเลือกในการแก้ปัญหาที่หลากหลายตามข้อจำกัดของเวลา ทรัพยากร และความสามารถของนักเรียน เสนอแนะให้นักเรียนกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมในการพิจารณาทางเลือกแก้ปัญหา เพื่อมีการตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุผล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กิจกรรมที่ 4

 

 

คำชี้แจง                     โปรดตอบคำถามต่อไปนี้

 

1.  จากการวิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอนของท่าน พบว่าปัญหาสำคัญที่สุดด้านวิธีการ

จัดการเรียนการสอนคืออะไร

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

 

2.  ท่านจะเลือกนวัตกรรมประเภทเทคนิคการสอนแบบใดที่คิดว่าเหมาะสมในการแก้ปัญหา

ที่วิเคราะห์ได้จาก

ข้อ 1. (ขอให้ระบุเรียงลำดับความสำคัญ 3 แบบ)  พร้อมอธิบายเหตุผลในการเลือกด้วย

อันดับที่ 1 ……………………………………………………………เพราะว่า………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

อันดับที่ 2  ……………………………………………………………เพราะว่า………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

อันดับที่ 3 ……………………………………………………………เพราะว่า………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

 

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

 

 

คำชี้แจง                     ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

  1. นวัตกรรมทางการศึกษาหมายถึงอะไร

ก.     สิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่ลงทุนด้วยราคาสูง

ข.     เทคนิควิธีการแก้ปัญหาทางการศึกษาทั่วไปที่ใช้ได้ผลดีเสมอมา

ค.     รูปแบบและกระบวนการสอนที่นำมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ง.      สิ่งประดิษฐ์และรูปแบบวิธีสอนที่นำมาใช้จัดการเรียนการสอนได้อย่างสะดวกและประหยัด

  1. นวัตกรรมทางการศึกษา ควรมีการทดลองก่อนนำไปใช้หรือไม่เพราะเหตุใด

ก.     ควร  เพราะต้องการหาคุณภาพหรือประสิทธิภาพของนวัตกรรม

ข.     ควร  เพราะต้องการนำมาปรับแก้ไขเพื่อใช้สถานที่อื่น

ค.     ไม่ควร  เพราะมีขั้นตอนของการดำเนินการจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญแล้ว

ง.      ไม่ควร  เพราะจะทำให้เสียงบประมาณ ระยะเวลาในการดำเนินงาน

  1. ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ใช่ แนวปฏิบัติในการสร้างต้นแบบนวัตกรรมทางการศึกษา

ก.     ใช้เทคนิคที่รู้จักกันแพร่หลายและเคยใช้ได้ผลมาแล้วแน่นอน

ข.     ใช้วีการที่ประหยัดเวลา แรงงานหรือทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน

ค.     ใช้เทคนิคในการลดเวลาเรียนให้น้อยลงแต่ได้ประสิทธิภาพในการเยนรู้เท่าเดิม

ง.      ใช้เทคนิควิธีการที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าเดิมเมื่อใช้เวลาเท่ากัน

 

 

  1. นวัตกรรมทางการศึกษาควรจัดทำอย่างไร

ก.     จัดทำโดยทุ่มงบประมาณให้มากเพื่อมุ่งคุณภาพของนวัตกรรมนั้น

ข.     จัดทำอย่างรอบคอบโดยวางแผนจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องที่ทำนั้น

ค.     จัดทำแล้วเผยแพร่ให้กว้างขวางเพื่อเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่มากที่สุด

ง.      จัดทำอย่างเป็นระบบทั้งด้านการเตรียมการ การดำเนินและการประเมินผล

  1. เหตุใดจึงต้องหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมทางการศึกษาก่อนนำไปทดลองใช้กับกลุ่มหมาย

ก.     เพื่อให้สามารถระบุเกณฑ์มาตรฐานของนวัตกรรมนั้นได้

ข.     เพื่อยืนยันความถูกต้องของขั้นตอนการสร้างว่าเป็นไปตามลำดับ

ค.     เพื่อความน่าเชื่อถือของนวัตกรรมนั้นเมื่อนำไปเผยแพร่หรือจำหน่าย

ง.      เพื่อยืนยันความมั่นใจว่านวัตกรรมนั้นมีคุณภาพสามารถพัฒนาผู้เรียนได้จริง

  1. ข้อใดเป็นข้อจำกัดของการใช้บทเรียนสำเร็จรูปในการจัดการเรียนการสอน

ก.     ครูสามารถช่วยให้เด็กอ่อนเรียนรู้เท่าเด็กเก่งได้โดยให้เวลาเขามากขึ้น

ข.     ผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้ตามความสามารถของตนเองโดยใช้เวลาไม่เท่ากัน

ค.     ครูไม่สามารถยืนสอนหน้าชั้นเรียนได้เพราะครูเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน

ง.      ถ้าใช้จัดการเรียนเป็นส่วนใหญ่ผู้เรียนอาจเบื่อหน่ายเพราะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

  1. ข้อใด ไม่ใช่ ข้อดีของการใช้ชุดการเรียนการสอน

ก.     สามารถจัดการเรียนการสอนได้ทั้งรายบุคคลและเป็นกลุ่ม

ข.     ใช้ต้นทุนสูงในการผลิต ทดลอง และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพก่อนนำมาใช้

ค.     ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครูเพราะผู้เรียนสามารถเรียนด้วยตนเองได้

ง.      ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่จำกัดเวลา สถานที่ หรือระดับความรู้

  1. การทดลองใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนควรใช้รูปแบบใด

ก.     แบบที่แสดงการพยากรณ์ตัวแปร

ข.     แบบที่หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

ค.     แบบที่เปรียบเทียบความแตกต่างของตัวแปร

ง.      แบบที่ศึกษาความเป็นเหตุและเป็นผลของตัวแปร

 

 

อ่านข้อคำตอบต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม ข้อ 9 และข้อ 10

ก.     นักเรียนเรียนรู้จากกการหมุนเวียนประกอบกิจกรรมด้วยตนเองจากชุดการสอนแบบสื่อผสมชุดต่าง ๆ

ข.     นักเรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์ที่จัดให้  โดยใช้วิธีการสังเกตหรือวิเคราะห์บทบาทของผู้แสดง

ค.     ฝึกให้นักเรียนทำงานโดยการควบคุมตนเอง  ดูตัวอย่างจากแบบที่ดีและครูให้    แรงเสริม ในพฤติกรรที่พึงประสงค์ของนักเรียน

ง.      จัดกิจกรรมให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนบ่อย ๆ ให้บทเรียนสั้น ๆ จากง่ายไปหายาก ให้กำลังใจและไม่ย้ำปมด้อยของนักเรียน

 

  1. การสอนแบบศูนย์การเรียน คือข้อใด
  2. การสอนเพื่อพัฒนาลักษณะนิสัยในการทำงาน คือข้อใด

 

 

 

ÿÿÿÿÿÿ

แนวคำตอบกิจกรรม

กิจกรรมที่ 1

 

Ï   1.

Ï   2.

Ï   3.

P    4.

P    5.

เกณฑ์การให้คะแนน

  1. ให้คะแนนข้อที่ตอบตรงเฉลย ข้อละ 2 คะแนน รวมคะแนนเต็ม  10  คะแนน
  2. ถ้าท่านได้คะแนนรวมต่ำกว่า 8 คะแนน ขอให้กลับไปอ่านทบทวนเนื้อหาเรื่องที่ 1 อีกครั้งหนึ่ง
  3. ถ้าท่านได้คะแนนรวม 8 คะแนนขึ้นไป ขอให้ศึกษาเนื้อหาในเรื่องที่ 2 ต่อไป

 

กิจกรรมที่ 2

 

ข.     1.

ง.    2.

จ.    3.

ก.    4.

ค.     5.

 

 

เกณฑ์การให้คะแนน

  1. ให้คะแนนข้อที่ตอบตรงเฉลย ข้อละ 2 คะแนน รวมคะแนนเต็ม  10  คะแนน
  2. ถ้าท่านได้คะแนนรวมต่ำกว่า 8 คะแนน ขอให้กลับไปอ่านทบทวนเนื้อหาเรื่องที่ 2 ใหม่
  3. ถ้าท่านได้คะแนนรวม 8 คะแนนขึ้นไป ขอให้ศึกษาเนื้อหาในเรื่องที่ 3 ต่อไป

 

 

กิจกรรมที่ 4

 

 

 

  1. ให้พิจารณาความสอดคล้องเหมาะสมของชนิดนวัตกรรมที่เลือกกับสภาพปัญหาที่ปรากฏ
  2. เหตุผลให้ศึกษาจากข้อดี และข้อจำกัดของสื่อแต่ละประเภทว่าเหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาที่มีปัญหานั้นเพียงใด
  3. พิจารณาความสามารถความถนัดของตนเอง ความพร้อมในด้านวัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายและเวลาในการจัดทำนวัตกรรม

เกณฑ์การให้คะแนน

  1. คะแนนรวมทั้งสิ้น  10  คะแนน
  2. ข้อ 1.  ถ้าระบุปัญหาการเยนการสอนได้  ให้ 1  คะแนน
  3. ข้อ 2  คะแนนรวม 9 คะแนน
  • บอกชื่อนวัตกรรมได้อันดับละ 1 คะแนน
  • Ø ระบุเหตุผลในการเลือกนวัตกรรมได้สอดคล้องกับสภาพของปัญหาให้อันดับละ 2  คะแนน
  • Ø ไม่ระบุเหตุผล หรือให้เหตุผลไม่สอดคล้องกับสภาพของปัญหา ไม่ได้คะแนน

 

 

กิจกรรมที่ 5

 

 

 

  1. ให้พิจารณาความสอดคล้องเหมาะสมของชนิดนวัตกรรมที่เลือกกับสภาพปัญหาที่ปรากฏ
  2. เหตุผลให้ศึกษาจากข้อดี และข้อจำกัดของสื่อแต่ละประเภทว่าเหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาที่มีปัญหานั้นเพียงใด
  3. พิจารณาความสามารถความถนัดของตนเอง ความพร้อมในด้านวัสดุอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายและเวลาในการจัดทำนวัตกรรม

เกณฑ์การให้คะแนน

  1. คะแนนรวมทั้งสิ้น  10  คะแนน
  2. ข้อ 1.  ถ้าระบุปัญหาการเยนการสอนได้  ให้  1  คะแนน
  3. ข้อ 2  คะแนนรวม 9   คะแนน
  • บอกชื่อนวัตกรรมได้อันดับละ  1  คะแนน
  • Ø ระบุเหตุผลในการเลือกนวัตกรรมได้สอดคล้องกับสภาพของปัญหาให้อันดับละ 2  คะแนน
  • Ø ไม่ระบุเหตุผล หรือให้เหตุผลไม่สอดคล้องกับสภาพของปัญหา ไม่ได้คะแนน

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

เขตการศึกษา 1,  สำนักงานศึกษาธิการเขต. ชุดการเรียนเรื่องการวิจัยและพัฒนาระดับโรงเรียน.

นครปฐม :  หน่วยศึกษานิเทศก์  กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1,  2533.

 

เขตการศึกษา 5,  สำนักงานศึกษาธิการเขต. วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน.  ราชบุรี :

หน่วยศึกษานิเทศก์  กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 5,  2535.

 

จันทนา   นนทิกร.  การทดลองใช้ชุดฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะการทำงานโดย

วางเป้าหมายสำหรับเยาวชน.  ปริญญานิพนธ์  กศ.ด. กรุงเทพฯ : ศึกษาศาสตร์

มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร,  2533.  อัดสำเนา.

 

ชัยยงค์  พรหมวงศ์   สมเชาว์  เนตรประเสริฐ และสุดา.  ระบบสื่อการสอน.  กรุงเทพฯ :

โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,   2521.

 

ชาญชัย  ศรีไสยเพชร.   ทักษะและเทคนิคการสอน.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ทักษ์อักษร,

2527.

ธีระชัย  ปูรณโชติ.  การสร้างบทเรียนสำเร็จรูป : เส้นทางสู่อาจารย์ 3   กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537.

 

วรกิต  วัดเข้าหลาม.  “นวัตกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาชนบท”  วารสารศึกษาศาสตร์.   ตุลาคม-

มกราคม 2529.

 

 

ศรียา  นิยมธรรม และประภัสร  นิยมธรรม.  การสอนซ่อมเสริม (การสอนเพื่อบรรดิการ).

กรุงเทพฯ : พีระพัธนา, 2525.

 

Espich, Jame Eand Bill William. Developing Programmed Instructional Materials.  

California : Fear on Publishers Palo Alto, 1967.

 

Meyer, G. Rex, Modules-From Design to Implementation. Singapore : The Colombo Plan

StaffCollege for Technician Education, 1984.

 

ÿ ÿ ÿ ÿ ÿ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

 

 

 

การวิจัยในชั้นเรียน4

 

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง

 

เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน

 

 

หน่วยที่ 4

 

 

 

 

 

นวัตกรรมทางการศึกษา

 

 

 

หน่วยศึกษานิเทศก์              กรมสามัญศึกษา

 

 

คำนำ

 

            เอกสาร  ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน ชุดนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือ

ร่วมใจกัน ของบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน  เพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน    โดยจะเสริมสร้างให้ครูมีความสามารถในการทำวิจัย    เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเสริมสมรรถนะทางวิชาการให้แก่ศึกษานิเทศก์  เพื่อให้สามารถนิเทศ  ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยในชั้นเรียนให้แก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมสามัญศึกษา   ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ และคณะทำงานทุกท่าน   ที่มีส่วนร่วม คิดและร่วมจัดทำชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง   การวิจัยในชั้นเรียน  นี้    และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดฝึกอบรมด้วยตนเองนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศึกษานิเทศก์  และครูให้สามารถพัฒนา

การเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพได้อย่างเป็นมรรคผล

 

 

(คุณหญิงสมจินตนา    ภักดิ์ศรีวงศ์)

                                                                                                อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

                        การจัดการเรียนรู้    ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พุทธศักราช   2542

ได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด  ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนและพัฒนาตนเอง

ได้กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย   เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนั้นผู้สอนจึงมีบทบาทในการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยคามสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยศึกษาสภาพปัญหาวิธีการและผลจากการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน    เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้

ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องด้วยการวิจัย    และสามารถนำกระบวนการวิจัยไปประยุกต์ในการพัฒนาตน พัฒนางานให้ส่งเผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในที่สุด

กรมสามัญศึกษา ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ ที่ได้ปรับปรุงพัฒนา ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน และจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2  เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้สอนให้สามารถใช้การวิจัยเป็นแนวทาง  ในการจักการเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียนให้         เรียนได้เต็มศักยภาพ   อันจะส่งผลต่อเยาวชนที่มีคุณภาพตลอดไป

 

 

(นางกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา)

                                                                                            อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

หน้า

คำนำ

แนวทางการศึกษา

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

ขอบข่ายของเนื้อหา สาระสำคัญและจุดประสงค์การเรียนรู้

เรื่องที่ 1           ความหมาย  ประเภท  และประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา

เรื่องที่  1.1  ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา

เรื่องที่  1.2  ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษา

เรื่องที่  1.3  ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา

กิจกรรมที่ 1

เรื่องที่ 2           กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

กิจกรรมที่ 2

เรื่องที่ 3           การนำนวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้จัดการเรียนการสอน

เรื่องที่ 3.1  การนำสื่อไปใช้จัดการเรียนการสอน

หนังสือประกอบการสอน

เอกสารคำสอน

ตำรา

เอกสารประกอบการเรียนการสอน

แผนการสอน

บทเรียนสำเร็จรูป

ชุดการสอน หรือชุดการเรียน

รายงานการศึกษาค้นคว้า

รายงานโครงการเกี่ยวกับการเรียนการสอน

กิจกรรมที่ 3

 

 

 

เรื่องที่ 3.2  การนำเทคนิควิธีการสอนไปใช้จัดการเรียนการสอน

3.2.1                การสอนแบศูนย์การเรียน

3.2.2                การสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมุติ

3.2.3                การสอนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัยในการทำงาน

3.2.4                การสอนโดยใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริม

3.2.5                การสอนแบบโครงการ

3.2.6                การสอนแบบแก้ปัญหา

กิจกรรมที่  4

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนและหลังเรียน

แนวคำตอบกิจกรรม

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญภาพประกอบ

 

 

ภาพประกอบที่                                                                                  หน้า

 

1.         ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา

2.         แนวทางการจัดทำนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อแก้ปัญหา

การเรียนรู้เรื่องเลขยกกำลัง

  1. ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษา
  2. ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา
  3. กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา
  4. สื่อสิ่งพิมพ์
  5. ขั้นตอนการจัดทำเอกสารประกอบการสอนประเภทต่าง ๆ
  6. ขั้นตนการจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป
  7. ขั้นตอนการสร้างชุดการสอนหรือชุดการเรียน
  8. ขั้นตอนการจัดทำรายงานการศึกษาค้นคว้า
  9. ขั้นตอนการจัดทำรายงานโครงการ
  10. ขั้นตอนในการสอนแบบศูนย์การเรียน
  11. ขั้นตอนการสอนด้วยการแสดงบทบาทสมมุติ
  12. ขั้นตอนการสอนเพื่อเสริมสร้างลักษณะนิสัยในการทำงาน
  13. ขั้นตอนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนซ่อมเสริม
  14. ขั้นตอนการสอนแบบโครงการ
  15. ขั้นตอนการสอนแบบแก้ปัญหา

 

 

 

 

 

แนวทางการศึกษา

 

 

 

 

การศึกษาเนื้อหาสาระของหน่วยนี้ ให้ท่านปฏิบัติ ดังนี้

 

  1. 1.            ศึกษาขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ และจุดประสงค์การเรียนรู้
  2. 2.            ทำแบบประเมินตนเองก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน
  3. 3.            ศึกษาเนื้อหาสาระโดยละเอียดทีละเรื่อง  และทำกิจกรรมท้ายเรื่อง
  4. 4.            ทำแบบประเมินตนเองหลังเรียน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าหลังเรียน ถ้าได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 80  ให้กลับไปทบทวนความรู้เพิ่มเติม   จนกว่าจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

 

คำชี้แจง                     ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

  1. นวัตกรรมทางการศึกษาหมายถึงอะไร

ก.     สิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่ลงทุนด้วยราคาสูง

ข.     เทคนิควิธีการแก้ปัญหาทางการศึกษาทั่วไปที่ใช้ได้ผลดีเสมอมา

ค.     รูปแบบและกระบวนการสอนที่นำมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ง.      สิ่งประดิษฐ์และรูปแบบวิธีสอนที่นำมาใช้จัดการเรียนการสอนได้อย่างสะดวกและประหยัด

  1. นวัตกรรมทางการศึกษา ควรจัดทำอย่างไร

ก.     จัดทำโดยทุ่มงบประมาณให้มากเพื่อมุ่งคุณภาพของนวัตกรรมนั้น

ข.     จัดทำอย่างรอบคอบโดยวางแผนจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องที่ทำนั้น

ค.     จัดทำแล้วเผยแพร่ให้กว้างขวางเพื่อเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่มากที่สุด

ง.      จัดทำอย่างเป็นระบบทั้งด้านการเตรียมการ การดำเนินการและการประเมินผล

 

  1.  กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษามีขั้นตอนอย่างไร

ก.     กำหนดจุดประสงค์   สร้างต้นแบบ  ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง  ทดลองใช้  เผยแพร่

ข.     กำหนดจุดประสงค์    ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง  สร้างต้นแบบ  ทดลองใช้  เผยแพร่

ค.     ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง  กำหนดจุดประสงค์  สร้างต้นแบบ  เผยแพร่  ทดลองใช้

ง.      ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง  กำหนดจุดประสงค์  สร้างต้นแบบ  ทดลองใช้  เผยแพร่

 

  1. ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ใช่ แนวปฏิบัติในการสร้างต้นแบบนวัตกรรมทางการศึกษา

ก.     ใช้เทคนิคที่รู้จักกันแพร่หลายและเคยใช้ได้ผลมาแล้วแน่นอน

ข.     ใช้วีการที่ประหยัดเวลา แรงงานหรือทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน

ค.     ใช้เทคนิคในการลดเวลาเรียนให้น้อยลงแต่ได้ประสิทธิภาพในการเยนรู้เท่าเดิม

ง.      ใช้เทคนิควิธีการที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าเดิมเมื่อใช้เวลาเท่ากัน

  1. เหตุใดจึงต้องหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมทางการศึกษาก่อนนำไปทดลองใช้กับกลุ่มหมาย

ก.     เพื่อให้สามารถระบุเกณฑ์มาตรฐานของนวัตกรรมนั้นได้

ข.     เพื่อยืนยันความถูกต้องของขั้นตอนการสร้างว่าเป็นไปตามลำดับ

ค.     เพื่อความน่าเชื่อถือของนวัตกรรมนั้นเมื่อนำไปเผยแพร่หรือจำหน่าย

ง.      เพื่อยืนยันความมั่นใจว่านวัตกรรมนั้นมีคุณภาพสามารถพัฒนาผู้เรียนได้จริง

  1. การทดลองใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนควรใช้รูปแบบใด

ก.     แบบที่แสดงการพยากรณ์ตัวแปร

ข.     แบบที่หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

ค.     แบบที่เปรียบเทียบความแตกต่างของตัวแปร

ง.      แบบที่ศึกษาความเป็นเหตุและเป็นผลของตัวแปร

  1. ข้อใดเป็นข้อจำกัดของการใช้บทเรียนสำเร็จรูปในการจัดการเรียนการสอน

ก.     ครูสามารถช่วยให้เด็กอ่อนเรียนรู้เท่าเด็กเก่งได้โดยให้เวลาเขามากขึ้น

ข.     ผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้ตามความสามารถของตนเองโดยใช้เวลาไม่เท่ากัน

ค.     ครูไม่สามารถยืนสอนหน้าชั้นเรียนได้เพราะครูเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียน

ง.      ถ้าใช้จัดการเรียนเป็นส่วนใหญ่ผู้เรียนอาจเบื่อหน่ายเพราะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

  1. ข้อใด ไม่ใช่ ข้อดีของการใช้ชุดการเรียนการสอน

ก.     สามารถจัดการเรียนการสอนได้ทั้งรายบุคคลและเป็นกลุ่ม

ข.     ใช้ต้นทุนสูงในการผลิต ทดลอง และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพก่อนนำมาใช้

ค.     ช่วยขจัดปัญหาการขาดแคลนครูเพราะผู้เรียนสามารถเรียนด้วยตนเองได้

ง.      ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่จำกัดเวลา สถานที่ หรือระดับความรู้

 

 

อ่านข้อคำตอบต่อไปนี้แล้วตอบคำถาม ข้อ 9 และข้อ 10

ก.     นักเรียนเรียนรู้จากกการหมุนเวียนประกอบกิจกรรมด้วยตนเองจากชุดการสอนแบบสื่อผสมชุดต่าง ๆ

ข.     นักเรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์ที่จัดให้  โดยใช้วิธีการสังเกตหรือวิเคราะห์บทบาทของผู้แสดง

ค.     ฝึกให้นักเรียนทำงานโดยการควบคุมตนเอง  ดูตัวอย่างจากแบบที่ดีและครูให้    แรงเสริม ในพฤติกรรที่พึงประสงค์ของนักเรียน

ง.      จัดกิจกรรมให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนบ่อย ๆ ให้บทเรียนสั้น ๆ จากง่ายไปหายาก ให้กำลังใจและไม่ย้ำปมด้อยของนักเรียน

 

  1. การสอนแบบศูนย์การเรียน คือข้อใด
  2. การสอนเพื่อพัฒนาลักษณะนิสัยในการทำงาน คือข้อใด

 

 

 

ÿÿÿÿÿÿ

 

ขอบข่ายของเนื้อหา สาระสำคัญ

และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

  • ขอบข่ายของเนื้อหา

 

เรื่องที่ 1           ความหมาย  ประเภท  และประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา

เรื่องที่ 2           กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

เรื่องที่ 3           การนำนวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้จัดการเรียนการสอน

 

 

  • สาระสำคัญ

 

  1. นวัตกรรมทางการศึกษาเป็นสื่อและเทคนิคการสอนใหม่ ๆ  ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน

หลายรูปแบบที่นำมาใช้แก้ปัญหา หรือพัฒนาการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. นวัตกรรมทางการศึกษาต้องมีขั้นตอนการจัดทำอย่างเป็นระบบผ่านการทดลอง หรือ

ทดสอบคุณภาพแล้ว ว่าสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาที่ต้องการแก้ไขได้

  1. การนำนวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและข้อจำกัดของน

วัตกรรมนั้น

 

 

  • จุดประสงค์การเรียนรู้

เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 4  จบแล้ว  ท่านสามารถ

  1. บอกความหมาย  ประเภท และประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษาได้
  2. อธิบายขั้นตอนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาได้
  3. เลือกนวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้

 

ÿÿÿÿÿÿ

 

 

เรื่องที่  1        ความหมาย ประเภท และประโยชน์ของนวัตกรม

                     ทางการศึกษา

 

            ในการจัดการเรียนการสอน ครู-อาจารย์ควรศึกษาแนวทาง รูปแบบ หรือเทคนิค วิธีการสอนที่สามารถทำให้นักเรียนได้เรียนรู้บรรลุตามจุดประสงค์ของรายวิชานั้น ๆ    รูปแบบหรือกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่นำมาใช้ได้ผลดี คือ นวัตกรรมทางการศึกษา

 

@   เรื่องที่ 1.1     ความหมายแนะนวัตกรรมทางการศึกษา

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 1  ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษา

 

            นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Innovation)  หมายถึง แนวคิด วิธีการ กระบวนการ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่นำมาใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตรงตามเป้าหมายของหลักสูตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวการจัดทำนวัตกรรมทางการศึกษานั้น ต้องใช้วิธีการเชิงระบบ    คือ   มีการกำหนดขั้นตอนการเตรียมการ  ขั้นตอนการดำเนินการ  และขึ้นตอนการวัดผลประเมินผล ตัวอย่าง เช่นนักเรียนชั้น ม.3 จำนวนมากสอบไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้เรื่องเลขยกกำลัง ครูผู้สอนจึงได้ศึกษาหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว  โดยใช้วิธีการเชิงระบบในการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเลขยกกำลังตามขั้นตอนดังแสดงในภาพประกอบที่ 2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 2  แนวทางการจัดทำนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้

                                       เรื่องเลขยกกำลัง

จากภาพประกอบที่ 2  แนวทางการจัดทำนวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้เรื่องเลขยกกำลังมีดังนี้

 

1.  ขั้นตอนการเตรียมการ

กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้    เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เรื่องเลขยกกำลัง   ได้ตรงตามหลักสูตรศึกษาค้นคว้าแนวคิดทฤษฎี เลือกวิธีการที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ดีที่สุด    ในขณะนั้น คือ การจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเลขยกกำลังวิชาคณิตศาสตร์ ชั้น ม.3 ทดลองหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป   เพื่อให้มั่นใจว่านำไปใช้สอนแล้วนักเรียนสามารถสอบผ่านเกณฑ์   ตามที่กำหนดไว้

 

2.  ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน

โดยการนำบทเรียนสำเร็จ เรื่องเลขยกกำลังวิชาคณิตศาสตร์ ชั้น ม.3 มาใช้สอนกับนักเรียนชั้น ม.3 ในเวลาเรียนปกติหรือให้นักเรียนนำไปศึกษาด้วยตนเองนอกเวลาเรียนตามความต้องการของผู้เรียน

 

3.  ขั้นตอนการวัดผลประเมินผล

เมื่อเรียนครบตามจุดประสงค์การเรียนรู้เรื่องเลขยกกำลัง ชั้น ม.3 แล้วมีการสอบวัดความรู้ความเข้าใจในเรื่องเลขยกกำลัง เพื่อดูพัฒนาการของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเรื่องเลขยกกำลังว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร     ถ้าหากว่านักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปนี้    มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น  ผ่านเกณฑ์ของจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้      แสดงว่า บทเรียนสำเร็จรูปนี้สามารถแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นับว่าบทเรียนสำเร็จรูปเรื่องเลขยกกำลังวิชาคณิตศาสตร์ ชั้น ม.3 เป็นนวัตกรรมการศึกษาของครูผู้สอนผู้นี้

 

 

 

 

 

@   เรื่องที่ 1.2     ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษา

 

นวัตกรรมทางการศึกษาที่ใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนการสอน มีหลายประเภท ในที่นี้ขอนำเสนอตัวอย่างนวัตกรรมทางการศึกษา ที่นิยมใช้กันมากเพราะสะดวกและประหยัดในการจัดทำได้ด้วยตนเอง และง่ายแก่การนำไปใช้มี 2 ประเภท คือ สื่อการสอน และเทคนิควิธีการสอนตามภาพประกอบที่ 3

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 3  ประเภทของนวัตกรรมทางการศึกษา

 

เรื่องที่ 1.3  ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา

 

            การนำนวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้จัดการเรียนการสอน นอกจากจะส่งผลให้นักเรียนได้พัฒนาการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของรายวิชาแล้ว ยังมีประโยชน์ดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 4   ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา

 

กิจกรรมที่ 1

 

 

 

 

 

คำชี้แจง

 

 

 

 

 

 

………………………… 1.  อาจารย์กรุณาได้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง แล้วนำเทคนิคการสอน

แบบเพื่อนสอนเพื่อนมาสอนวิชาคณิตศาสตร์ กับนักเรียนของตนเอง จน

นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้น ไม่ถือว่าอาจารย์กรุณาใช้นวัตกรรมทาง

การศึกษา

………………………… 2.  แผนการสอนวิชา ง 321 ง 322 การจัดทำโครงงานสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุ

เหลือใช้ เพื่อปลูกฝังความเป็นนักประชาธิปไตยแก่นักเรียนต้องผ่าน

ขั้นตอนของการเตรียมการ การวางแผน และการประเมินผลก่อน   จึงจะ

ถือว่าเป็นนวัตกรรมทางการศึกษา

………………………… 3.  สไลด์แบบโปรแกรมเรื่องการทำงานของหัวใจสำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

จัดเป็นนวัตกรรมประเภทเทคนิคการสอน

………………………… 4.  นำชุดการสอนเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปใช้สอนแบบศูนย์การเรียนในโรงเรียน

มัธยมศึกษา จัดเป็นนวัตกรรมแบบประสมระหว่างสื่อและเทคนิคการสอน

………………………… 5.  บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่มีการใช้ผลป้อนกลับเป็น

รูปการ์ตูนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จัดเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้

นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย และเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้

โปรดตรวจคำตอบกิจกรรมที่ 1  ในหน้า 52

 

 

 

 

 

 

 

        เรื่องที่ 2       กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

 

 

            กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษามีขั้นตอนที่สำคัญดังแสดงในภาพประกอบที่ 5 และรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนได้เสนอไว้ในลำดับต่อไปนี้

1

กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                    ปรับปรุงต้นแบบ

                                                             ผล                              ใช้ไม่ได้

 

                                                            ใช้ได้

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 5  กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

 

 

 

 

ขั้นตอนที่ 1

 

 

 

กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้   เมื่อครูผู้สอนได้วิเคราะห์   สาเหตุของปัญหาในการจัดการเรียนการสอน   เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนแล้ว        ก็ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาคุณลักษณะที่ถึงประสงค์ของนักเรียน นั่นคือกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขึ้น ในตัวนักเรียนเป็นพิเศษตามเป้าหมายของหลักสูตรเป็นสำคัญ เช่น พัฒนาความสามารถในการเรียนรู้วิชาต่าง ๆ ความสามารถด้านกระบวนการแก้ปัญหา ความสามารถด้านทักษะกระบวนการพัฒนาค่านิยมเกี่ยวกับอาชีอิสระ พัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

 

 

 

กำหนดกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้

 

ขั้นตอนที่ 2

 

 

 

กำหนดกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้     เมื่อได้กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ไว้ชัดเจนแล้ว   ครูผู้สอนก็ศึกษาค้นคว้าหลักวิชาการ   แนวคิดทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจุดประสงค์ในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน นำมาผสมผสานความคิดและประสบการณ์ของตนเอง กำหนดเป็นกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรู้ขึ้น เพื่อจัดสร้างเป็นต้นแบบนวัตกรรมขึ้น ใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน

 

 

 

 

 

 

สร้างต้นแบบนวัตกรรม

 

ขั้นตอนที่ 3

 

 

 

สร้างต้นแบบนวัตกรรม   เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะเลือกจัดทำนวัตกรรมชนิดใด ครูผู้สอนต้องศึกษาวิธีการจัดทำนวัตกรรมชนิดนั้น ๆ อย่างละเอียด เช่น จะจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเลขยกกำลัง วิชาคณิตศาสตร์ชั้น ม.3 ต้องศึกษาค้นคว้าวิธีการจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป ว่ามีวิธีการจัดทำอย่างไร จากเอกสารตำราที่เกี่ยวข้องแล้วจัดทำต้นแบบบทเรียนสำเร็จรูปให้สมบูรณ์ตามข้อกำหนดของวีการทำบทเรียนสำเร็จรูป

 

ทดลองใช้นวัตกรรม

 

ขั้นตอนที่ 4

 

 

 

ทดลองใช้นวัตกรรม   เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม และทดลองใช้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้

4.1  การทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพของสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมประเภทบทเรียนสำเร็จรูป และชุดการสอน จะมีวิธีการหาประสิทธิภาพดังนี้

4.1.1  การทดลองหนึ่งต่อหนึ่ง โดยเลือกนักเรียนค่อนข่างอ่อนมา 1 คน ให้อ่านบทเรียนและตอบคำถามในบทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้น ครูผู้สอนบันทึกคำตอบแล้วอภิปรายเหตุผลที่นักเรียนตอบไม่ถูก แล้วนำข้อมูลนั้นไปประกอบการปรับปรุงแก้ไขบทเรียนก่อนที่จะนำไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มเล็กต่อไป

4.1.2  การทดลองกับกลุ่มเล็ก โดยเลือกนักเรียนที่มีผลกรเรียนปานกลางในวิชาที่สร้างบทเรียนสำเร็จรูปนี้มาจำนวน 10 คน ให้ทำแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อดูพื้นฐานแล้วให้เรียนบทเรียนสำเร็จรูปนี้    ตามลำดับจนจบบทเรียนโดยไม่มีการติดต่อเป็นส่วนตัว       ครูผู้สอน ถ้านักเรียนพบข้อบกพร่องของบทเรียนก็ให้ทำเครื่องหมายไว้สำหรับอภิปรายกับครูภายหลัง เมื่อจบบทเรียนแล้วให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน   (แบบทดสอบฉบับเดียวกับก่อนเรียน)  เพื่อดูความ

ความก้าวหน้าหลังจากเรียนบทเรียนแล้ว การทดลองขั้นนี้ควรบันทึกเวลาที่ใช้เรียนบทเรียนไว้ด้วย เพื่อจะได้ทราบเวลาที่เหมาะสมสำหรับการนำบทเรียนไปใช้จริง

ในการทดลองนี้ ให้หาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งกำหนดไว้ก่อน เช่น กำหนดเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 โดยใช้สูตร การคำนวณประสิทธิภาพ E1 /E2

E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ เป็นการประเมินพฤติกรรมต่อเนื่องของผู้เรียน โดยดูจากคะแนนการปฏิบัติหรือการตอบคำถามในกิจกรรมที่กำหนด แล้วนำมาหาประสิทธิภาพ โดย

 

คะแนนเฉลี่ย

 

   ´  100

E1  =

คะแนนเต็ม

คะแนนรวมของกิจกรรมทั้งหมด

 

 

 

 

จำนวนนักเรียนที่ใช้ทดลอง

คะแนนเฉลี่ย =

 

 

 

 

E2  คือ  การประเมินผลครั้งสุดท้าย  โดยการนำคะแนนจากแบบประเมินผลหลังเรียนมาหาประสิทธิภาพโดย

 

 

คะแนนเฉลี่ย

 

   ´  100

E2  =

คะแนนเต็ม

คะแนนรวมของกิจกรรมทั้งหมด

 

 

 

 

 

จำนวนนักเรียนที่ใช้ทดลอง

คะแนนเฉลี่ย =

 

 

q   ข้อมูลที่ต้องการทราบในการทดลองกลุ่มเล็ก 10 คน  นี้ได้แก่

1.  คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้ง 10 คน ในความสามารถตอบคำถามในบทเรียนได้ถูกต้อง ซึ่งควรจะได้ตามเกณฑ์มาตรฐานคือ 90%

2.  คะแนนเฉลี่ยของนักเรียน 10 คน ในการทำแบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งควรจะได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน คือ 90%

3.  คะแนนความก้าวหน้าในการเรียนบทเรียนสำเร็จรูป หาได้โดยนำคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบก่อนเรียนไปหักออกจากคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อจะได้ทราบว่าเมื่อนักเรียนเรียนบทเรียนไปแล้วมีความรู้เพิ่มขึ้นหรือไม่

           

            สมมุติว่า  ข้อมูลที่บันทึกได้จากการทดลองกับกลุ่มเล็ก  เป็นดังนี้

คะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบก่อนเรียน                    45 %

คะแนนเฉลี่ยของการตอบคำถามในบทเรียนสำเร็จรูป           97 %

คะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบหลังเรียน                      86 %

 

            จะเห็นได้ว่า เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 แล้วบทเรียนดังกล่าวได้มาตรฐาน 90 ตัวแรก (คะแนนเฉลี่ยของการตอบคำถามในบทเรียน =  97 %)  แต่ไม่ถึงมาตรฐาน 90 ตัวหลัง (เพราะคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบหลังเรียน  =  86 % ซึ่งไม่ถึง  90 %)  แต่เมื่อดูคะแนนความก้าวหน้าในการเรียนพบว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนโดยมีคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 45 %เมื่อก่อนเรียนมาเป็น 86 %  หลังจากที่เรียนบทเรียนจบแล้ว

            เมื่อทดลองขั้นกลุ่มเล็กเสร็จแล้ว นำบทเรียนมาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง โดยอาศัยข้อมูลที่นักเรียนบันทึกข้อบกพร่องหรือข้อสงสัยไว้ และอภิปรายร่วมกับนักเรียน การแก้ไขอาจแก้ภาษา ถ้อยคำ ปรับปรุงคำถาม หรือคำอธิบาย การเพิ่มกรอบบางกรอบเพื่อให้บทเรียนชัดเจนยิ่งขึ้น การรวมบางกรอบเข้าด้วยกัน เป็นต้น

4.1.3                การทดลองภาคสนามเพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน

ดำเนินการทดลองบทเรียนกับผู้เรียน 30-100 คน  ในสภาพเหมือนในชั้นเรียนจริง ๆ วิธี

ดำเนินการในขั้นนี้ก็เหมือนกับวีทดลองในขั้นที่สอง หรือการทดลองกับกลุ่มเล็กทุกอย่างต่างกันที่จุดประสงค์ของการทำบทเรียน ซึ่งการทดลองในสองครั้งแรกที่ผ่านมาถือว่า เป็นการกระทำเพื่อหาข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข  นักเรียนเปรียบเสมือนที่ปรึกษา และบทเรียนที่ให้เรียนก็เป็นเพียงการยกร่าง  เมื่อผ่านการทดลองกับกลุ่มเล็ก 10 คนแล้ว  จึงจะถือว่าเป็นบทเรียนฉบับจริง การทดลองภาคสนามก็เป็นการทดลองโดยสมมุติว่าเป็นการนำไปใช้จริง

ก่อนเริ่มบทเรียน   ควรแนะนำนักเรียนให้เข้าใจวีเรียนเสียก่อน   และให้ทำแบบทดสอบก่อนเรียนก่อนที่จะลงมือเรียน และเมื่อทำบทเรียนเสร็จแล้วก็ต้องมีแบบทดสอบหลังเรียนอีกครั้ง ข้อมูลที่ต้องการทราบเหมือนกับในขั้นที่สอง ดังนี้ คือ

  1. คะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ
  2. คะแนนเฉลี่ยของการตอบคำถามวนบทเรียนคิดเป็นร้อยละ
  3. คะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ

การทดลองครั้งที่ 3 นี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อจะทราบว่า บทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้นนี้

มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานตามที่ยอมรับกันโดยทั่วไปหรือไม่

            บทเรียนสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพโดยทั่วไปถือเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 คือ 90 ตัวแรกหมายถึงนักเรียนจะต้องสามารถตอบคำถามในบทเรียนสำเร็จรูปได้ถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 90 ส่วน 90 ตัวหลัง หมายถึง นักเรียนจะต้องสามารถทำแบบทดสอบหลังจากเรียนบทเรียนสำเร็จรูปแล้วได้ถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 90  ถ้าผลการวิเคราะห์บทเรียนที่นำไปทดลองกับนักเรียนถึงเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว ก็ถือว่าบทเรียนสำเร็จรูปนั้นมีประสิทธิภาพ

4.2  การทดลองใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน  ตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยนำนวัตกรรมที่ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างประมาณ 30-100 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง ควรเป็นการวิจัยทดลองเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

การทดลองในขั้นนี้เป็นการทดลองเพื่อพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนโดยใช้นวัตกรรมที่สร้างขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้รูปแบบปารทดลองที่มีการควบคุมอย่างรัดกุม เพื่อดูสัมฤทธิ์ผลของนวัตกรรมชิ้นนั้นในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้

ถ้าการทดลองในขั้นนี้ไม่ปรากฏผลในการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนอย่างชัดเจน ครูผู้สอนจำเป็นต้องทบทวนดูวิธีดำเนินการทดลอง หรือการควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ว่ารัดกุมเพียงพอหรือไม่ เพื่อการอภิปรายผลการทดลองได้อย่างมีเหตุผล หรือมิฉะนั้นอาจจะต้องทำการทดลองใหม่กับกลุ่มตัวอย่างอื่น ๆ เพิ่มเติมขึ้นอีกครั้ง

4.3  การขยายผลโดยการทดลองภาคสนามเชิงปฏิบัติ  และแก้ไขปรับปรุงครั้งสุดท้ายใช้กลุ่มตัวอย่างประมาณ 40-200 คน โนโรงเรียน  10-30 โรงเรียน โดยมีผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้ประสานงานดูแล ถ้าไม่มีข้อบกพร่องก็จัดดำเนินการเผยแพร่ต่อไป

 

เผยแพร่นวัตกรรม

 

ขั้นตอนที่ 5

 

 

 

เผยแพร่นวัตกรรม   เมื่อนำนวัตกรรมไปขยายผลโดยให้ผู้อื่นทดลองใช้และให้คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไขจนเป็นที่พอใจแล้วก็จัดทำนวัตกรรมนั้นเผยแพร่เพื่อบริการหรือจำหน่ายให้ใช้กันแพร่หลายต่อไป

 

กิจกรรมที่ 2

โปรดนำตัวอักษรหน้าข้อความทางขวามือ มาใส่ในช่องว่าง

หน้าตัวเลข หน้าข้อความทางซ้ายมือ ให้มีความสอดคล้องกัน

 

คำชี้แจง

 

 

 

ซ้าย

ขวา

……….1. กำหนดกรอบแนวคิดของกระบวน

การเรียนรู้

……….2. สร้างต้นแบบนวัตกรรม

………..3. ทดลองใช้นวัตกรรม

………..4. เผยแพร่นวัตกรรม

………..5. 50/50

ก.     เกิดการยอมรับและนำไปใช้ประโยชน์

ข.     ศึกษาค้นคว้าทฤษฎีและหลักวิชาการ

ค.     E1 /E2

ง.      ผลิตสื่อ-วิธีการสอนและเครื่องมือประเมิน

จ.      หาประสิทธิภาพสื่อและดูผลการพัฒนานักเรียน

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องที่ 3       การนำนวัตกรรมทางการศึกษาไปใช้จัดการเรียนการสอน

 

@   เรื่องที่ 3.1     การนำสื่อไปใช้จัดการเรียนการสอน

 

สื่อที่นำไปใช้จัดการเรียนการสอนที่จำแกนเป็นสื่องสิ่งพิมพ์  และสื่อโสตทัศนูปกรณ์นั้น ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะสิ่งสิ่งพิมพ์บางชนิด ซึ่งครู อาจารย์สามารถดำเนินการผลิตได้เอง  โดยมิต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะ เช่น สื่อโสตทัศนูปกรณ์ การนำเอาสิ่งพิมพ์ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนมีสาระสำคัญดังแสดงในภาพประกอบที่ 6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สื่อสิ่งพิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบที่ 6  สื่อสิ่งพิมพ์

สื่อสิ่งพิมพ์

 

            หนังสือประกอบการสอน  คือ  เอกสารทางวิชาการหรือกึ่งวิชาการที่ได้เรียบเรียงอย่างมีระบบ ครอบคลุมวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ หนังสือเรียนหรือแบบเรียน และหนังสือเสริมประสบการณ์

 

หนังสือเรียนหรือแบบเรียน

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

       เป็นเอกสารที่ใช้สำหรับการเรียนของนักเรียน มีสาระตรงตามหลักสูตร เป็นหนังสือเล่มเดียว ตามกลุ่มวิชาการ หรือ รายวิชา หรือเป็นชุดและมีแบบฝึกหัดประกอบด้วย ชื่อเรื่อง หนังสือเรียนภาษาไทย รายวิชา

ท 033 วรรณคดีมรดก สำหรับชั้น

มัธยมศึกษาตอนปลาย

ผู้แต่ง  :     นางชวนทอง  สาหินกอง

สถานที่ทำงาน:    โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย

จังหวัดลำปาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หนังสือเสริมประสบการณ์

 

เป็นหนังสือที่ผู้เรียนและผู้สอนใช้ประกอบการเรียนการสอนมีลักษณะหลากหลายดังนี้

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

  1.  หนังสืออ่านเพิ่มเติม

เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระอิงหลักสูตร

ช่วยให้ผู้เรียนสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ตามความเหมาะสมของวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล

ชื่อเรื่อง พลังงานและสิ่งแวดล้อม

ผู้แต่ง  :    นายประยงค์   หมื่นอี้

สถานที่ทำงาน:    โรงเรียนแม่จันวิทยาคม

จังหวัดเชียงราย

  2.  หนังสืออ่านนอกเวลา

เป็นหนังสือที่ใช้ประกอบการเรียน

การสอนวิชาใดวิชาหนึ่ง    ตามหลักสูตรนอกเหนือจากหนังสือเรียนสำหรับให้นักเรียนอ่านนอกเวลา   โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ การเรียนการสอนตามหลักสูตร

ชื่อเรื่อง สำนวนชวนคิด  ภาษิตสอนใจ

ผู้แต่ง  :    นางสาวรัตนา  สถิตานนท์

สถานที่ทำงาน:    โรงเรียนศรีสุริโยทัย

กรุงเทพมหานคร

  3.  หนังสือเสริมการอ่าน

จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ผู้อ่านเกิดทักษะในการอ่าน และมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น อาจ

เป็นสารคดี นวนิยาย นิทาน ฯลฯ

ชื่อเรื่อง นำทางชีวิต

ผู้แต่ง  :    นางสาวสุมนา   อัศวปยุกก์กุล

สถานที่ทำงาน:    โรงเรียนชลราษฏร์บำรุง

จังหวัดชลบุรี

  4.  หนังสืออ่านประกอบ

เป็นเอกสารทางวิชาการ หรือกึ่งวิชาการ

หรือสารคดี      เพื่อใช้อ่านประกอบให้เกิดการเรียนรู้    ตามจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา ด้านใดด้านหนึ่ง

ชื่อเรื่อง การศึกษาคำภาษาอังกฤษ และ

การอ่านวรรณกรรม

ผู้แต่ง  :    นายสุรชัย   บุญญานุสิทธิ์

สถานที่ทำงาน:  โรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต

จังหวัดนครราชสีมา

 

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

  5.  หนังสืออ่านประกอบ

เป็นหนังสือสำหรับใช้ค้นคว้าอ้างอิง        เกี่ยวกับการเรียนการสอน มีความถูกต้องน่าเชื่อถือ เป็นข้อความที่อยู่คงที่

ชื่อเรื่อง กายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยา

ผู้แต่ง  :    นางเสริมศรี  เปลี่ยนบางยาง

สถานที่ทำงาน:  โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

กรุงเทพมหานคร

 

 

เอกสารคำสอน

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

       เป็นเอกสารคำบรรยายที่ใช้สอนวิชาใดวิชาหนึ่ง มีเนื้อหาสาระสมบูรณ์ครบตามหลักสูตรของการเรียนการสอนของวิชานั้นเพื่อให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้แทนการฟังการบรรยายจากผู้สอนได้ ประกอบด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ ความคิดรวบยอด เนื้อหาสาระ กิจกรรมท้ายบทและการวัดผลประเมินผล       เอกสารคำสอนของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิชาต่าง ๆ

 

 

ตำรา

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

       เป็นเอกสารที่ได้เรียบเรียงอย่างมีระบบ มีเนื้อหาอย่างละเอียด ถูกหลักวิชาการ ครอบคลุมวิชาหรือส่วนหนึ่งตามหลักสูตร และต้องจัดทำเป็นรูปเล่มอย่างเรียบร้อย

 

ชื่อเรื่อง ทฤษฎีและปฏิบัติศิลปะ

ผู้แต่ง  :    นายโชดก   เก่งเขตรกิจ

สถานที่ทำงาน:  โรงเรียนวัดประดู่ในทรงธรรม

กรุงเทพมหานคร

 

เอกสารประกอบการเรียนการสอน

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

       เป็นเอกสารหรือคู่มือการใช้อุปกรณ์การสอนที่ใช้ประกอบการสอนวิชาตามหลักสูตร ประกอบด้วยแผนการสอน วิธีการสอน หัวข้อคำบรรยายพร้อมรายละเอียด และอาจจะมีส่วนประกอบอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น รายชื่อ บทความ หนังสืออ่านประกอบบทคัดย่อ ของเอกสารที่เกี่ยวข้อง แผนภูมิ แถบเสียงหรือภาพเลื่อน ชื่อเรื่อง เอกสารประกอบการสอนวิชา

คณิตศาสตร์ เรื่อง เส้นตรงและ

ภาคตัดกรวย

ผู้แต่ง  :    นายภานุวัฒน์   ชวนะพันธ์

สถานที่ทำงาน:  โรงเรียนบ้านหม้อ

“พัฒนานุกูล”

จังหวัดสระบุรี

 

แผนการสอน

 

ลักษณะ

ตัวอย่าง

          เอกสารที่แสดงถึงการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน   ล่วงหน้า มีวัตถุประสงค์    เพื่อออกแบบและเตรียมการสอนล่วงหน้า         ให้เห็นรายละเอียดของกิจกรรมการเรียนการสอน    แต่ละหัวข้อย่อยของเนื้อหาวิชา หรือสำหรับการสอนแต่ละครั้ง กิจกรรมนั้นเป็นรูปธรรม    และเฉพาะเจาะจง  แสดงลักษณะการสอนที่จัดให้       ตรงกับสภาพสิ่งแวดล้อม ความต้องการ และปัจจัยอำนวยความสะดวกของโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน หัวข้อสำคัญในการจัดทำแผนการสอน ควร ประกอบด้วย สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการ การประเมินผล    สื่อและอุปกรณ์    ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน ชื่อเรื่อง แผนการสอนภาษาไทย

ผู้แต่ง  :    นางบัวนึก   ผลศิลป์

สถานที่ทำงาน:  โรงเรียนทวีธาภิเษก

กรุงเทพมหานคร

 

 

การวิจัยในชั้นเรียน3

 

ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง

 

เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน

 

 

หน่วยที่ 3

 

 

 

 

 

 

การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

 

 

หน่วยศึกษานิเทศก์              กรมสามัญศึกษา

 

 

คำนำ

 

            เอกสาร  ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน ชุดนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือ

ร่วมใจกัน ของบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน  เพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน    โดยจะเสริมสร้างให้ครูมีความสามารถในการทำวิจัย    เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและเสริมสมรรถนะทางวิชาการให้แก่ศึกษานิเทศก์  เพื่อให้สามารถนิเทศ  ส่งเสริมและสนับสนุนด้านการวิจัยในชั้นเรียนให้แก่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมสามัญศึกษา   ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ และคณะทำงานทุกท่าน   ที่มีส่วนร่วม คิดและร่วมจัดทำชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง  เรื่อง   การวิจัยในชั้นเรียน  นี้    และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุดฝึกอบรมด้วยตนเองนี้  จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศึกษานิเทศก์  และครูให้สามารถพัฒนา

การเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพได้อย่างเป็นมรรคผล

 

 

(คุณหญิงสมจินตนา    ภักดิ์ศรีวงศ์)

                                                                                                อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

คำนำ

 

                        การจัดการเรียนรู้    ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ    พุทธศักราช   2542

ได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด  ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนและพัฒนาตนเอง

ได้กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัย   เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนั้นผู้สอนจึงมีบทบาทในการจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยคามสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ  โดยศึกษาสภาพปัญหาวิธีการและผลจากการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน    เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้

ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องด้วยการวิจัย    และสามารถนำกระบวนการวิจัยไปประยุกต์ในการพัฒนาตน พัฒนางานให้ส่งเผลต่อคุณภาพของผู้เรียนในที่สุด

กรมสามัญศึกษา ขอขอบคุณหน่วยศึกษานิเทศก์ ที่ได้ปรับปรุงพัฒนา ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียน และจัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2  เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้สอนให้สามารถใช้การวิจัยเป็นแนวทาง  ในการจักการเรียนการสอนพัฒนาผู้เรียน         ให้เรียนได้เต็มศักยภาพ   อันจะส่งผลต่อเยาวชนที่มีคุณภาพตลอดไป

 

 

(นางกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา)

                                                                                            อธิบดีกรมสามัญศึกษา

 

 

 

 

 

 

 

 

สารบัญ

หน้า

คำนำ

แนวทางการศึกษา

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

ขอบข่ายของเนื้อหา สาระสำคัญและจุดประสงค์การเรียนรู้

เรื่องที่ 1           ความสำคัญของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

1.1        ความหมายของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

1.2        จุดมุ่งหมายของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

กิจกรรมที่ 1

เรื่องที่ 2           แนวทางการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

2.1        ลักษณะและประเภทของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

2.2        หลักเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารที่เกี่ยวข้อกับการวิจัย

2.3        การสืบค้นและจัดหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

กิจกรรมที่ 2

เรื่องที่ 3           การสังเคราะห์และการเสนอรายงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

3.1        การอ่านเอกสารและการจดบันทึก

3.2        การสังเคราะห์เนื้อหาสาระที่ได้จากการจดบันทึกและการเสนอรายงาย

กิจกรรมที่ 3

แบบประเมินตนเองหลังเรียน

เฉลยแบบประเมินตนเองก่อนและหลังเรียน

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

 

 

 

 

แนวทางการศึกษา

 

 

 

 

การศึกษาเนื้อหาสาระของหน่วยนี้ ให้ท่านปฏิบัติ ดังนี้

 

  1. 1.            ศึกษาขอบข่ายของเนื้อหา  สาระสำคัญ และจุดประสงค์การเรียนรู้
  2. 2.            ทำแบบประเมินตนเองก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน
  3. 3.            ศึกษาเนื้อหาสาระโดยละเอียดทีละเรื่อง  และทำกิจกรรมท้ายเรื่อง
  4. 4.            ทำแบบประเมินตนเองหลังเรียน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าหลังเรียน ถ้าได้คะแนนไม่ถึงร้อยละ 80  ให้กลับไปทบทวนความรู้เพิ่มเติม   จนกว่าจะได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบประเมินตนเองก่อนเรียน

 

 

คำชี้แจง                     ให้เลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว

 

 

 

 

  1. การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย มีประโยชน์อย่างไร

ก.     ช่วยกำหนดกรอบความคิดและสมมุติฐานการวิจัย

ข.     ช่วยกำหนดปัญหาวิจัย

ค.     ช่วยกำหนดแบบแผนการวิจัยและการดำเนินการวิจัย

ง.      หลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อนกับผู้อื่น

  1. การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยกระทำในช่วงใดของการวิจัย

ก.     ก่อนที่จะได้ปัญหาวิจัย

ข.     ก่อนที่จะตั้งวัตถุประสงค์ของการวิจัย

ค.     หลังจากมีปัญหาวิจัยแล้ว

ง.      หลังจากกำหนดสมมุติฐานการวิจัย

  1. ถ้ากำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยว่า “เพื่อศึกษาความต้องการการนิเทศการสอนของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา” ข้อใดไม่ใช่จุดุม่งหมายของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

ก.     เพื่อกำหนดขอบเขตของการวิจัย

ข.     เพื่อสร้างกรอบความคิดในการวิจัย

ค.     เพื่อหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อน

ง.      เพื่อกำหนดแบบแผนและวิธีดำเนินการวิจัย

 

 

  1. จากหัวข้อการวิจัย “ความต้องการการนิเทศการสอนของครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา”  ควรศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องในข้อใด

ก.     รายงานการวิจัย

ข.     หนังสือการนิเทศการสอน

ค.     บทคัดย่อวิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์

ง.      บทความในวารสารวิชาการ

  1. ข้อใดไม่ใช่หลักเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

ก.     พิมพ์จากสำนักพิมพ์ที่เชื่อถือได้

ข.     เนื้อหาตรงกับที่ผู้วิจัยต้องการ

ค.     มีภาพ  ตาราง  กราฟ  ถูกต้อง  ชัดเจน

ง.      ผู้เขียนมีประสบการณ์แต่ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขียน

  1. คำสำคัญ ของหัวข้อการวิจัยในข้อ 4 ควรเป็นคำในข้อใด

ก.     ความต้องการ,  การนิเทศการสอน

ข.     ครูคณิตศาสตร์,  กรมสามัญศึกษา

ค.     การนิเทศการสอน,  กรมสามัญศึกษา

ง.      ครูคณิตศาสตร์,  โรงเรียนมัธยมศึกษา

  1. ในการอ่านรายงานการวิจัยอย่างคร่าว ๆ ควรอ่านส่วนใดของรายงาน

ก.     บทคัดย่อ  บทนำ  บทสรุป

ข.     บทนำ  วิธีดำเนินการวิจัย  บทสรุป

ค.     บทคัดย่อ  บทสรุป  ภาคผนวก

ง.      บทนำ  บทสรุป  ภาคผนวก

  1. ข้อใด ไม่ใช่ ข้อมูลที่บันทึกลงในบัตรบรรณานุกรม

ก.     ชื่อผู้แต่ง  สถานที่พิมพ์  เลขหมู่ของหนังสือ

ข.     ชื่อบทความ  ปีที่พิมพ์  โรงพิมพ์

ค.     ปัญหา  วัตถุประสงค์ ข้อเสนอแนะ

ง.      ชื่อวารสาร  วันเดือนปีที่พิมพ์  เล่มที่ของวารสาร

 

 

  1. ข้อใดถูกต้องตามหลักการเสนอรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

ก.     เลือกเสนอสาระสำคัญจากเอกสารเฉพาะที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์

ข.     เสนอตามปีที่พิมพ์เรียงต่อกันไปทีละย่อหน้า

ค.     เสนอตามบทคัดย่อของงานวิจัยที่ทำแล้ว

ง.      วิเคราะห์งานวิจัยแล้วนำแต่ละส่วนมาสังเคราะห์เปรียบเทียบ สรุปเสนอรายงาน

  1. การอภิปรายผลในขั้นการเสนอรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย หมายถึงข้อใด

ก.     เสนอความคิดเห็นของผู้วิจัยถึงแนวทางการวิจัยที่จะทำ

ข.     เสนอความหมายของตัวแปรหลักในการวิจัย

ค.     เปรียบเทียบความสอดคล้องหรือความแตกต่างของผลการวิจัยกับเนื้อหาสาระของเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ง.      เสนอปัญหา ความเป็นมา และวัตถุประสงค์ของการวิจัย

 

ÿÿÿÿÿÿ

 

ขอบข่ายของเนื้อหา สาระสำคัญ

และจุดประสงค์การเรียนรู้

 

 

  • ขอบข่ายของเนื้อหา

 

เรื่องที่ 1           ความสำคัญของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

1.1      ความหมายของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

1.2      จุดมุ่งหมายของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

เรื่องที่ 2           แนวทางการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

2.1     ลักษณะและประเภทของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

2.2     หลักเกณฑ์การคัดเลือกเอกสารที่เกี่ยวข้อกับการวิจัย

2.3    การสืบค้นและจัดหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

เรื่องที่ 3           การสังเคราะห์และการเสนอรายงานที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

3.1     การอ่านเอกสารและการจดบันทึก

3.2     การสังเคราะห์เนื้อหาสาระที่ได้จากการจดบันทึกและการเสนอรายงาย

 

 

  • สาระสำคัญ

 

  1. การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะทำให้ได้ความรู้มาใช้

ในการวางแผน และดำเนินงานวิจัยให้มีคุณภาพ

  1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย    ค้นคว้าได้ตามห้องสมุดของสถานบันต่าง ๆ   และ

หน่วยงานทางการศึกษา นักวิจัยต้องรู้วิธีสืบค้นเอกสารเหล่านั้น

  1. นักวิจัยต้องมีความรู้ ความสามารถในการสังเคราะห์สารละลายสำคัญที่บันทึกไว้ จาก

ที่ได้อ่านเอกสารที่เกี่ยวข้อง

  1. รายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยประกอบด้วย บทนำ  เนื้อเรื่อง  สรุป  อภิปราย

และอ้างอิง

 

  • จุดประสงค์การเรียนรู้

เมื่อได้ศึกษาหน่วยที่ 3  จบแล้ว  ท่านสามารถ

  1. บอกความหมาย  และจุดมุ่งหมาย ของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยได้
  2. ระบุประเภทและอธิบายลักษณะของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยได้
  3. สังเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยได้
  4. เขียนรายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยได้

 

 

ÿÿÿÿÿÿ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

         เรื่องที่  1       ความสำคัญของการศึกษาเอกสาร

                             ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

 

@   เรื่องที่ 1.1     ความสำคัญของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

 

            คุณสมบัติที่สำคัญของนักวิจัย คือ เป็นนักอ่าน  นักคิด  และนักค้นคว้า  การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง (Related literature)  เป็นสิ่งที่ผู้วิจัยต้องกระทำเพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ในการทำวิจัยของตน

การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย   หมายถึง    การค้นคว้าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือเรื่องที่กำลังจะวิจัย  เอกสารที่เกี่ยวข้องหมายหมายถึงเอกสารที่เป็นแหล่งข้อมูล ตำรา

บทความ และงานวิจัยที่มีความสำคัญพออ้างอิงได้กับงานวิจัยของเรา  ซึ่งไม่จำเป็นต้องตรงกับชื่อปัญหาที่จะวิจัย แต่มีเนื้อหา ผลสรุป เกี่ยวพันกับงานวิจัยที่จะทำ เพื่อให้การนิยามปัญหาเด่นชัดยิ่งขึ้น

การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย อาจจะทำก่อนที่จะได้ประเด็นหรือเรื่องที่จะวิจัย

ก็ได้  แต่การค้นคว้าแบบนั้นถือว่าเป็นการค้นคว้าทั่ว ๆ ไป เป็นการค้นคว้าเพื่อเลือกปัญหามาทำวิจัย   ค้นเพื่อหาคำตอบว่าจะทำวิจัยเรื่องอะไรดี   ค้นแบบกว้าง ๆ  จะเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ได้   แต่ในตอนนี้จะกล่าวถึงการค้นคว้าเพื่อสนับสนุนหรือเพื่อให้เป็นประโยชน์ในการวางแผนและการดำเนินงานวิจัยอย่างมีประสิทธิผล คือ   เป็นการค้นคว้าเมื่อได้ปัญหาวิจัยในขั้นต้นเรียบร้อยแล้ว การค้นคว้าจะค้นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะวิจัย    เพื่อทำให้ผู้วิจัยทราบว่ามีนักวิชาการ  และนักวิจัยอื่น ๆ ได้ศึกษาค้นคว้า วิจัยเกี่ยวกับปัญหาวิจัยของตนไว้อย่างไรบ้าง

 

@   เรื่องที่ 1.2     จุดมุ่งหมายของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย

 

การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย  มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนการวิจัย และการดำเนินการวิจัยให้ได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ ซึ่งแยกเป็นจุดมุ่งหมายย่อย ๆ ได้ดังนี้

 

  1. 1.           เพื่อช่วยในการกำหนดปัญหาวิจัย

 

เมื่อพบสภาพปัญหาที่จะวิจัยแล้ว สารสนเทศที่แสดงให้เห็นว่าปัญหาวิจัยที่จะทำเป็น

ปัญหาวิจัยที่ดีนั้น ผู้วิจัยจะได้จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเท่านั้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้วิจัยเกิดความเข้าใจอย่างกระจ่ายชัดในปัญหาที่จะวิจัยอีกด้วย

 

  1. 2.           เพื่อสร้างกรอบความคิดและกำหนดสมมุติฐานการวิจัย

 

สารสนเทศที่ได้จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย จะช่วยผู้วิจัยให้สามารถ

นิยามตัวแปร  อธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปร   นำความรู้จากการศึกษาแนวคิด   ทฤษฎี     กฎ หลักการต่าง ๆ และผลการวิจัย มาสร้างกรอบความคิดสำหรับการวิจัย และกำหนดสมมุติฐานการวิจัย

 

  1. 3.           เพื่อหลีกเลี่ยงการทำซ้ำกับผู้อื่น

 

การทำวิจัยซ้ำนั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อผลการวิจัยเรื่องนั้นมีปัญหา เช่น การควบคุมตัวแปร

เกิดความคลาดเคลื่อน กระบวนการทำบกพร่อง เป็นต้น ผู้วิจัยอาจศึกษาซ้ำเพื่อดูผลว่าแตกต่างกันเพียงใด   แต่ถ้าเป็นการวิจัยที่ถูกต้องทุกประการแล้ว   ปัญหาที่ตรงกันไม่นิยมทำซ้ำ      การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ผู้วิจัยทราบว่าในสาขาวิชาที่ตนสนใจนั้นมีปัญหาใดบ้าง ที่เขาทำกันแล้ว ทำเมื่อไร ผลเป็นอย่างไร และหลีกเลี่ยงไม่ทำซ้ำซ้อนในเรื่องเดียวกัน

 

  1. 4.           เพื่อกำหนดแบบแผนและวิธีการวิจัย

 

การจะได้แนวทางในการดำเนินการวิจัยนั้น ผู้วิจัยจะต้องศึกษาเฉพาะงานวิจัยที่มีผู้ทำไว้แล้วอย่างละเอียด ซึ่งจะทำให้ได้สารสนเทศในการดำเนินการ ดังนี้

 

 

 

4.1  ขอบเขตของการวิจัย

สารสนเทศจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง    จะช่วยผู้วิจัยได้ทราบว่าควรศึกษาครอบคลุมตัวแปรใด  ควรกำหนดขอบข่ายประชากรและกลุ่มตัวอย่างประชากรมากน้อยเพียงใดและอย่างไร

 

4.2  การออกแบบการวิจัย

การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง จะทำให้ผู้วิจัยสามารถออกแบบการวิจัยได้อย่างเหมาะสมและดีกว่าการวิจัยที่ทำมาแล้ว

 

4.3  เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูล

การศึกษารายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทำให้ผู้วิจัยได้ทราบว่า เครื่องมือที่จะใช้ในการวิจัยของตนนั้นควรสร้างขึ้นใหม่ หรือสามารถนำเครื่องมือที่มีอยู่แล้วจากงานวิจัยมาใช้ได้เลย การเก็บรวบรวมข้อมูลควรใช้วิธีการใด จึงจะได้ข้อมูลและผลการวิจัยที่มีความตรงสูง

 

4.4  วิธีวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหมาย

การศึกษารายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้วิจัยตัดสินใจเลือกวิธีวิเคราะห์ข้อมูลว่าควรใช้วิธีใด ควรแปลความหมายผลการวิเคราะห์อย่างไร  เพื่อให้การอ้างอิงผลการวิจัยมีความตรงภายนอกสูง

 

4.5  การอภิปรายผลการวิจัยและการให้ข้อเสนอแนะ

การที่ผู้วิจัยได้ศึกษารายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบ ผู้วิจัยย่อมได้ข้อมูลจากข้อค้นพบในงานวิจัยเหล่านั้นเป็นฐา